อีกหนึ่งความหวัง !! ใต้อำนาจ "คสช." ..จากปม ซื้อขายตำแหน่ง สู่การยุบ "สตช." !! เป้าหมายปฏิรูปตำรวจที่แท้จริง !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

นับตั้งแต่รัฐบาลคสช.ได้เข้ามาบริหารประเทศ หนึ่งในความคาดหวังสูงสุดที่อยากเห็น คือ การปฏิรูป สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกระทั่งเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นมาจนถึงปรากฏการณ์ของพล.ร.อ.พระจุล ตามประทีป ที่ออกมาแฉการซื้อขายตำแหน่ง

 

 

 


ซึ่งทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กลับมาให้ความสนใจมากยิ่งขึ้นจนกระทั่งล่าสุดมีผู้เสนอว่าควรยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เลยทีเดียว

 


ทั้งนี้สำหรับรูปธรรมการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 29 ก.พ. ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สำหรับการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่องความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง

 


ที่ประชุม มีมติเห็นชอบต่อรายงานดังกล่าว ด้วยคะแนน 100 ต่อ 30 งดออกเสียง 48 เสียง

 


นอกจากนี้ ทั้งนี้ในรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ยังได้จัดทำ แผนการปฏิรูปเรื่อง ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง อีกด้วย

 


แผนการปฏิรูป  คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

เรื่อง ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง
เรื่องที่ ๑  ระบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน
เรื่องที่ ๒  ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง
เรื่องที่ ๓  การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ
เรื่องที่ ๔  การถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยงานที่มีภารกิจหน้าที่โดยตรงไปดำเนินการ
เรื่องที่ ๕  ระบบงบประมาณของตำรวจ
เรื่องที่ ๖  การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตำรวจ
เรื่องที่ ๗  การจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์
เรื่องที่ ๘  การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น
เรื่องที่ ๙  ระบบการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการตำรวจ และระบบการฝึกอบรม

 


การวิเคราะห์ จัดทำแนวทางปฏิรูปกิจการตำรวจในเรื่องความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง มีดังนี้


(๑) การปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลของตำรวจ คือ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยทำให้ ก.ตร. เป็นองค์กรบริหารงานบุคคลของตำรวจเพียงองค์กรเดียว โดยให้มีความเป็นอิสระปราศจากการถูกครอบงำของฝ่ายการเมืองหรืออำนาจภายนอก ให้มีความเป็นเอกภาพ ตลอดจนเป็นองค์กรในการรักษากฎ กติกาต่างๆ ในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม และให้ ก.ตร. มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และตรวจสอบติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย


(๒) การปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่กำกับนโยบายกิจการตำรวจ คือ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) โดยให้ ก.ต.ช. ทำหน้าที่กำหนดนโยบายในการบริหารงานกิจการตำรวจเพียงอย่างเดียว มุ่งเน้นในการนำนโยบายของรัฐบาลมาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ให้แก้ไขเรื่องอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.ตร. แทน


(๓) การทำให้กระบวนการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นไปโดยปราศจากการครอบงำจากผู้มีอำนาจทางการเมืองหรืออิทธิพลจากภายนอก ต้องสร้างความมั่นคงในตำแหน่งให้กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อสามารถใช้ดุลยพินิจและอำนาจของตนได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อองค์กรและประชาชน อีกทั้งบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะต้องเป็นที่ยอมรับจาก ทั้งผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา อันจะเป็นการ “สร้างความสง่างาม” ในการดำรงตำแหน่งและสร้างความผูกพันกับผู้ใต้บังคับบัญชา กำหนดให้มีการประเมินผลจากการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามช่วงเวลาโดยคณะกรรมการตำรวจ (ก.ตร.)

 


ตามกรอบในการปฏิรูปทั้ง ๓ ประเด็นข้างต้นดังกล่าว รายละเอียดแนวทางแก้ไขในแต่ละประเด็น มีดังนี้
๑) การปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า แม้จะมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๘๘/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗ แก้ไของค์ประกอบของ ก.ตร. ไปบางส่วนแล้วก็ตาม แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ประธาน ก.ตร. ก็ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม ดังนั้น ต้องปรับองค์ประกอบของ ก.ตร. ให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางในการบริหารงานบุคคล ที่มีความเป็นอิสระจากการถูกครอบงำของฝ่ายการเมือง หรืออิทธิพลอื่นๆ  ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร ทำหน้าที่รักษากฎ กติกาต่างๆ ในเรื่องของการบริหารงานบุคคลอย่าง “ตรงไปตรงมา” ไม่มีการแก้ไขหลักเกณฑ์เพื่อสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบให้แก่บุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งที่ ให้กำหนดอำนาจหน้าที่เพิ่มเติมให้ ก.ตร. เป็นผู้พิจารณาการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย เพื่อให้การบริหารงานบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหนึ่งเดียว ทำนองเดียวกับคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ของสำนักงานอัยการสูงสุด ควรกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ใหม่ ให้มีจำนวน ๑๖ คน ดังนี้

(๑) ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ให้คัดเลือกจากอดีตข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพลตำรวจเอก) โดยให้ข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพันตำรวจเอกขึ้นไป) เป็นผู้ลงคะแนนเลือก

(๒) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (กรรมการโดยตำแหน่ง)

(๓) เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) (กรรมการโดยตำแหน่ง)

(๔) จเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือเทียบเท่า (ยศพลตำรวจเอก) เป็นผู้เลือกมาจำนวน ๖ คน โดยให้ข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพันตำรวจเอกขึ้นไป) เป็นผู้ลงคะแนนเลือก

(๕) อดีตข้าราชการตำรวจตำแหน่งผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพลตำรวจโทขึ้นไป) เป็นผู้เลือกมาจำนวน ๓ คน โดยให้ข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพันตำรวจเอกขึ้นไป) เป็นผู้ลงคะแนนเลือก

(๖) ผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี จำนวน ๑ คน

(๗) ผู้แทนจากวุฒิสภา จำนวน ๑ คน

(๘) ผู้มีความรู้ในสาขาต่างๆ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น โดยกรรมการ ก.ตร. ตามข้อ (๑) – (๗) เป็นผู้สรรหามา จำนวน ๒ คน

 


ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๒ ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกัน

 


เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของ ก.ตร. จะเห็นได้ว่าการบริหารงานบุคคลภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอนาคตจะไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองและผู้มีอิทธิพลจากภายนอก มีการถ่วงดุลอย่างเหมาะสม ผู้ที่เป็นกรรมการจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

 


สำหรับการให้ข้าราชการตำรวจระดับ “พันตำรวจเอก” ขึ้นไป เลือกจเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่า จำนวน ๖ คน เข้าไปทำหน้าที่ ก.ตร. นั้น จะมีข้อดีกว่าการให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทุกคน และจเรตำรวจแห่งชาติเป็น ก.ตร. โดยตำแหน่ง ทั้งนี้ เนื่องจาก

 


ผู้ที่ได้รับเลือกจะกล้าออกความคิดเห็น  กล้าเป็นปากเป็นเสียงให้กับตำรวจที่ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ มีความสง่างามในการดำรงตำแหน่ง สามารถปฎิบัติหน้าที่ในฐานะ ก.ตร. เพื่อองค์กรตำรวจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อบุคคลใด บุคคลหนึ่ง นอกจากนี้ ในเส้นทางการเจริญเติบโตของตำรวจจะต้องคำนึงถึงผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดจนประชาชน เพราะถ้าเจริญเติบโตด้วยการ “วิ่งเต้น” ไม่สร้างบารมี (ความนิยมนับถือ) ด้วยผลงาน ของตนเองและเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น เมื่อมาดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับสูง (จเรตำรวจแห่งชาติรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่า) ก็จะไม่ได้รับการเลือกให้เป็น ก.ตร.

 


กระบวนการนี้ จึงเป็นเสมือนกรอบกำหนดการทำงานของผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้พึงตระหนักว่า ตนจะต้องปฎิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีผลเป็นประจักษ์แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนจนเป็นที่ยอมรับ

 


นอกจากนั้น ปรับให้ ก.ตร. เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (แทน ก.ต.ช.) รวมทั้งให้ ก.ต.ร. มีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล การปฎิบัติงานของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามช่วงเวลาที่กำหนด


2. การปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)


บทบาทของ ก.ต.ช. ตามที่กำหนดใน พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 จะเห็นได้ว่า ก.ต.ช. เป็นคณะกรรมการที่มีหน้าที่หลักในการกำหนดทิศทางนโยบายการบริหารราชกิจการตำรวจ โดยมีผู้เกี่ยวข้องจากฝ่ายต่างๆ ทั้งความมั่นคง กระบวนการยุติธรรม การรักษาความสงบเรียบร้อย เข้าร่วมเป็นกรรมการ แต่ในข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า ฝ่ายการเมืองใช้คณะกรรมการชุดนี้ เพียงเพื่อประโยชน์ในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้นและเมื่อประชุมเพื่อทำการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้วเสร็จ ส่วนใหญจะไม่เคยมีการเรียกประชุมคณะกรรมการชุดนี้อีกเลย อันเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ ของกฎมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้

 


 

ดังนั้น จึงแก้ไขปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ช. ให้เหลือเพียงเรื่องของการกำหนดทิศทางนโยบายการบริหารราชการในกิจการตำรวจเป็นสำคัญ ส่วนเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ไปกำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.ตร.แทน (ดังได้กล่าวไว้แล้วในข้อ1) เมื่อเป็นเช่นนี้ ก.ต.ช.ก็จะไม่เกี่บวข้องกับเรื่องการบริหารงานบุคคลอีกต่อไป จึงกำหนดองค์ประกอบของ ก.ต.ช. ให้มีนายกรัฐมนตรรีซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารเข้ามาเป็นประธานในคณะกรรมการ ก.ต.ช. เพื่อขับเคลื่อน การบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายรัฐบาล และเป็นการสอดรับในเรื่องของการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี

 


เมื่อพิจารณาปรับอำนาจหน้าที่ให้มีความหมายเหมาะสมแล้ว ในส่วนขององค์ประกอบ ก.ต.ช. ควรต้องพิจารณาให้มีภาคส่วนต่างๆ เข้ามาเป็นกรรมการเพิ่มเติมโดยปะกอบด้วยฝ่ายการเมืองและหน่วยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ และจากภาคประชาชน เพื่อพิจารณากำหนดนโยบายในการทำงานขององค์กรตำรวจเพื่อปฎิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และอำนวยความยุติธรรมในทางอาญาให้กับประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 


ดังนั้น เพื่อสร้างให้ ก.ต.ช. เป็นองค์กรในการกำหนดนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฎิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง จึงควรกำหนดองค์ประกอบ ก.ต.ช. จำนวน 11 คน ดังนี้

1. นายกรัฐมนตรี      ประธาน

2. รองนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย     รองประธาน

3. ปลัดกระทรวงกลาโหม     กรรมการ

4. ปลัดกระทรวงมหาดไทย     กรรมการ

5. ปลัดกระทรวงยุติธรรม     กรรมการ

6. อัยการสูงสุด      กรรมการ

7. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ     กรรมการ

8. ผู้แทนจากสภาทนายความ     กรรมการ

9. ผู้ทรวงคุณวุฒิจากสภา     กรรมการ

10. ผู้แทนจากกรรมการสิทธิมนุษยชน    กรรมการ

11. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ     กรรมการ

 


กำหนดให้ ก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่ตามกำหนดในพระราชบัญญิติ ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ยกเว้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 


3. กระบวนการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แม้คำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 44/2558 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2558 จะแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 53


(1) โดยให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่ง จเรตำรวจแห่งชาติ หรือ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้วเสนอ ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล โปรดเกล้า


วิสัยทัศน์ และให้ ก.ตร. พิจารณาคัดเลือกผู้เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้เหลือจำนวน ๑ รายชื่อ และนำรายชื่อดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามขั้นตอนนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อไป


(๒) ก.ตร. ตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามหลักเกณฑ์ในการในการประเมินและระยะเวลาที่กำหนด หากผลการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่ผ่านการประเมิน จะต้องส่งผลการประเมินดังกล่าว ไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พระราชบัญญัติจำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี)” เพื่อทราบและพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
 

(๓) หากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่างลง ให้ ก.ตร. ดำเนินการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามขึ้นตอนในข้อ (๑) ต่อไป

 


อย่างไรก็ตามในรายงานได้เกิดการท้วงติงว่า เป็นแค่เพียงการแก้ไขปัญหาแค่เพียงเปลือกเท่านั้นเพราะจากความสลับซับซ้อนและปัญหาที่เกิดขึ้นในสตช.มาอย่างยาวนานนั้นควรที่จะยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปเลยทีเดียว

 


พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ระบุว่า การวิ่งเต้นในระบบราชการแบบอุปถัมภ์ค้ำชู มีจริงทุกกระทรวงทบวงกรม จนหลายครั้งเขาพูดกันผลงานหรือจะสู้เป็นคนของใคร

 


การแต่งตั้งโยกย้าย เมื่อเอาประวัติการทำงาน การครองยศความรู้ความสามารถ หลักเกณฑ์ต่างๆ หลายอย่างที่สามารถตอบโจทย์ได้ เมื่อคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาก จึงมาดูความอาวุโส หมายถึงประสบการณ์ แต่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯที่กำกับดูแลตำรวจ ท่านอ้างความเหมาะสมบนพื้นฐานของบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งที่มีหลักเกณฑ์ไม่เท่าเทียมกัน นั่นก็ใช่ระบบอุปถัมภ์ค้ำชูแล้ว การที่ผู้บังคับบัญชาอ้างว่าเหมาะสมจะเอาไว้ใช้งานอย่างโน้นอย่างนี้นี่แหละความไม่เป็นธรรม เพราะเหตุที่ท่านรู้ได้ไงว่า ใครทำงานได้ดีกว่ากัน

 


ผมเสนอให้ยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตำรวจอยู่กับท้องถิ่น เพื่อให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงงานตำรวจมันเสร็จแค่โรงพักเท่านั้น ไม่ต้องกลัว เพราะตำรวจคนไหนทำงานดี มีผลงานแต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งปูนบำเหน็จความชอบ ประชาชนในท้องถิ่นเห็น เขาตรวจสอบ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล อบต. ให้เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการตำรวจ(ก.ตร.)กำกับดูแลภายในจังหวัด ให้คุณให้โทษแก่เขา ส่วนที่เกินเหนือจากระดับจังหวัด ยุบทิ้ง เพราะไม่มีประโยชน์ กองบังคับการจังหวัดใหญ่ที่สุดแล้ว ไม่ต้องมีกองบัญชาการทั้งเก้าภาค มาทับซ้อนอีก มีตำแหน่งนายพลมากมาย แต่งานปราบปรามอาชญากรรมกลับมีอัตรากำลังไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นป้อมยาม ด่านตรวจหรือสายตรวจ เอาเงินเดือนนายพลหนึ่งคน ไปจ้างระดับนายสิบได้หลายคน

 


กระจายตำรวจลงท้องถิ่น ให้เป็นตำรวจของจังหวัดนั้นๆ การโยกย้ายทำกันภายในจังหวัดมีหัวหน้าตำรวจในจังหวัดรับผิดชอบบังคับบัญชา จากนั้นก็มีตำแหน่งผู้กำกับสถานี และสารวัตรแต่ละงาน เช่น ปราบปราม สอบสวน ท่องเที่ยว จราจร(ทางหลวง) และธุรการ คดีทุกอย่างจบที่โรงพัก ไม่ต้องรอสายงานบังคับบัญชาที่ยาวจนมาถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสิ้นเปลื้องกำลังพล สามารถประหยัดกำลังพลได้มากมาย กองบังคับการต่างๆ จนถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุบทิ้งและเกลี่ยอัตรากำลังเสียในตอนปฏิรูปเลย จัดสรรงบประมาณความต้องการที่แท้จริงของเขา แต่ละสถานีให้เหมาะสมกับการงานในท้องที่ จังหวัด เมื่อคดีทุกอย่างจบที่โรงพักการแทรกแซงสั่งคดีก็ไม่เกิดขึ้น จะทำก็ทำไม่ได้เพราะประชาชนคอยดูอยู่ และไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปบีบคั้นเขาได้ด้วย
พลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ

 


อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร

อดีตอธิบดีกรมตำรวจ

จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ในเริ่มแรกรับราชการทหารบก ด้วยการจบการศึกษารัฐศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหลักสูตรผู้บังคับหมวด รุ่นที่ 6 จากโรงเรียนทหารราบ