- 14 มี.ค. 2559
สนธิญาณ หนุนยุบสตช. เหตุรับใช้นักการเมือง -ระดับบนเทอะทะ จนท.ระดับสูงมีกว่า 1,200 ตำแหน่ง เอื้อซื้อขายตำแหน่ง -แนะโอนให้จังหวัด -ตั้งโรงพักระดับตำบล ด้าน"พล.ต.อ.ประทิน" เสนอตร. 2 ระดับ "ส่วนกลาง-ท้อ
สนธิญาณ หนุนยุบสตช. เหตุรับใช้นักการเมือง -ระดับบนเทอะทะ จนท.ระดับสูงมีกว่า 1,200 ตำแหน่ง เอื้อซื้อขายตำแหน่ง? -แนะโอนให้จังหวัด -ตั้งโรงพักระดับตำบล ด้าน"พล.ต.อ.ประทิน" เสนอตร. 2 ระดับ "ส่วนกลาง-ท้องถิ่น" -จี้นายกฯใช้ม.44 ทำเลย
รายการ "ยุคล ถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำคืนวันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2559 ออกอากาศทางช่องทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) และคุณยุคล วิเศษสังข์ (หนึ่ง) โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
ยุคล: "ปฏิรูปตำรวจ...ยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ?" พร้อมกับเครื่องหมายคำถาม วันนี้คำสั้นๆ แต่มีความหมายมากนะครับ ยุบเพื่อปฏิรูป
สนธิญาณ: แน่นอนครับ เครื่องหมายคำถาม ตั้งเอาไว้เนี่ยนะครับ ก็เพื่อที่จะให้ประชาชนเป็นคนตอบว่า เห็นด้วยไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลอะไร
ยุคล: เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ตอนนี้ทีนิวส์ของเรามีช่องทางการสื่อสารเพิ่มเติมนะครับ คุณผู้ชมสามารถสมัครมาเป็นสมาชิกในกรุ๊ปหรือว่ากลุ่มไลน์ร่วมกับทีนิวส์ได้นะครับ หน้าจอด้านขวามือจะมีคิวอาร์โค้ดนะครับ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสแกนได้เลยนะครับ หรือไม่ก็เพิ่มเพื่อนด้วยการพิมพ์ @tnewstv นะครับ ตอนนี้เท่ากับว่าแสดงความคิดเห็นได้ 2 ช่องทางนะครับ ทาง SMS 4678999 แล้วก็เข้ามาทางไลน์นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยนะครับก็ฝากประชาสัมพันธ์กับคุณผู้ชมด้วยละกัน ทีนี้กลับมาที่เรื่องของการปฏิรูปตำรวจเนี่ยนะครับ จริงๆ ถ้าย้อนกลับไปในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองมาสู่ยุคของ คสช. เนี่ย มวลมหาประชาชนที่ออกมาเนี่ยนะครับ ก็คาดหวังนะครับว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โจทย์สำคัญก็น่าจะการปฏิรูปตำรวจมันประสบความสำเร็จซักทีนึง
จริงๆ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ นะครับ มีการตั้งโจทย์เอาไว้สำหรับการปฏิรูปตำรวจ โยนไปให้กับ สปช. ให้สปช. ไปคิดค้นมา แล้ว ณ ขณะนี้ สปช. ก็ส่งรายงานไปให้กับ สปท. แล้ว สปท.ก็พึ่งลงมติผ่านร่างรายงาน เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และตอนนี้ร่างนั้นก็กำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ถ้าคณะรัฐมนตรีโอเค ก็จะนำไปสู่การแก้ไข "พระราชบัญญัติสํานักงานตํารวจแห่งชาติ" คือปฏิรูปโดยการแก้ไขกฎหมาย แต่อันนี้พี่ต้อยกำลังจะบอกว่า ต้องปฏิรูปด้วยการยุบ มันก็ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ณ ขณะนี้สิครับ ยุบก็คือการแก้ไขกฎหมายเหมือนกัน ยุบไม่ได้หมายความว่ายุบทิ้ง เดี๋ยวจะพูดไปแล้วกลายเป็นข้อเสนอที่ปัญญาอ่อน ว่าตำรวจดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน หน้าที่โดยหลักการแล้วจะไปยุบทิ้งเสีย แล้วโจรผู้ร้ายไม่เต็มบ้านเต็มเมืองหรืออย่างไร ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นครับท่านผู้ชมครับ
กลับมาดูประเด็นดังต่อไปนี้ ผมต้องเรียนแบบนี้ก่อน เราต้องรู้จักรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก่อน ทีนิวส์ สนธิญาณเนี่ยอวย ชื่นชมนิยมชมชอบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และคสช. เสมอมา แต่เรื่องตำรวจเนี่ย ขอขออนุญาตตั้งคำถามไว้ เหตุผลผมต้องเรียนอย่างนี้นะครับ เวลาจะมีการยึดอำนาจทุกครั้ง เค้าจะใช้คำว่ายังไงรู้มั้ยหนึ่ง... สี่เหล่าทัพ ตบเท้ายึดอำนาจ
ยุคล: สี่เหล่าทัพ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองทัพตำรวจ
สนธิญาณ: ถูกต้อง เห็นมั้ยครับ สถานะของตำรวจคือสถานะหนึ่งของกองทัพ เพราะฉะนั้นโครงสร้างที่เป็นอยู่มันเริ่มต้นตั้งแต่ระบบการศึกษามา ผมไม่ได้ไปก้าวก่าย ไปก้าวล่วงว่าสถาบันนั้นไม่ดี เริ่มต้นตั้งแต่การตั้งโรงเรียนเตรียมทหาร เมื่อมีการตั้งโรงเรียนเตรียมทหารก็ปรากฏว่า นักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารหลังจากที่เรียนจบเนี่ย จะต้องแยกออกเป็นสี่เหล่า คือตำรวจ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ แต่ชื่อโรงเรียนเตรียมทหารนะ เพราะฉะนั้นการหล่อหลอมของตำรวจ ตั้งแต่เริ่มต้นมาเนี่ย หล่อหลอมเข้าสู่ระบบที่คล้ายคลึงกับทหาร ในขณะที่ก่อนหน้านี้ผมต้องเรียนนะครับ กรมตำรวจเนี่ยนะครับ ตำรวจมาจากผู้ที่จบนิติศาสตร์ มาจากผู้ที่ร่ำเรียนกฎหมายมาโดยตรง โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน พึ่งเริ่มก่อตั้งขึ้น และนับตั้งแต่มีการก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานขึ้นเนี่ยนะครับ ทำให้กลไกของระบบตำรวจเดินเข้าสู่กลไกการบริหารแบบทหาร ทั้งยศ ทั้งตำแหน่ง ทั้งการวางโครงสร้าง ไม่ได้เป็นการวางไปเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน เพราะฉะนั้นการำยึดอำนาจทุกครั้ง ทหารต้องเกรงใจตำรวจทุกครั้ง ต้องเอาตำรวจมาร่วมด้วย ทั้งๆ ที่การยึดอำนาจเมื่อปีพ.ศ.2557 ตำรวจจำนวนหนึ่งถูกเรียกขานว่าเป็นตำรวจแดง ชัดเจน แต่โดยกลไกและระบบเนี่ยจึงมีการดึงเข้ามาร่วม
เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลทหาร คิดในการที่จะปฏิรูปตำรวจ มันจึงเรียกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เนี่ยแปลความหมายว่ายังไงหนึ่ง มันจะแปลความหมายที่ต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของตำรวจก่อน ประวัติศาสตร์ของตำรวจ แต่เดิมอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อก่อนเราจะปกครองกันภายใต้ ระบบศักดินา แยกออกเป็น เวียง วัง คลัง นา เป็นจตุสดมภ์ เรียงเนี่ยคือตำรวจ ในการดูแลความสงบเรียบร้อยของเมือง ดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดูแลมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการนำเอาวิธีคิดตำรวจสมัยใหม่มาใช้ นั่นก็คือดูจากระบบของฝรั่ง และก็นำเอามาใช้ พัฒนามาจนถึง สมัยรัชกาลที่ 5 จนนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองเนี่ยนะครับ ตำรวจก็เริ่มวิวัฒนาการ เข้าสู่ระบบของการนำพาที่จะให้ไปดูแลการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน แต่ภายใต้แนวคิดของการที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนเนี่ยนะครับ ปรากฏว่ามันเกิดกระบวนการของความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นนะครับ และจากการเปลี่ยนแปลงของการปกครอง เกิดสงครามโลก ทหารโดนปลด มันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ก็คือเกิดการรัฐประหารในปีพ.ศ.2490 โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยการรัฐประหารครั้งนั้นเนี่ยนะครับ มีผู้ที่ก่อการ หลักๆ ก็คือซอยราชครู จอมพล บิดาของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ คือจอมพลผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจแล้วก็ไปเชิญจอมพลป.มา บริหารราชการแผ่นดิน แกนนำในการยึดอำนาจในคราวนั้นคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ พล.ต.อ.เผ่า เนี่ยนะครับ ต้องเรียนอย่างนี้ ตอนนั้นเนี่ยเป็นทหาร เมื่อหมายเติบโตมาคู่กับจอมพลสฤษดิ์ พอจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เติบโตไปในสายของกองทัพ คุมอำนาจแล้วเนี่ย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จากทหารก็ย้ายมาเป็นผู้ช่วยอธิบดีตำรวจ แล้วก็พาตัวเองขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมตำรวจ สร้างกองทัพของตำรวจให้เป็นกองทัพจริงๆ ในยุคสมัยของพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ คือการสร้างตำรวจขึ้นไว้คานกับกองทัพบก
ยุคล: แยกจากทหารมาเป็นตำรวจ เพื่อที่จะต้องการสร้างกองทัพตำรวจขึ้น
สนธิญาณ: ถูกต้อง ตัวเองย้ายมา แล้วตั้งระบบที่เราเรียกว่า ระบบอัศวิน ตำรวจคนไหนปราบปรามเก่ง ยิงทิ้งได้มาก จัดการนู่นนี่ จัดการนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม สวมแหวนให้ เค้าเรียกว่าแหวนอัศวิน ถึงขนาดพานักการเมืองมายิงทิ้งที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯ เนี่ย แต่ในสมัยนั้นเรียกว่ายังเป็นป่าเป็นดง ยิงทิ้งดังมาก 4 คน นี่คือผลงานตำรวจ ใหญ่จนมีตำรวจรถถัง มีตำรวจพลร่ม มีทุกอย่างที่กองทัพมี
ยุคล: เหมือนทหารเลยนะครับ
สนธิญาณ: เหมือนทหารเลย สร้างศักยภาพแข่งกันมา แล้วก็สร้างพรรคการเมืองแข่งกัน พล.ต.อ.เผ่าเนี่ย เป็นลูกเขยของจอมพลผิน ชุณหะวัณ แข่งกันมาจนจอมพลสฤษดิ์ ยึดอำนาจ ในปีพ.ศ.2500 ซอยราชครูทั้งหมดต้องหนีกระเซอะกระเซิง จอมพลป. หนีไปอยู่ต่างประเทศ พล.ต.อ.เผ่า ในฐานะเป็นเพื่อนกัน ก็ให้เดินทางไปอยู่ต่างประเทศ พล.อ.ชาติชาย ก็ต้องเดินทางเหมือนเป็นทูต ซอยราชครูถูกจำกัดบทบาท สภาพของกรมตำรวจ ซึ่งเคยยิ่งใหญ่เทียบเท่ากองทัพบก ก็ถูกผ่าให้กลายเป็นตำรวจปกติธรรมดา
ยุคล: หลังจากการยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ นับแต่นั้นเป็นต้นมาเลยหรอครับ
สนธิญาณ: ถูกต้องครับ แต่ทหารก็ยังย้ายเข้ามาเป็นตำรวจอยู่เรื่อยๆ เพราะตำรวจยังไม่มีระบบโครงสร้างที่พัฒนา อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ตอนต้น คือมีโรงเรียนเตรียมทหาร จากโรงเรียนเตรียมทหารเข้าสู่โรงเรียนนายร้อย ไม่มี ตำรวจจึงมาจากการอบรม เพราะฉะนั้นบรรดาตำรวจชั้นผู้ใหญ่ อธิบดีกรมตํารวจในสมัยก่อน ไม่มีความคิดแบบทหาร ไม่มีความคิดการจัดโครงสร้าง มาจากไหน มาจากจุฬา มาจากธรรมศาสตร์ มาจากผู้ที่จบนิติศาสตร์ หรือจบรัฐศาสตร์ เติบโตมาเป็นแบบนั้น และกรมตำรวจแต่เดิมเนี่ยนะครับ ไม่ได้ใหญ่โตเป็นเอกเทศแบบสำนักงานำตรวจแห่งชาติในปัจจุบันนะ กรมตำรวจเนี่ยตอนนี้อยู่ในกระทรวงมหาดไทย กรมตำรวจจึงกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมือง และประชาชนได้ประโยชน์น้อย ก็พูดกันมาตั้งแต่เป็นกรมตำรวจเนี่ย ว่าจะต้องดำเนินการปฏิรูป แล้วก็พูดถึงเรื่องการปฏิรูป ปฏิรูปโครงสร้าง ซึ่งสิ่งที่เกิดไม่ใช่เคยเกิดประโยชน์กับประชาชน ผมเรียนตามจริง เกิดประโยชน์กับข้าราชการตำรวจที่จะได้เติบโต แสวงหาตำแหน่งอันใหญ่โต เพื่อที่จะทำให้สิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ทั้งหลายวิ่งเข้าหา
ยุคล: อันนี้เอาแบบสรุปนะครับ เห็นวิวัฒนาการของตำรวจไทยจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันนะครับ
สนธิญาณ: ยังลึกไม่จริง ผมจะยืนยันตามพล.ร.อ.พะจุณณ์ ว่า...
ยุคล: ซื้อขายตำแหน่ง
สนธิญาณ: ท่านผู้ชมว่ามีไม่มี แต่ผมว่ามี เดี๋ยวไปดูกัน
ยุคล: เราส่ง SMS เข้ามาได้นะครับ คุณผู้ชมคิดว่าการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นมีอยู่จริงหรือไม่นะครับ เดี๋ยวก่อนจะพักกันนะครับ ขออนุญาตประชาสัมพันธ์นิดหนึ่ง ช่วงท้ายรายการเบรกที่สามนะครับ เราจะต่อสายโฟนอินพูดคุยกันแบบสดๆ กับ พล.ต.อ.ประทิน
สนธิญาณ: อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งต้องเรียกว่าใสซื่อมือสะอาดคนหนึ่ง
ยุคล: มาคุยประเด็นเรื่องของการยุบไม่ยุบเนี่ยนะครับ วันนี้ต้องดูนะครับว่าจะได้ความชัดเจนขนาดไหน พักกันซักครู่นึงนะครับ ช่วงหน้ากลับมาว่ากันต่อครับ (พักช่วง) กลับเข้ามาเบรคที่สอง ดูจากความคิดเห็นของคุณผู้ชมที่ส่งกันเข้ามาก็บอกว่าเห็นด้วยกับการยุบสตช. อีกท่านก็บอกว่ายุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วปฏิรูปใหม่ให้หมด เห็นด้วยมากๆ ส่วนใหญ่จะออกมาเป็นแบบนี้
สนธิญาณ : เห็นด้วย ไม่ใช่เพราะสนธิญาณพูด ต้องการให้ท่านผู้ชมแฟนข่าวทีนิวส์คิดด้วยข้อมูล เราไม่ได้คิดกันด้วยอารมณ์จึงจะนำพาประเทศของเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ โดยพื้นฐานสติปัญญาของประชาชน หลังจากยุบพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเป็นคนที่ตำรวจไทยทุกคนให้ความเคารพนับถือ คำขวัญก็คือไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ประกาศแบบนั้นแต่ถูกจอมพลสฤษดิ์ถล่มเพราะตอนที่มีการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์เพื่อจัดการกับจอมพล ป. พิบูลสงครามและเครือข่ายซอยราชครู ซึ่งมีพล.ต.อ.เผ่าอยู่ด้วย ตำรวจออกมาสู้กับทหารยิงกันในกรุงเทพฯเรียกว่าระเบิดเถิดเทิงแต่สู้ทหารไม่ได้ ทหารแม้เขาจะจัดมาเป็นกองทัพแต่เขาจัดมาเพื่อทำการรบ ตำรวจอย่างไรก็ตามแต่หน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยดูแลโจรผู้ร้าย ทีนี้เรามาดูต่อว่าหลังจากนั้นผ่านพ้นไป 41 ปี กรมตำรวจอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ในช่วงที่ระหว่างปี 2500 นับตั้งแต่การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์จนมาถึง 14 ตุลา 2516 ผ่านมา 16 ปีเต็มอำนาจของกรมตำรวจก็ยังอยู่ที่ทหาร แต่ก็ยังมีทหารย้ายเข้าไปเป็นตำรวจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ย้ายหมุนกันไปเรื่อยไปทำ ตำรวจในยุคสมัยนั้นยังอยู่ภายใต้การครอบงำของสหรัฐอเมริกาด้วย เขาเข้าครอบงำทั้งกองทัพบก, กองทัพเรือ และกองทัพ อากาศ เข้าครอบงำด้วยเทคโนโลยีที่เอามาให้ใช้ ภายใต้การยันคอมมิวนิสต์และต้องเข้าครอบตำรวจด้วย เพราะฉะนั้นทหารจึงถูกหมุนไปอยู่ที่ตำรวจไปเป็นตำรวจย้ายโอนสังกัด จนหลัง 14 ตุลา 2516 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตย ตำรวจก็เริ่มกู้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็เริ่มมาจากผู้ที่จบจุฬาฯและธรรมศาสตร์ ค่อย ๆ ทยอยกันมาแบบนั้น หลังจากนั้นจนถึงปี 2541 ระยะเวลาดังกล่าวจะเป็นคำพูดแบบเดียวกับปัจจุบัน คือตำรวจรับใช้นักการเมือง ตำรวจเอาแต่ประโยชน์ใหญ่โตได้แต่ทรัพย์สินเงินทองวิ่งเต้นโยกย้ายตำแหน่งเพราะไปวิ่งหานักการเมือง เพราะอย่างโน้นอย่างนี้สารพัดเหตุผลในการที่จะอ้างกัน ก็ต้องปฏิรูป จากกรมตำรวจซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อก่อนกระทรวงมหาดไทยใหญ่มากคุมทั้งกรมตำรวจและกรมอัยการ เอาตำรวจออกมาเป็นกรมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัยการเอาออกมาเป็นสำนักงานอัยการ กรมตำรวจย้ายออกมาด้วยเหตุผลคือการปฏิรูป สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงเกิดขึ้นในปี 2541 นับตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ 18 ปี ผมไม่ได้เยียบย่ำหัวใจของท่านในการให้ยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะว่าหลังจากปฏิรูปเปลี่ยนจากกรมตำรวจมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยิ่งหนักซ้ำเข้าไปอีกในการรับใช้นักการเมือง โดยเฉพาะตอนที่ทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี
ยุคล : ในรายงานของคณะกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท. ซึ่งเป็นผู้จัดทำแผนการปฏิรูปตำรวจว่าจะปฏิรูปกันอย่างไร ปัญหาหลักคือการเมืองเข้ามาแทรกแซงตำรวจทำให้ฟอนเฟะอยู่ทุกวัน
สนธิญาณ : ถูกครับ การเมืองมาแทรกแซงเพราะเป็นแบบนี้ครับ คุณจะทำอย่างไรก็แทรกแซง
ยุคล : วันนี้บอกว่าจะต้องไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ กตช. กตร. เพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองเข้ามายุ่ง
สนธิญาณ : ทำมากี่ครั้งแล้วครับ ก็ล้วงรูปอยู่นั่น เพราะโครงสร้างให้ล้วง เพราโครงสร้างของ สตช. เปิดโอกาสให้ล้วงไม่ว่าคุณจะทำอะไร เมื่อก่อนขึ้นกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องมาขึ้นกับนายกฯ ขึ้นมานายกมามี กตร. จะมีอะไรก็ตามแต่ยังเหมือนเดิมครับ เพราะโครงสร้างยังเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปัญหาอยู่ตรงนี้ครับ ตำรวจอยู่ในยุคทักษิณยิ่งภาคภูมิใจเลย จากนักเรียนเตรียมทหาร จากนักเรียนนายร้อยมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตำรวจไทยได้มีโอกาสเทียบเท่าเบ่งบารมีเท่าทหารแล้วยังเป็นแบบนั้น ทักษิณสร้างระบบเครือข่ายรัฐตำรวจขึ้นอีกครั้ง โยงใยเอาคนของตัวเองไปคุมตำแหน่งทุกพื้นที่ ที่ทำได้เพราะโครงสร้างเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมี ผบ.ตร. 1 คน มีรองผบ.ตร.13-14 คน มีผู้ช่วยผบ.ตรอีก 17 คน มีผู้บัญชาการ 45 คน มีรองผู้บัญชาการ 149 คน มีผู้บังคับการ 248 คน รองผู้บังคับการ 791 คน โครงสร้างระดับบน 12,000 - 1,300 ตำแหน่งใหญ่โตกันคับฟ้า
ยุคล : ตำรวจเขาก็บอกว่าเขางานเยอะนะครับพี่ต้อย
สนธิญาณ : นี่ล่ะครับกำลังจะแจกแจงให้ฟัง ว่างานเยอะมาพูดกัน งานเยอะเลยตั้งมาเยอะ ตำรวจมีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 213,000 คน หารดูสิครับในการดูแลคนกับคน 70 ล้านคนครับ มาดูว่าในจำนวนของผู้บังคับบัญชาระดับสูงซึ่งมีจำนวน 1,200 กว่าตำแหน่งทำให้เกิดโครงสร้างอะไรขึ้น เท่ากับตำรวจ 1 คน ดูแลประชาชน 320 กว่าคน
ยุคล : ก็ดูหนักนะครับ
สนธิญาณ : จะหนักไม่หนักอยู่ที่ตรงที่ผู้บังคับบัญชากว่า 1,200 กว่าตำแหน่งรวมทั้งผู้กำกับอีก 2,000 คน รวมทั้งสิ้น 3,200-3,500 ตำแหน่ง คือสินค้าชั้นดี
ยุคล : อะไรคือสินค้า
สนธิญาณ : การซื้อขายตำแหน่งครับ
ยุคล : ซื้อให้เป็นผู้บังคับบัญชา
สนธิญาณ : ถูกต้อง ตั้งแต่ผู้กำกับคุณจะพูดกันอย่างไรคุณรู้อยู่แก่ใจ มีข่าวอยู่ข่าวหนึ่ง
ยุคล : ปีที่ผ่านมาวันที่ 26 มีนาคม เป็นข่าวโด่งดังมาก พ.ต.อ.พิจิตร กรมประสิทธิ์ ผู้กำกับ สภ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร ไปปล้นรถขนเงินของธนาคารกสิกรไทย สาขาอินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ได้เงินไปกว่า 2 ล้านบาท คนก็ถามกันเยอะว่าเป็นระดับผู้กำกับแล้วทำไมถึงไปปล้น
สนธิญาณ : ขาดเงินอะไรหนักหนา
ยุคล : จากการสอบปากคำผู้ร่วมขบวนการ 3 คน มีการซัดทอดว่าการปล้นเงินในครั้งนี้ของ พ.ต.อ.พิจิตร กรมประสิทธิ์ เพื่อหาเงินไปวิ่งเต้นย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับที่ สภ.แม่สอด จ.ตาก
สนธิญาณ : นี่ได้เป็นผู้กำกับแล้วนะครับ
ยุคล : แต่ต้องการย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่ง
สนธิญาณ : จ่ายไปแล้ว นี่ตามรายงานข่าวนะครับ ไปสอบสวนทวนความกัน ได้เป็นผู้กำกับแต่ลงที่พื้นที่ไม่ดี ไม่มีเงินไปจ่ายหนี้
ยุคล : นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งในแง่ของการลงพื้นที่ดี ๆ แล้วจะได้เงินดีอย่างไร
สนธิญาณ : ได้พื้นที่ไม่ดีจึงต้องไปปล้นเงินมาใช้หนี้ แต่ได้เป็นผู้กำกับแล้ว นี่เป็นข่าวที่เกิดขึ้น ท่าน ผบ.ตร. ผู้หลักผู้ใหญ่ใน สตช. ท่านจะพูดอะไรก็ตามแต่ ผมไม่ได้ดูถูกอาชีพตำรวจและไม่ได้ดูถูก สตช. แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ท่านรู้อยู่แก่ใจ พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ทอง พื้นที่บ่อน พื้นที่หวยขนาดใหญ่ พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำอันผิดกฎหมายอยู่ล้วนเป็นพื้นที่เงินพื้นที่ทองทั้งสิ้น ก็จะเรียนย้ำต่อว่าจึงทำให้เกิดการวิ่งเต้นโยกย้ายไปลงพื้นที่ทอง เพราะฉะนั้นเราจึงจะเห็นตำรวจวิ่งข้ามจากอีสานมีลงกรุงเทพ กรุงเทพไปเหนือ จากเหนือลงไปใต้ คนที่ทำงานงกๆแบบจ่าเพียร ทำงานในพื้นที่ ตายในระดับพล.อ. แต่ตำรวจที่เจริญเติบโตขึ้นมายศอายุน้อย ๆ ที่ได้กล่าวมาเป็นผู้บังคับบัญชาตำรวจระดับสูง พวกนี้ตำรวจมืออาชีพแล้วไปพิจารณากัน เพราะฉะนั้นถ้าท่านพูดว่าไม่เคยมีการซื้อขายตำแหน่งก็รู้อยู่แก่ใจครับ ถึงจะมาบอกว่าดำเนินคดี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ดำเนินคดีคุณสนธิญาณ ท่านรู้อยู่แก่ใจครับจากข่าวปล้นไปซื้อตำแหน่ง เป็นผู้กำกับเอาอนาคตเอาชีวิตลูกเมียไปทิ้งก็เพราะโครงสร้างของ สตช. นั้นใหญ่ถูกให้จัดเป็นโครงสร้างแบบกองทัพซึ่งไม่มีความจำเป็น ประชาชนอยู่ตรงไหนครับ ตำรวจต้องมีหน้าที่บริการและทำงานรับใช้ประชาชน คุณบอกว่าจะปฏิรูปตำรวจและจัดอยู่ในโครงสร้างใหญ่ จะอยากไรก็ตามแต่นักการเมืองจะเข้าแทรกแซงจะโยกย้ายอย่างไรก็นำพาไปสู่การซื้อขาย แต่ลองมาคิดดูว่าถ้าเรายุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ยุคล : ยุบไปแล้วจะทำอย่างไรต่อครับ
สนธิญาณ : เพื่อให้ตำรวจ ผมคิดว่า พล.ต.อ.ประทิน จะอธิบายเข้าใจได้ดี เพราะท่านเป็นอธิบดีกรมตำรวจมาก่อน แต่ผมจะพูดหลักใหญ่ใจความให้เข้าใจ ประเทศไทยมี 70,000 หมู่บ้าน - 7,000 ตำบล - 877 อำเภอ โรงพักวันนี้จะมีในระดับอำเภอ โรงพักคือศูนย์กลางในการอำนวยการบำบัดทุกข์บำรุงสุข มีโรงพักอยู่ประมาณ 800 - 900 เพราะอำเภอมีกิ่ง มีโรงพักตำบลด้วยครับ เคยคิดไหมครับว่าการปฏิรูปตำรวจไม่ใช่ไปทำโครงสร้างให้ใหญ่โตขยายโครงสร้างตำแหน่งไปเรื่อย ทำไมไม่ทำให้โรงพักอยู่ระดับตำบลทุกโรงพัก
ยุคล : คือของเดิมคิดจากฐานข้างบนขึ้นมาก่อน ทีนี้ควรคิดจากฐานล่างว่าควรอยู่ตรงไหนและประชาชนจะได้อะไร
สนธิญาณ : ถ้าคุณเอาโรงพักไปอยู่ในระดับตำบล ทุกตำบลมีโรงพัก ตำรวจก็ดูแลประชาชนใกล้ชิดขึ้น ขอบเขตของการดูแล อยู่ในขอบเขตที่เหมือนสมัยก่อนกำนันเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในตำบลรู้จักหมดใครเป็นอะไรอย่างไร ใครทำผิดกำนันถึงกลายเป็นผู้มีอิทธิพลได้ แต่ตำรวจไม่ได้ ถ้าคุณมีดรงพักประจำตำบลตำรวจก็จะรู้จักหมดว่าสภาพพื้นที่เป็นอย่างไร มีบ่อนการพนัน มีผู้ค้ายาเสพติดตำรวจก็เข้าไปจัดการได้
ยุคล : จะรู้หมดเลยนะครับ
สนธิญาณ : คุณก็มี กตร. ตำบลขึ้น เอาพระ กำนัน อบต. เอาใครมาช่วยดุลการดูแล ประชาชนก็อุ่นใจเพราะรู้จักหมด จากตำบลก็มาอยู่ในระดับอำเภอ แล้วมาอยู่ระดับจังหวัด ถ้าเป็นแบบนี้หมายความว่าตำแหน่งและยศสูงสุดของตำรวจอยู่ในระดับจังหวัด ระดับ อบจ. คุณจะเอาตำรวจจังหวัดมาขึ้นตรงกับนายก หรือจะมีวิธีโครงสร้างอย่างไรก็ตามแต่ แต่จะไม่มีการย้ายตำรวจข้ามจังหวัด ตำรวจก็สร้างอิทธิพลเข้าสิ ก็เอาออกจากราชการสิ ถ้าทำตัวไม่ดี ก็รู้อยู่ว่าประชาชนตรวจสอบได้คุณก็ย้ายทีนี้โอกาสการวิ่งซื้อขายตำแหน่งก็ยาก ก็ต้องวิ่งกันในอำเภอตัวเอง ไปอำเภอนั่นนี่ อย่างน้อยจากผู้กำกับอำเภออยากเป็นผู้การ ก็อยู่ในระดับจังหวัดขอบเขตเป็นแบบนั้น ไม่ใช่ผมต้องมาเป็นผู้การ น.1 เขตนี้โอเคหน่อย หรือผู้กำกับบางเขตที่บ่อนเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ หรือผู้กำกับเขตนี้เพราะเจ้ามือหวยรายใหญ่อยู่อะไรแบบนี้ครับ พื้นที่ก็จะแคบหมดประชาชนจะตรวจสอบได้ นักการเมืองแทรกแซงกันอยู่ในจังหวัดประชาชนก็รู้กัน เพราะขอบเขตแคบลงครับ แต่นี่แห่แหนข้ามภาคข้ามจังหวัด ก็ที่มีการวิ่งเต้น มีปัญหารับส่วยแสวงหาประโยชน์ เพราะนายข้างบนมีโครงสร้างใหญ่โตอยู่ นี่คือข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นยุบ
ยุคล : เป็นตำรวจประจำตำบล
สนธิญาณ : เป็นตำรวจประจำจังหวัดแล้วไล่เลียงมาระดับตำบลนี่คือการปฏิรูป
ยุคล : ภาคมีไหมครับ
สนธิญาณ : ไปจัดโครงสร้างครับ แต่จะไม่มีแล้ว ถึงบอกว่าต้องหารือต้องหาหลักใหญ่ใจความก่อน ทีนี้พอจะปฏิรูปตำรวจก็มาปฏิรูปข้างบนแบบนั้นไม่ใช่ครับ คุณจะต้องปฏิรูปตำรวจให้ไปรับใช้ประชาชนบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน
ยุคล : เหมือนกับหลักการที่บอกว่ากระจายอำนาจ
สนธิญาณ : เป็นการกระจายอำนาจ แต่ทำไมตำรวจถึงไม่ยินยอม ก็ฉันจะไต่ขึ้นสู่ตำแหน่งบนไม่ได้แบบเดียวกัน
ยุคล : งานสืบสวนสอบสวนที่มีการพูดว่าให้แยกกันหรือไม่แยกอะไรแบบนี้
สนธิญาณ : ก็จะเล็กลง คุณว่ายังเหลืออยู่ไหมก็ยังมีนะครับ ตำรวจส่วนกลางแบบ DSI แบบกองปราบ แบบสอบสวนกลางเพื่อไว้ดุลไว้ทานก็ยังมีได้ ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเพื่อทำให้การพิสูจน์หลักฐานเข้าไปสนับสนุนในระดับจังหวัดได้ แต่โครงสร้างหลักใหญ่ใจความของตำรวจต้องมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขต่อประชาชน เวลาพูดกันกี่ครั้งก็พูดกันแต่ข้างบนทุกที พูดกันตั้งแต่กรมตำรวจจนกลายมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนเต็มบ้านเต็มเมืองนายพลชนกันดาวกระเด็นกันไปหมด เพราะฉะนั้นผมก็ต้องเรียนกลับมาที่พล.อ.ประยุทธ์ท่านเป็นข้าราชการประจำเหมือนกัน ท่านต้องใจกล้า ๆ หน่อย เพลงที่ท่านให้ฟัง เพลงที่ท่านปลุกเร้าใจ เพลงที่ท่านจะจัดการกับนักการเมือง ผมก็เชียรสุด ๆ ท่านต้องจัดการกับตำรวจ ผมย้ำนะครับว่าไม่ได้พูดว่าตำรวจเลวร้าย 213,000 คน ผมเชื่อว่า 99 เปอร์เซ็นต์เป็นตำรวจดี
ยุคล : 213,000 จัดอยู่ที่ใหม่ปวดหัวเลยนะครับ
สนธิญาณ : นี่ไงครับตำรวจสารวัตรโยกย้ายยังทำกันกว่าจะเสร็จ เพราะคนนั้นย้ายไปนั่นคนนี้ย้ายมานี่ คนนี้ติดนั่นคนนี้เงินน้อยคนนั้นเงินมาก ติดอยู่แบบนี้ถึงโยกย้ายลำบาก แต่ในจังหวัดถ้าโยกย้ายไม่ได้แล้วใครเดือดร้อนก็ประชาชนไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา ประชาชนเป็นคนเดือดร้อน ฉะนั้นผมถึงต้องกลับมาเรียนมาที่พล.อ.ประยุทธ์ปรับเปลี่ยนวิธีคิด นักการเมืองที่ท่านบอกว่าก่อปัญหา นักการเมืองจะก่อปัญหาได้เพราะมีโครงสร้างให้ไปรองรับเหมือนอ.มีชัยไปร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้นักการเมืองไปจัดการกับงบประมาณเป็นการตัดข้อต่อ ถ้าปฏิรูปตำรวจตัดข้อต่อเสียเอาตำรวจไปอยู่กับประชาชน ไปรับใช้ประชาชน ไม่ใช่ทำงานเพื่อตำแหน่ง เพื่อมียศอันใหญ่โต จะได้เป็น พล.ต.ท., พล.ต.อ. เป็นนู่นนี่ยิ่งใหญ่ก็ลดทอนลง ปรับเปลี่ยนวิธีคิดว่าตำรวจจะเหมือนกองทัพอีกหนึ่งกองทัพ ท่านจะต้องเปลี่ยนความคิดตรงนี้ ตำรวจคือผู้รับใช้ประชาชนบำบัดทุกข์บำรุงสุข ท่านเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ใช่พิทักษ์ลูกน้อง เจ้านาย ไม่ใช่เป็นการไต่เต้าตำแหน่งถึงขนาดระดับผู้กำกับต้องยอมเสียอนาคตตัวเองไปปล้น
ยุคล : คือถ้าถามท่านผู้ชมหลังจากที่เราถามไปตอนแรกว่า ยุบหรือไม่ยุบเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ตอนนี้ภาพชัดแล้วนะครับ เปลี่ยนแปลงไปวางโครงสร้างกันใหม่ ให้มีตำรวจไปจังหวัด ลดไปอำเภอ แล้วไปตำบล
สนธิญาณ : ต้องปรับวิธีคิด นี่มาพูดกันคณะกรรมาธิการการปฏิรูปตำรวจฯ แบ่งงานกันไป 9 ระบบ ได้แก่ 1.ปฏิรูประบบงานสอบสวน 2.ความเป็นอิสระในการบริหารงานของตำรวจจากการแทรกแซงจากการเมือง 3.การวางแผนมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ 4.การโอนถ่ายภารกิจให้หน่วยงานที่มีภารหน้าที่โดยตรงไปดำเนินการ 5.ระบบงบประมาณตำรวจ 6.การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการตำรวจ 7.การจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์ 8.การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และ 9.ระบบการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการและระบบการฝึกอบรม ถ้าคุณยังอยู่เหมือนเดิมก็เหมือนเดิมครับ ก็ยังเป็นโครงสร้างแบบเดิม โครงสร้างนั้นรองรับ
ยุคล : นี่เป็นรายงานการปฏิรูป
สนธิญาณ : คุณจะไปปฏิรูปอะไรก็ตามแต่ โครงสร้างรองรับให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ต้องไปขจัดที่เหตุก่อน
ยุคล : พี่ต้อยพูดสรุปแก่นที่เป็นปัญหาในขณะนี้ คือเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งใช่ไหมครับ
สนธิญาณ : ซื้อขายตำแหน่ง รับใช้นักการเมืองสัมพันธ์กัน
ยุคล : คือถ้าแก้ตรงนี้ได้ตรงอื่นก็มาหมด
สนธิญาณ : ก็ทำให้ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง เมื่อไม่มีตำแหน่งให้ซื้อก็ซื้อไม่ได้ ไม่มีตำแหน่งจะรับใช้นักการเมือง คือตอนนี้เขาบอกว่ายอมไม่ได้จะไปขึ้นกับนายก อบจ. ไม่ได้หรอกครับ นายก อบจ.ไม่มีศักดิ์ศรี เดี๋ยวนี้นักการเมืองระดับชาติยังหวนไปเป็น นายก อบจ. เพราะมีงบประมาณมีศักดิ์ศรีไปทำงานให้กับประชาชนได้ ถ้าผู้การฯจังหวัดคิดในเรื่องของระดับผู้กำกับอำเภอ ต้องการเป็นผู้การฯจังหวัดสิ่งที่ต้องทำคืออะไรครับ จะไปสิ่งเต้นหาตำแหน่งไขว้ หานายคนนี้ไปหาผู้การฯคนนั้นไม่ต้องวิ่งแล้วครับ อย่างไรคุณก็สามารถขึ้นไประดับผู้การฯจังหวัด ก็แข่งกันระดับผู้กำกับ สน.ของอำเภอ เราอาจจะต้อง สภต. ขึ้น สถานีตำรวจภูธรตำบลเพื่อดูแล เมื่อก่อนมีครับไปจัดการให้ไม่มี บอกแล้วว่าปฏิรูปทุกครั้งก็เอาแต่ดูที่โครงสร้างข้างบนหมด มาสร้างตำแหน่งให้คนเป็นเจ้าใหญ่นายโตกัน นี่คือสิ่งที่เป็นขึ้นและหัวยิ่งเทอะทะก็อย่างน้อย จะมาอวดอ้างอวดเก่งเวลาแถลงข่าวก็ดูนักข่าวเรื่องจริงไหมครับ แถลงข่าวนั่งหน้ามาจัดคิว ไม่มีหรอกครับ เกิดเหตุขึ้นต่อไปในจังหวัดจัดการ คดีใหญ่มีสอบสวนกลาง นี่คือความหมายคำว่ายุบ ไม่ใช่ยุบทิ้ง เป็นการนำพาตำรวจส่วนใหญ่กลับไปอยู่กับประชาชนให้เหลือตำรวจส่วนน้อยที่มีหน้าที่เฉพาะกิจเฉพาะด้าน
ยุคล : ไปทุบหม้อข้าวหม้อแกงตำรวจแบบนี้ว่ากันตามตรงตำรวจก็คงไม่ยอม
สนธิญาณ : อยู่ที่รัฐบาล ถ้าไม่ทำยุคนี้ก็ไม่รู้จะทำยุคไหน เหมือนที่ท่านคิดจะปฏิรูปการเมือง ผมคิดว่าหนักกว่าเพราะท่านเป็นพี่น้องกัน ท่านเติบโตมาจากข้าวหม้อเดียวกันจากโรงเรียนเตรียมทหาร ผมพูดไม่ได้ดูถูกแต่ความจริงเป็นแบบนั้น
ยุคล : สมมติวันนี้มีม็อบตำรวจเคลื่อนไหวกัน บ้านเมืองจะไม่ปั่นป่วนหรือครับ
สนธิญาณ : ก็เคลื่อนไหวกันให้หมดสิครับ ก็ไม่ต้องอยู่ประเทศ ใครมีหน้าที่อะไรไม่อยากทำหน้าที่ของตัวเอง ตำรวจมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข มีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ใช่มีหน้าที่ที่ต้องมีตำแหน่ง เหมือนกับเรื่องพระ เขากำลังพูดกันว่าระหว่างพัดยศกับไม้กวาดอันไหนสำคัญกับพระมากกว่ากัน
ยุคล : ตอนนี้เขาก็บอกว่ายัดยศ
สนธิญาณ : ไม้กวาดสำคัญกว่า เพราะพระมีหน้าที่ต้องกวาดลานวัดทุกวัน ออกกำลังกาย ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองในหน้าที่การเป็นพระ พัดยศเอามาทำอะไรได้บ้าง ที่วิ่งเต้นที่จะเป็นสังฆราช เป็นม็อบพระออกมาแบบเดียวกันหมด เพราะต้องการตำแหน่ง ถึงบอกว่าไม่ใช่พระนะครับ พระต้องไม้กวาดเป็นรากฐานของพระ คือการวางธุดงค์13 ทำหน้าที่ในการละวาง ตำรวจมีหน้าที่ในการดูแลประชาชนคิดเรื่องการดูแลประชาชนไม่ใช่คิดเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งที่ตัวเองได้ ต้องขอโทษพี่น้องตำรวจที่รักใคร่กลมเกลียวกันเป็นจำนวนมากมายที่ต้องเสนอแบบนี้ แต่ผมว่าให้ฟังที่ พล.ต.อ.ประทิน ซึ่งรู้ลึกรู้ดีกว่าผมมันกว่าเยอะ
ยุคล : พักกันสักครู่เดียวนะครับ ช่วงหน้ามาคุยกับสด ๆ เลยครับกับ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ (พักช่วง) ช่วงสุดท้าย มาคุยกับพล.ต.อ.ประทิน สวัสดีครับ
พล.ต.อ.ประทิน : สวัสดีครับ
ยุคล : จากข้อเสนอของพล.ต.อ.ประทิน ที่บอกว่า ให้ยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระจายให้ไปขึ้นตรงกับท้องถิ่นอยากให้ท่านอธิบายเพราะเหตุใดถึงเสนอแบบนี้ และถ้าทำตามที่ท่านว่าจะดีอย่างไรครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ที่ผมมีความเห็นอย่างนั้นเพราะว่ากำลังตำรวจที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม มีน้อยกว่าฝ่ายตุลาการครับ และโครงสร้างกรมตำรวจที่ใหญ่โตมากเกินไปถ้าไม่มีการสั่งการสั่งงานแล้วการบังคับบัญชาจะยาว การให้ลงพื้นที่ต่าง ๆ ไม่เพียงพอต่อความต้องการเช่นวางจังหวัดใหญ่บางจังหวัดเล็กก็ต่างกัน คือคนที่มาลงอยู่ในพื้นที่ก็ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ อยู่ได้ 1 - 2 ปีก็ต้องถูกย้ายไปแล้ว เอาคนใหม่จากส่วนกลางลงมา เป็นอะไรที่ไม่มีหลักประกันของข้าราชการตำรวจนั้น ๆ ถ้าเขาได้อยู่ประจำแต่ละพื้นที่ถ้าเกษียณก็มีหลักประกัน ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังว่ามีหน้าจะไปอยู่ที่ไหน ปีไหนๆ จะไปอยู่ที่ไหน ครอบครัวต้องย้ายตามไป ลูกที่เรียนหนังสือต้องย้ายตามไป สิ่งที่สำคัญคือสุดก็คือว่าตำรวจไม่ได้ใกล้ชิดกับประชาชนจริง ๆ และพอคนที่พอจะคุ้นเคยกับพื้นที่ที่รู้ปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ก็รู้เรื่องดี อยู่ได้ไม่นานก็ถูกย้ายไปแล้ว เรียกว่าควรที่จะชุดตำรวจเป็นสองส่วน คือส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ส่วนท้องถิ่นหมายถึงว่าตำรวจในแต่ละจังหวัดจะต้องอยู่จนกว่าจะเกษียณราชการ สามารถหมุนย้ายกันระหว่างอำเภอภายในจังหวัดนั้นได้แต่ออกนอกจังหวัดนั้นไม่ได้ และควรมีเพียงแค่กองบังคับการจังหวัด ที่เป็นผู้บังคับบัญชาคุมตำรวจทั้งจังหวัด
ยุคล : แล้วท้องถิ่นกับส่วนกลางจะสัมพันธ์กันอย่างไรครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ส่วนกลางก็สัมพันธ์กันได้ เพราะทางท้องถิ่นมีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่ แต่ส่วนกลางสามารถที่จะไปให้ตำรวจในพื้นที่มีความประพฤติไม่ดีไม่เอางานเอาการ แต่ว่าผู้ก่ออาชญากรรมเสียเองตำรวจก็ลงไปจับไปปราบได้ครับ
ยุคล : แล้วตำรวจแบบเฉพาะทางเหมือนกองปราบ สันติบาลยังคงมีอยู่ไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : จำนวนเหล่านี้เอาไว้เป็นส่วนกลางนะครับ ทำเหมือนกับ FBI ที่เขาย้ายไป คือสันติบาลมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองเศรษฐกิจ ความมั่นคงครับ ความจริงสันติบาลเป็นอย่างนี้มาก่อนแล้ว และถวายความอารักขาบุคคลสำคัญที่เดินทางเข้ามาเป็นแขกรัฐบาลก็ดี หรือเป็นแขกอาคันตุกะก็ดี มีหน้าที่ต้องถวายความอารักขาอยู่แล้ว
สนธิญาณ : แล้วทำรวจจังหวัดต้องขึ้นตรงกับใครครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ขึ้นตรงกับผู้ว่าฯครับ ถือว่าเป็นเบอร์2 ของการเรื่องการป้องกันและปราบปราม ความรักษาความสงบเรียบร้อย
สนธิญาณ : ขึ้นตรงกับผู้ว่าฯไม่ได้ขึ้นตรงกับ อบจ. อะไรใช่ไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัดครับ เพราะว่ามีการทำอย่างเดียวกัน
ยุคล : ระบบที่ว่ามาทั้งหมดคิดขึ้นมาใหม่หรือว่าที่ต่างประเทศก็มีลักษณะนี้
พล.ต.อ.ประทิน : มีมานานแล้วครับเรื่องนี้ ผมมีความคิดเรื่องนี้ตั้งแต่เป็น พ.ต.ท.
ยุคล : ที่ต่างประเทศก็มีลักษณะแบบนี้ใช่ไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ใช่ครับ เช่นที่สหรัฐอเมริกา ตัวอย่างมากครับ
ยุคล : ช่วยยกอธิบายเพิ่มเติมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ตำรวจท้องถิ่นถ้าเกิดปัญหาอาชญากรรมขึ้นรุนแรงซับซ้อนมาก ตำรวจส่วนกลางก็จะลงไปช่วยในการสืบสวนปราบปรามด้วย ตำรวจส่วนกลางจะมีแลปเหมือนมีกองพิสูจน์หลักฐานมีประวัติอาชญากรรมส่วนกลาง เพราะเดี่ยวนี้สามารถตรวจสอบโดยคอมพิวเตอร์ด้วยหมดแล้วครับ
สนธิญาณ : เมื่อโครงสร้างนี้ถูกต้องแล้วทำไมตำรวจถึงไม่ยอมปรับแบบนี้เสียทีผู้มีอำนาจในแต่ละยุคในแต่ละสมัย
พล.ต.อ.ประทิน : เรียนเลยว่า คนที่จะทำอะไรได้ในเมืองไทยต้องเป็นคนที่มีอำนาจ ถ้าคนมีอำนาจแล้วไม่ทำก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ โครงสร้างตำรวจในสมัยรัฐบาลก่อน ๆ ก็ได้ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานในการปรับปรุงโครงสร้างตำรวจ ถึง 2 ครั้ง ก็ได้มาเป็นนโยบาย แล้วไม่มีการปรับปรุงและเก็บเงียบไป พูดถึงกันด้วยว่าตำรวจควรจะปรับปรุงโครงสร้างอะไรทำนองนี้ พูดแบบนี้เรื่อย ๆ แต่ว่าไม่มีใครทำได้ ที่เสนอและน่าจะทำได้ก็เพราะว่าท่านนายกท่านมีอำนาจพิเศษอยู่ในมือท่านสามารถทำได้ทันถ้วงที
สนธิญาณ : ข้อเสนอของพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ก็เสนอให้กระจายอำนาจให้ตำรวจลงสู่ท้องถิ่นเหมือนกันใช่ไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ใช่ครับ
ยุคล : วันนี้ที่บอกว่าอาศัยผู้มีอำนาจที่จะทำการเปลี่ยนแปลงได้ หมายถึงกำลังจะสื่อสารไปขออำนาจให้ พล.อ.ประยุทธ์จัดการเป็นแบบนั้นไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : วันนี้ผมขอเรียนให้ท่านทราบว่า เพราะว่าท่านมีอำนาจพิเศษอยู่ในตัว ท่านสามารถทำได้เลยครับ เพื่อประเทศชาติ เอาคนที่มีความรู้เข้ามาศึกษากันว่าส่วนกลางจะคงไว้ซึ่งอะไรบ้าง พร้อมที่จะทำอะไรบ้าง เมื่อกลับไปดูตำรวจท้องถิ่นแล้วเขาก็จัดงบประมาณได้โดยตนเอง เขาสามารถซื้อรถจัดซื้อได้ ถ้าจะซื้อของก็ต้องส่วนกลาง กว่าจะประมูลได้แต่ละทีก็เกือบจะหมดปีงบประมาณแล้วครับ ยังทำไม่ได้เลย เช่นบ้านพักตำรวจสถานีท้องถิ่นเห็นไหมครับ แต่ละอำเภอแต่ละจังหวัดเห็นไหมครับส่วนกลางไม่ได้สร้างสักหลังเลยครับ ว่าซับซ้อนขนาดไหน อัตราเงินเดือนส่วนเกินให้ออกก่อนเวลาให้เงินชดเชยไปเลย ตำรวจคนหนึ่งจะได้เงินเดือนเพิ่มอีกเกือบเท่าตัวครับ
ยุคล : เงินเดือนเพิ่มด้วยนะครับ
พล.ต.อ.ประทิน : เพราะกำลังพลลดน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพ
สนธิญาณ : เพราะดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง
พล.ต.อ.ประทิน : เขาจะอยู่อย่างใกล้ชิดและประชาชนต่อไปก็มีความไว้วางใจกัน พึ่งพาอาศัยกันได้ อาชญกรรมในพื้นที่นั้น ๆ ก็จะไม่มีครับ เพราะว่าประชาชนจะรายงานให้กับฝ่ายปราบปรามก็คือตำรวจให้เข้าไปสืบเข้าไปจับ ไม่ว่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพหรือพวกค้ายาเสพติดต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้
สนธิญาณ : ก็ปัญหานี้รู้กันทั้งสิ้นแล้วทำไมโครงสร้างข้างบนของตำรวจจึงมีแต่เจ้าหน้าที่ใหญ่โตเต็มไปทั้งหมด
พล.ต.อ.ประทิน : เวลานี้คนไม่รู้งานตำรวจแล้วก็เป็นแบบนี้ เวลานี้ตำรวจมี พล.ต.อ. เยอะกว่า พล.ต.อ. ถึง 14 นาย
สนธิญาณ : คือ ผบ.ตร. กับรอง ผบ.ตร.
พล.ต.อ.ประทิน : คือมี ผบ.ตร. 1 คน มีรอง ผบ.ตร. อีก13 คน คิดดูนะครับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. อีก 17 นาย เป็นพล.ต.ท.อีก 54 นาย
สนธิญาณ : ตั้งแต่ผู้ช่วยไปจนถึงผู้บัญชาการถูกไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ใช่ครับ ผู้ช่วย 17 คน กับ ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร. อีก 14 รวมเป็น 31 นาย ไปบริหารกัน ยังไม่รวม พล.ต.ท.ที่เป็นกองบัญชาการต่าง ๆ รวม ๆ แล้วผู้บัญชาการประจำทั้งหมด อีก 54 นาย
สนธิญาณ : เพราะตำแหน่งเยอะ ๆ แบบนี้หรือเปล่าครับถึงทำให้เกิด
พล.ต.อ.ประทิน : ตำแหน่งก็เยอะ เงินเดือนก็สูงขึ้นไล่กันไป คนเหล่านี้ผู้บังคับการอีก 400 กว่านาย คุณคิดดูว่าคนพวกนี้ต้องมีนายเวร ผู้ช่วยนายเวรอีก 1 - 2 คน ตำรวจสัญญาบัตรหมดไปเท่าไหร่ แต่ตำรวจสอบสวนมีทั้งหมด 12,000 คน
สนธิญาณ : แทนที่จะไปทำงานดูแลช่วยเหลือประชาชนมาอยู่ในโครงสร้างบริหารทั้งหมด
พล.ต.อ.ประทิน : ใช่ครับ มาทำงานฝ่ายปราบปรามบริหารหมด และทุกวันนี้ก็โตเอา และพอจะเกษียณก็ฝ่ากันไปลงพื้นที่ซึ่งไม่มีความรู้ในเรื่องที่คนเขาอยู่ในพื้นที่มาก่อน คนเขาก็ไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสคุณ เหยาะแหยะไปหมด
สนธิญาณ : ถามท่านครับ ว่ามีการซื้อขายตำแหน่งกันจริงไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : คุณก็รู้ไม่ต้องมาถามผมหรอกครับ คือพูดจริง ๆ ว่าทุกคนทราบกันว่ามีการซื้อขาย ถ้าไม่มีจะพูดกันไปได้อย่างไรครับ ผู้ใหญ่ยังยอมรับว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง แต่ว่าการซื้อขายนั้นได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีใครพูดหรอกครับว่าตัวเองซื้อตำแหน่ง
ยุคล : มีทั้งคนซื้อทั้งคนขายก็เลยเป็นเช่นนั้น
สนธิญาณ : เมื่อมีการซื้อขายตำแหน่งก็เพราะตำแหน่งเยอะ ตำรวจทุกคนก็อยากจะขึ้นไปอยู่โครงสร้างข้างบนเป็นผู้บริหารถูกไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : แน่นอนครับ ใครจะไม่อยากเป็นพล.ต. พล.ท. เป็นผู้การฯก็เป็นรองผู้บัญชาการ เป็นผู้บัญชาการ แน่นอนเป็นเรื่องของธรรมชาติครับ ก็ตะเกียกตะกายกันไปทุกวิถีทางมีไปประจบนักการเมือง มีเงินก็ซื้อไป นายก็ห่วยเหมือนกัน ลูกน้องเอาเงินมาให้ก็แต่งตั้งให้สูงขึ้น
ยุคล : พล.ต.อ.ประทิน พูดแบบนี้มาแสดงว่าได้เห็นรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเรื่องการปฏิรูปตำรวจแล้วใช่ไหมครับ การเปลี่ยนแปลง กตช กตร. แบบนี้ครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ไม่เคยได้ยินครับ แบบที่ผมพูดมาก่อนพูดมาตั้งหลายครั้งแล้วเรื่องนี้ ไม่ใช่เพิ่งทำครับ
ยุคล : พูดง่าย ๆ คือถ้าไม่ทำวิธีนี้ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำรวจได้ ...
พล.ต.อ.ประทิน : คือ ถ้าทำไม่ทำวิธีนี้ ตำรวจก็ใกล้ชิดกับประชาชนไม่ได้เลย ประชาชนก็ไม่ไว้วางใจตำรวจอยู่ดีอยู่นี่เรื่อย ๆ ตำรวจก็มีอยู่ในพื้นที่ 1 - 2 ปีก็ย้ายแล้ว
ยุคล : มีทางลงบ้างไหมครับ หมายความว่าได้เดาดูจากเสียงของพี่น้องตำรวจว่าถ้าเป็นไปในลักษณะนี้ตำรวจชั้นปฏิบัติต่าง ๆ ตามต่างจังหวัดเขาจะเอาด้วยไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ผมได้ฟังดู ทุกคนอยากอยู่ที่จังหวัดไหนให้เป็นหลักเป็นแหล่งไปเลย
สนธิญาณ : เขาก็ไม่อยากจะย้าย ลูกภรรยาก็ลำบาก ยิ่งถ้ารับราชการเหมือนกันยิ่งลำบาก โรงเรียนลูกก็ต้องย้ายไปเรื่อย
พล.ต.อ.ประทิน : ค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย สำคัญที่ว่าปีนี้อยู่ดี ๆ แล้วปีหน้าจะไปไหนก็ยังไม่รู้เลย
ยุคล : ไม่ทำสำรวจให้ออกมาเป็นรูปธรรมสักหน่อยหรือครับท่าน
พล.ต.อ.ประทิน : ผมไม่มีอำนาจในสำนักงานตำรวจครับ ผู้มีอำนาจนี้เอาด้วยหรือไม่ก็อยู่ที่เขาครับ คุณจะคิดถึงว่าหลักประกันในความเจริญก้าวหน้านี่สำคัญมาก เรื่องค่าตอบแทนก็ดี ผมอยากของร้องประชาชนว่าตำรวจดี ๆ ก็ยังมีอีกมากครับ แต่ตำรวจที่ไม่หาเงินหาทองดี ๆ มีเยอะ เขาก็ไม่ได้ขึ้นเป็นใหญ่เป็นโตเพราะถูกคนพวกนั้นข้ามหัวไปหมด ตำรวจหน่วยปราบปรามนี่ตรากตรำและอันตรายมากเลยนะครับ
สนธิญาณ : เราจะสังเกตไหมครับว่าตำรวจที่มีฝีมือในการปราบปรามในการสืบสวนสอบสวนมักจะไม่ค่อยได้เลื่อนไปอยู่ในตำแหน่งสูง
พล.ต.อ.ประทิน : แย่มาตั้งแต่ระดับสารวัตร รองผู้กำกับแล้วล่ะครับ ตำรวจดี ๆ ไม่วิ่งเต้นก็เป็นรองผู้กำกับ 9 ปี สารวัตร 9 ปี ไม่ได้ขึ้นเป็นรองผู้กำกับเลยก็มีครับ ตอนหลังมีพวก FastTrack เอา FastTrack มาใช้ พวกที่เข้าเกณฑ์เป็นสารวัตร 5 ปี เป็นรองผู้กำกับเลย 4- 5 ปี เป็นผู้กำกับเลย แต่คนที่ไม่มีเส้นไม่มีสาย 30 เปอร์เซ็นต์เลื่อนตามความอาวุโส ไม่ได้ตะเกียกตะกายเบียดกันไปมา ก็เกษียณ
สนธิญาณ : FastTrack ที่ท่านว่าเป็นอย่างไรครับ
พล.ต.อ.ประทิน : FastTrack หมายถึง คนที่เหมาะสม มีคุณงามความดี มีผลงาน เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชา
สนธิญาณ : เป็นนามอธรรมที่ผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาได้ เพราะฉะนั้น FastTrack ได้กี่เปอร์เซ็นต์ของตำรวจทั้งหมดครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ผมจำไม่ได้ครับ แต่ว่าขึ้นเร็วกันมากจนข้ามหัวรุ่นพี่เร็วมากเลยครับ บางคนรุ่นพี่เขาเป็นผู้กำกับอยู่เลยนะครับ พวกนี้รุ่นน้องขึ้นมาเป็นรองผู้การฯ เป็นผู้การฯไปเลยก็มีนะครับ มีอยู่คนหนึ่งตอนนี้อยู่ที่ต่างจังหวัด ตัวเองเป็นแค่พ.ต.ท.รองผู้กำกับแต่เพื่อนรุ่นเดียวกันเป็นผู้บัญชาการก็มีครับ เป็นรองผู้บัญชาการก็มี คนนี้มีฝีมือในการทำงานชื่อเสียงก็ดี อย่างนี้เป็นต้นนะครับ
สนธิญาณ : แต่ไม่ได้ใกล้ชิดนาย ไม่รับใช้นักการเมือง ไม่แสวงหาผลประโยชน์ก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานไปแบบนนั้น
พล.ต.อ.ประทิน : ครับ ก็ทำไปเท่าที่ทำได้ ไม่มีกำลังใจไม่มีความกระตือรือร้น เพื่อนหรือรุ่นน้องข้ามไปแล้ว ไม่ต้องดูอะไรมาก การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เอาเบอร์ 5 ขึ้นมาทำ ข้ามขึ้นมาตั้ง 4 คน เห็นไหมครับ ขนาดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินะครับ การแต่งตั้งตั้งไปได้อย่างไร คุณต้องพิจารณาตั้งแต่คนที่หนึ่ง พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ คราวที่แล้วก็ไม่ได้เป็นแต่พล.ต.อ.สมยศขึ้นมาเป็น ซึ่งพล.ต.อ.สมยศขึ้นมาปีเดียวก็เกษียณ ถ้าพล.ต.อ.เอก อีกปีเดียวก็ไม่ได้เป็นอีก เอารุ่นหลังมาตั้งเท่าไหร่อันดับ5 ขึ้นมา คนที่เป็นรองอยู่ก่อนหน้านี้ แต่วันนี้ยังเป็นผู้บังคับการอยู่เลย
สนธิญาณ : ก็เพราะโครงสร้าง สตช. ใหญ่โต เพราะฉะนั้นตำแหน่ง ผบ.ตร. จึงเป็นตำแหน่งที่ทรงอำนาจ ที่ต้องใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองถูกไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : คุณพูดก็ถูก แต่ว่าคนที่เป็น ผบ.ตร. เป็นคนที่มีชื่อเสียงดี มีผลงานมีความเข้มแข็งต่าง ๆ เราเป็นตำรวจเราต้องคิดถึงประโยชน์ของประชาชนและศักดิ์ศรีของตัวเองด้วยครับ
สนธิญาณ : แต่ถ้าตำรวจไปอยู่ที่จังหวัด ระดับ พ.ต.ท. , พ.ต.อ. ก็ถือว่าทำงานให้จังหวัดได้อย่างเต็มที่เพราะไม่ต้องวิ่งเต้นขึ้นไปอยู่ข้างบนแล้ว
พล.ต.อ.ประทิน : คุณทราบไหมว่าจะเกิดความเป็นธรรมในการทำคดีด้วยครับ เวลานี้ถ้าเกิดมีคดีขึ้นในจังหวัดหนึ่ง ถ้าใครวิ่งเต้นถึงผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการ หรือผู้บังคับการอะไรแบบนี้ ก็สั่งคดีตามที่ผู้ใหญ่บอกว่า พวกนี้ไม่ทำก็ไม่ได้ ถึงได้ขัดใจกันนะครับ
สนธิญาณ : แต่ถ้าอยู่ในระดับจังหวัด จะมีการตรวจสอบหรือการสั่งคดี การวิ่งเต้นคดี
พล.ต.อ.ประทิน : ก็จะทำไม่ได้ คุณจะไม่มีอำนาจไปสั่งคุณจะไปสกัดกั้นเขาไม่ได้ เพราะว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในจังหวัดเท่านั้นเองที่ทำกันได้ ผู้บังคับการฯเขาทำกันได้แต่ว่า ถ้าให้เขาออกนอกจังหวัดก็ไม่ได้ อัตราต่าง ๆ กำหนดไว้ชัดเจน ว่าใครเกษียณคนนี้ขึ้นมา ผู้อาวุโสขึ้นมา ไม่สมประกอบเป็นโรคก็เอาคนที่สุขภาพสมบูรณ์กว่าขึ้นมาแทนได้ คือถ้าเป็นแบบนี้ตำรวจก็เข้มแข็งขึ้น มีศักดิ์ศรี ประชาชนก็ให้ความนับถือ บ้านเมืองก็สงบครับ
สนธิญาณ : ท่านคิดว่าจะทำบันทึกความเห็นและอื่น ๆ ถึง พล.อ.ประยุทธ์ สักฉบับไหมครับ
พล.ต.อ.ประทิน : ไม่ทำครับ ท่านก็คงทราบดีว่าตอนนี้สมาชิกสภาปฏิรูปก็เขียนไว้ว่าจะปรับโครงสร้าง แต่ว่าเขียนไว้ทำภายใน 1 ปี ซึ่งไม่มีทางหรอกครับที่จะทำได้อย่างไร ถ้านายกไม่มีเสียงในสภา ไม่ทำยกเลิกก็ได้ครับเรื่องนี้
สนธิญาณ : ก็จบเห่เหมือนเดิมอีก
พล.ต.อ.ประทิน : แน่นอน เราประชาชนก็ซวยไป
สนธิญาณ : ฟังดูแล้วก็เหมือนเดิม ประชาชนก็ไม่มีโอกาสจะมีความหวังได้เลยสิครับ
พล.ต.อ.ประทิน : เมื่อมีการยึดอำนาจขึ้นมาบ้านเมืองก็สงบขึ้นนะครับทุกอย่างเดินดีขึ้น ต้องยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านนายกท่านเสียสละมากและกล้าที่จะทำงานเรื่องนี้ แต่ติดใจอยู่ว่าทำไมถึงไม่ปรับโครงสร้างตำรวจเสียทีครับ
สนธิญาณ : ผมก็ติดใจอยู่เหมือนกันครับ
พล.ต.อ.ประทิน : เพราะว่าท่านก็ทราบ ท่านก็บอกว่าจะทำ
สนธิญาณ : เรียนมาจากโรงเรียนเตรียมทหารเหมือนกัน เป็นพี่เป็นน้องรวมเหล่าเหมือนกันจะไปทำกันได้หรือครับ
พล.ต.อ.ประทิน : อย่าไปคิดอย่างนั้นเลย ไม่ใช่เรื่องของการลูบหน้าปาดจมูก เป็นเรื่องพี่น้องหรอกครับ นี่เป็นเรื่องของชาติ เป็นเรื่องของประชาชนครับ ตำรวจมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียนร้อยของประชาชน ถ้าบ้านเมืองไม่สงบ อำเภอ จังหวัดไหนไม่สงบคนจะไปทำมาหากินกันได้อย่างไร ยาเสพติดก็เข้ามาอยู่เต็ม ที่เกิดอาชญากรรม สถานเริงรมย์ก็ดี บ่อนก็ดี หวยก็ดี เต็มไปหมดจะทำอย่างไรกันครับ คนก็ติดกันงอมแงมไปหมด
สนธิญาณ : อันนี้เป็นแหล่งผลประโยชน์แหล่งเงินทองไม่ใช่หรือครับ วิ่งเต้นไปอยู่กันที่พื้นที่ไหนเยอะแยะ
พล.ต.อ.ประทิน : ที่วิ่งเต้นก็มีครับ ที่ไปนั่งคอยก็มี
สนธิญาณ : มีสองแบบ ไปที่ที่มีผลประโยชน์เยอะและมีที่วิ่งขึ้นไปอยู่บนหอคอยบนไปรอตำแหน่งตอนบั้นปลาย
พล.ต.อ.ประทิน : ก็มีหลายอย่างครับ
สนธิญาณ : อย่างไรวันนี้ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณที่ให้ความรู้และให้ข้อมูลข่าวสาร เป็นตัวจริงเสียงจริง เพราะเป็นอดีตอธิบดีกรมตำรวจ เบอร์1 ของตำรวจทั้งประเทศมาแล้ว กราบขอบพระคุณท่านมากครับ สวัสดีครับ
พล.ต.อ.ประทิน : สวัสดีครับ
ยุคล : ถามแทนคนดูเลยนะครับว่าแล้วอย่างไรครับ จะมีความหวังไหมครับจะมีโอกาสที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตามที่พูดมาไหมครับ
สนธิญาณ : ต้องไปถึงคนนี้ครับ กราบเรียนท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และ นายกรัฐมนตรี ที่เคารพรักยิ่ง การปฏิรูปตำรวจอย่าปฏิรูปโครงสร้างข้างบน ตำแหน่งเยอะจนเรียกว่านายพลเต็มบ้านไม่ต้องเอาระบบของกองทัพมาใช้ ลองกระจายอำนาจให้ตำรวจไปอยู่กับประชาชน ให้ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนทุกคนก็พูดกันว่ามีแต่ท่านคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ ผมอวยท่านมาตลอด เรื่องนี้ต้องขออนุญาตร้องเรียนไปถึงท่าน ตอนแรกจะขอให้พล.ต.อ.ประทินทำหนังสือไปถึงท่านนายก ผมก็ขอพูดผ่านออกอากาศนี้ไป
ยุคล : จะเป็นการเปลี่ยนแปลง จะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่งเลยนะครับ
สนธิญาณ : เป็นบุญกับบ้านเมือง ประชาชน พล.อ.ประยุทธ์กล้าหาญทำทุกอย่างแล้วว่า ดาหน้าสู้กับนักการเมือง วันนี้ไม่ได้สู้กับตำรวจนะครับ ตำรวจดี 99 เปอร์เซ็นต์แน่นอน แต่เนื่องจากโครงสร้างไปเกิดให้มีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งและรับใช้นักการเมือง พาตำรวจไปอยู่ที่จังหวัด กระจายตำรวจไปให้ถึงตำบล ให้มีโรงพักดูแลประชาชน ความสุขของประชาชนความสงบเรียบร้อยก็จะเกิดขึ้น
ยุคล : และที่สำคัญ พล.ต.อ.ประทินบอกว่าเปลี่ยนแล้วชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องตำรวจจะดีขึ้นด้วยนะครับ
สนธิญาณ : ไม่ต้องโยกย้าย ตำรวจระดับล่างเขาไม่อยากย้ายอยู่แล้ว ที่อยากย้ายข้ามไปมาวิ่งเต้นก็พวกข้างบนทั้งนั้น
ยุคล : วันนี้ก็ชัดเจนกันไปทั้งพี่ต้อยวันนี้ก็ชัดเจนว่าต้องยุบและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ว่า พล.ต.อ.ประทินก็ชัด คุณผู้ชมชัดหรือไม่ก็สะท้อนเสียงออกมาสักวันหนึ่งต้องประสบความสำเร็จ วันนี้ลาไปก่อนพบกันใหม่วันจันทร์หน้าสวัสดีครับ
