- 14 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เหลือเวลาอีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็จะได้รู้ว่าช่วงเปลี่ยนผ่านโทรศัพท์ในระบบ 2 จี บนคลื่น 900 MHz จะสร้างปัญหาให้กับผู้บริโภคหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหนจากปรากฏการณ์ที่ซิมดับ เพราะกสทช.ได้ส่งมอบคลื่น 900 MHz ให้กับผู้รับสัมปทานรายใหม่อย่าง บริษัททรูมูฟ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ล่าสุดดูเหมือนว่าประเด็นนี้จะยังไม่มีความชัดเจน เพราะบมจ. เอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการ 2 จี เดิมอ้างว่าเป็นความรับผิดชอบชอบของกสทช.จะต้องหาทางแก้ไข หลังจากเลือกไม่ทำตามข้อเสนอของบมจ.ทรูมูฟ ในการใช้คลื่น 900 MHz เ นื่องจากเห็นว่าอาจมีปัญหาข้อกฎหมายตามมา
ทั้งนี้คลื่น 900 MHz ที่กำลังพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ ก็คือคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การครอบครองของบมจ.ทีโอที หรือ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) และคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ (กบถ.) ได้มีมติเห็นชอบให้องค์การโทรศัพท์นำไปบริหารจัดการในเชิงธุรกิจ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2533 และคลื่น 900 MHz
ภายหลังองค์การโทรศัพท์ฯนำไปให้สัมปทานกับ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ซึ่งมีนางพจมาน ชินวัตร เป็นกรรมการผู้จัดการ เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ภายใต้อายุสัมปทานยาวนาน 25 ปี ก่อนที่สัมปทานอันอื้อฉาว เพราะมีการแก้ไขเงื่อนไขมากมายในยุครัฐบาลทักษิณ จะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2558 ที่ผ่านมา
และเมื่ออายุสัมปทานคลื่น 900 MHz กับบมจ.เอไอเอสสิ้นสุดลง ทางกสทช.ก็นำคลื่นความถี่ดังกล่าวมาเปิดประมูล เพื่อรองรับการให้บริการในระบบ 4 จี แม้ว่าจะมีข้อทักท้วงจากบมจ.ทีโอทีและนำไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาลปกครอง
ขณะที่ผลการประมูลคลื่น 900 MHz ก็ทำให้มีผู้สัมปทานรายใหม่เกิดขึ้น คือ
1.บริษัท แจสโมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz ใบอนุญาตที่ 1 ด้วยมูลค่า 75,654 ล้านบาท
2.บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz ใบอนุญาตที่ 2 ด้วยมูลค่า 76,298 ล้านบาท
ประเด็นปัญหาก็คือตามประกาศกสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อผู้ชนะการประมูลได้ดำเนินการตามเงื่อนไขแล้ว กสทช.มีหน้าที่ต้องออกใบอนุญาตให้กับผู้รับสัมทานในระยะเวลาอนุญาต 15 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้บริหาร บริษัททรูมูฟฯ ได้เข้ารับใบอนุญาตจากกสทช.ในวันนี้ ( 14 มี.ค.) และผลทางกฎหมายจะเริ่มต้นขึ้น นับตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. 2559 จนถึง 15 มี.ค. 2574
ผลตามมาก็คือ กสทช.ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การประมูล คือ ภายหลังให้สิทธิแก่ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ในการนำคลื่น 900 MHz ไปให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมไร้สายและบริการโทรคมนาคม ประเภทต่าง ๆ ลูกค้าในระบบ 2 จี หรือ GSM 900 เดิมของบมจ.เอไอเอส จำเป็นต้องโอนย้ายไปยังเครือข่ายผู้บริการรายใหม่หรืออัพเกรดจากระบบ 2 จีเดิม
โดย นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. อธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2 จี ว่า หลังจากสำนักงาน กสทช. ให้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 MHz แก่บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด
ว่าจะทำให้เบอร์โทรศัพท์ของผู้ใช้บริการ 2 จี บนคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ของบมจ.เอไอเอส ที่มีอยู่ประมาณ 3 แสนเลขหมาย ไม่สามารถใช้งานได้ และจะมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 15 มี.ค. 2559 เป็นต้นไป
ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาประกอบก็คืออะไรเป็นต้นสายปลายเหตุ ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น หรือผู้เกี่ยวข้องมีการดำเนินการแก้ไขในลักษณะใด
ก่อนหน้านี้มีข้อมูลในปี 2556 ว่า บมจ.เอไอเอส มีฐานลูกค้าสูงสุดถึง 44 % หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 39.1 ล้านเลขหมาย และต่อมาถึงแม้บมจ.เอไอเอส จะมีการโอนย้ายฐานลูกค้าในระบบ 2 จีเดิมไปยัง 3 จีอย่างต่อเนื่อง แ ต่ในช่วงต้นปี 2558 พบว่า บมจ.เอไอเอ ยังคงมีฐานลูกค้าในระบบ 2 จีเดิมถึง 8 ล้านเลขหมาย และส่วนหนึ่งยังคงค้างมาถึงปัจจุบันซึ่งกำลังจะเกิดปัญหาไม่สามารถใช้บริการโทรศัพท์ได้เพราะปัญหาซิมดับ
โดยนายฐากร ได้พูดถึงกรณีดังกล่าว ว่าก่อนหน้านี้สำนักงาน กสทช. ได้มีการแจ้งไปยังบมจ.เอไอเอส ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 2559 ให้เร่งทำการแจ้งผู้ใช้บริการเพื่อย้ายค่าย หรือหากไม่ย้ายค่ายก็ให้เปลี่ยนใช้คลื่นความถี่อื่น ซึ่งขีดความสามารถของบมจ.เอไอเอสสามารถโอนย้ายผู้ใช้บริการได้วันละ 6 หมื่นเลขหมาย
ดังนั้นหากบมจ.เอไอเอสมีการโอนย้ายผู้ใช้บริการตั้งแต่วันที่สำนักงาน กสทช. แจ้งข้อมูลไปยังบริษัท ผู้ใช้บริการของบมจ.เอไอเอสจะไม่ได้รับผลกระทบหรือมีผลกระทบน้อยมาก แต่กรณีดังกล่าวกลับไม่เป็นเช่นนั้นซึ่งกสทช.จะได้มีการตรวจสอบเพื่อดำเนินการต่อไป รวมถึงติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยหากผู้ใช้บริการมีปัญหาต้องการสอบถามข้อมูล สามารถติดต่อสำนักงานกสทช.ได้ตามหมายเลขโทรศัพท์ 1200 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากข้อสังเกตุของเลขาธิการกสทช. ที่ดูเหมือนว่าจะให้น้ำหนักที่มาปัญหากับการบริหารจัดการของบมจ.เอไอเอส ว่ามีลักษณะจะพยายามรักษาฐานลูกค้าไว้ให้ได้มากที่สุด อีกจุดหนึ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นที่มาของปัญหา ก็คือข้อร้องเรียนของกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ถึงกสทช. ให้เร่งตรวจสอบดำเนินการตามกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค โดยอ้างว่ามีผู้ใช้บริการในเครือข่ายเอไอเอสประสงค์จะย้ายค่ายเบอร์เดิมมาเครือข่ายทรูมูฟเอช แต่โอนย้ายไม่สำเร็จในเวลาที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้ใช้บริการเดือดร้อนและกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคในการโอนย้ายเลขหมาย
จนกระทั่งผู้บริหารบมจ.เอไอเอสต้องออกมาชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า บมจ.ไอเอสไม่ได้ยื้อการโอนย้ายค่ายเบอร์เดิม สำหรับผู้ใช้บริการที่มีความประสงค์จะไปใช้บริการในเครือข่ายของทรูมูฟเอช ให้เกิดความล่าช้าแต่อย่างใด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะบริษัทต้องทำให้ถูกต้องตามระเบียบและเงื่อนไขการย้ายค่ายเบอร์เดิม ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่จะผิดเงื่อนไขด้วยการไปขอดำเนินการผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อ ทั้ง ๆ ที่ลูกค้าต้องไปยื่นคำขอที่ศูนย์บริการและมีการทำคำขอลงลายมือชื่อ และมีสำเนาบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวบุคคลอย่างชัดเจน ตามประกาศ กสทช.
แน่นอนว่าจากกรณีตัวอย่าง ย่อมมีข้อบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคโทรศัพท์ในระบบ 2 จี ส่วนสำคัญมาจากผลพวงการแข่งขันธุรกิจระหว่างผู้ให้บริการโทรศัพท์ 2 ค่ายยักษ์ และไม่ใช่มีเพียงสาเหตุเท่านั้น ยังมีข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของปัญหาซิมดับที่ประชาชนในฐานะผู้บริโภค ต้องพิจารณาร่วมกันว่ากรณีนี้ควรมีข้อตำหนิถึงใครที่เกี่ยวข้องบ้าง
ยกตัวอย่าง กรณีบมจ.เอไอเอส ทำหนังสือถึง กสทช. เรื่องคัดค้านการไม่อนุมัติให้ขยายมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 โดยขอให้พิจารณาทบทวนมติดังกล่าว และเสนอแนวทางการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ย่านคลื่นความถี่ 900 MHz เพื่อคุ้มครองให้ผู้ใช้บริการได้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าโดยข้อเท็จจริงบมจ.เอไอเอสก็รับรู้เรื่องอายุสัมปทานคลื่น 900 MHz ตามกำหนดสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2558 อยู่แล้ว
โดยกรณีดังกล่าว บมจ.เอไอเอส อ้างว่ามติกทค. ที่ไม่อนุมัติให้ขยายระยะเวลามาตรการเยียวยาฯ ไม่สมเหตุผล และทำให้บมจ.เอไอเอสไม่สามารถโอนย้ายผู้บริการได้ทัน ขณะที่ก่อนหน้านั้นกทค.ได้มีการขยายระยะเวลาเยียวยาฯ ให้ผู้ใช้บริการคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ให้แก่ บริษัท ทรู มูฟ จำกัด และ บริษัท ดิจิตอลโฟนจำกัด ในเครือ เอไอเอส ถึงกว่า 2 ปี ทั้งที่มีจำนวนผู้ใช้บริการบนคลื่นความถี่ 900 MHz มากกว่า ผู้ใช้บริการบนคลื่นความถี่ 1800 MHz
จนล่าสุดนายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอไอเอส ได้ยื่นข้อเสนอต่อกสทช. ให้บริษัทใช้คลื่นความถี่ 900 MHz ชุดที่ 1 จำนวน 5 MHz เป็นเวลา 3 เดือนเพื่อรองรับการแก้ปัญหาซิมดับ เนื่องจากคลื่นความถี่ชุดดังกล่าวเป็นส่วนที่ทาง แจส โมบาย ชนะประมูล แต่ยังไม่ได้มาจ่ายค่าใบอนุญาต โดยบริษัทยินดีชำระค่าใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าวให้แก่ กสทช. เพื่อนำส่งเป็นรายได้แก่ประเทศ
แทนการทำตามข้อเสนอของ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ที่ยื่นข้อเสนอให้ บมจ.เอไอเอสใช้เช่าบริการคลื่น 900 MHz เป็นเวลา 3 เดือน ในอัตราเดือนละ 450 ล้านบาท และภายหลังยินยอมให้ใช้บริการคลื่นโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยระบุว่าข้อเสนอของทรูฯเป็นแนวทางที่ไม่สามารถเป็นไปได้จริง เนื่องจากยังเป็นปัญหาในข้อกฎหมายเข้าข่ายเป็นการให้ผู้อื่นมาร่วมใช้คลื่นความถี่ของผู้รับใบอนุญาต ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 46 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่
ขณะที่ภายหลังคำร้องบมจ.เอไอเอสเกี่ยวกับการขอใช้คลื่นความถี่ 900 MHz จำนวน 5 MHz ถูกปฏิเสธจากกสทช. นายสมชัยระบุว่า บริษัทจะยังคงเดินหน้าในแนวทางของบริษัทเพื่อให้ลูกค้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากซิมดับ โดยจัดเครื่องทดแทนให้ฟรีสำหรับลูกค้าที่ยังคงต้องการใช้บริการกับบริษัท แต่จะต้องอัพเกรดบริการไปเป็น 3 จี หรือ 4 จี
โดยเบื้องต้นอันดับแรกจะเร่งขอโอนย้ายลูกค้าเอไอเอส ผู้ใช้บริการ 2 จี บนคลื่น 900 MHz จำนวน 4 แสนรายไปเป็นลูกค้าบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่มีใบอนุญาตใช้คลื่น 3 จี โดยอัตโนมัติเป็นกรณีพิเศษที่ลูกค้าไม่ต้องแสดงตน แต่เป็นใช้งานร่วมบนเครือข่ายของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมิวนิเคชั่น (DTAC) หรือ ดีแทค ที่เอไอเอสโรมมิ่งมาแล้วได้ถึง 8 ล้านเลขหมาย
จากกรณีที่เกิดขึ้นก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือในระบบ 2 จีเดิมของบมจ. AIS จะได้รับผลกระทบในวงกว้างมากน้อยแค่ไหน เพราะตัวเลขที่บมจ.ทีโอทีเคยอ้างอิงว่าตัวเลขผู้ใช้บริการ 2 จีของบมจ.เอไอเอสในช่วงต้นปี 2558 มีสูงกว่า 15 ล้านเลขหมาย อย่างไรก็ตามในกรณีซิมดับไม่ว่าจะเกิดผลกระทบมากหรือน้อยสุดท้ายงานนี้ควรได้มีพิจารณาลงโทษผู้รับผิดชอบอย่างหนึ่งอย่างใด
