อย่ากระพริบตา !! บทสรุปปมรถหรู "สมเด็จช่วง" หลังสืบข้อเท็จจริงหลักฐานแน่น! ชี้ชัดผิดเต็มประตู !?

อย่ากระพริบตา !! บทสรุปปมรถหรู "สมเด็จช่วง" หลังสืบข้อเท็จจริงหลักฐานแน่น! ชี้ชัดผิดเต็มประตู !?

ข้อเท็จจริงจากการสืบสวนดังกล่าว เห็นได้ว่ามีการกระทำความผิดในทุกขั้นตอน กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่าเป็นการกระทำผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน กระทำผิดเป็นขบวนการ และมีบุคคลที่เกี่ยวข้องและอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาหลายคน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษรวมทั้งเป็นเรื่องที่อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือระบบเศรษฐกิจ หรือการคลังของประเทศ

ประกอบกับได้มีประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2554 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 กำหนดให้คดีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ในเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร หรือหลีกเลี่ยงบทกฎหมายหรือข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวกับการนำของเข้า และความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 165 ในเรื่องการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นำพยานหลักฐานหลักฐาน หรือเอกสารอันเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี ที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ

ดังนั้น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีคำสั่งให้รับเรื่องดังกล่าวไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความผิดและหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไปแล้ว

แม้ว่ารถดังกล่าวจะผิดกฎหมาย แต่ขั้นตอนการติดตามดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมไปถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญนั้น ยังต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนอีกราว 2-3 เดือน

จากการแถลงข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษทำให้มีความชัดเจนว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถที่ผิดกฏหมายอย่างชัดเจนทำให้ทีมกฏหมายของสมเด็จพระมหาราชมังคลาจารย์แก้เกมส์ด้วยการฟ้องร้องนายวิชาญด้วยการระบุว่าเอารถผิดกฎหมายมาขายให้พร้อมกับนำรถคันดังกล่าวมาส่งให้ดีเอสไอ

7 มีนาคม นายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำ ส่อมอบรถเบนซ์โบราณ สีไข่ไก่ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานครให้กับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ
 เพื่อให้ดำเนินคดีกับอู่ดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่าได้ยื่นฟ้องแพ่ง ที่ศาลแขวงตลิ่งชัน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายวิชาญ เนื่องจากตกเป็นเหยื่อนำรถยนต์ผิดกฏหมายมาขายให้ โดยที่สมเด็จช่วง ไม่ทราบว่าเป็นรถยนต์ผิดกฏหมายฝ่ายกกหมาย วัดปากน้ำภาษีเจริญ

8 มีนาคม 2559 นายวิชาญ   รัษฐปานะ เจ้าของอู่วิชาญ ยื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ หลังถูก หลวงพี่แป๊ะ ฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน สืบเนื่องจากที่มีการระบุว่า นายวิชาญ เป็นผู้ขายรถที่ผิดกฎหมายให้โดยได้ยื่นขอรับความช่วยเหลือเรื่องการจัดหาทนาย ค่าธรรมเนียมศาล และขอคุ้มครองพยาน เพราะไม่มั่นใจว่าการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายครั้งนี้เป็นการคุกคามหรือไม่

ทั้งยังระบุอีกว่า วันหนึ่งเขามาพึ่งพาผมให้ผมซ่อมรถให้เขา อีกวันหนึ่งบอกผมเป็นโจรเอารถมาหลอกขาย วันหนึ่งมาให้ผมเป็นธุระเป็นตัวกลางรับเงินให้ไปจ่ายเพื่อให้เขาสะดวกจ่ายเงินจุดเดียว ผมไม่ใช่เจ้าของรถ ไม่มีสักวินาทีเดียวที่เป็นเจ้าของรถคันนี้ ผมไม่ใช่เจ้าของเครื่องยนต์และบอดี้รถ ไม่ได้ดำเนินการเรื่องจดประกอบ ทำแค่รับซ่อมให้รถใช้งานได้”

นอกเหนือจากหลวงพี่แป๊ะและนายวิชาญ  ที่ถือว่าเป้นตัวละครสำคัญของคดีนี้แล้วยังมีตัวละครอีกหลายคนที่ไม่ถูกพูดถึงมากนักและไม่ได้ถูกพูดถึงในสารบบ ทั้งๆที่เป็น บุคคลสำคัญที่เข้าไปกระทำผิดกฏหมาย

1.หลวงพี่แป๊ะ ก็คือพระมหาศาสนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งเป็นผู้รวบรวมอุปกรณ์ชิ้นส่วนของรถไปให้อู่แห่งหนึ่งทำการประกอบ
2.นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถโบราณวิชาญ ซึ่งเป็นผุ้ทำหน้าที่ประกอบรถยนต์คันดังกล่าวขึ้น
3.นายชลัช  นิติฐิติวงษ์  ซึ่งเป็นผู้ที่นำเอาเอกสารไปชำระภาษีสรรพสามิต แต่ได้มีการปลอมลายเซนต์ ของนางกาญจนาเจ้าของ อู่ N.P.การาจ
4.นายสมนึก ที่ได้รับการว่าจ้างจากนายชลัชให้นำรถไปจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกและได้มีการปลอมลายเซนต์ของนางกาญจนาก่อนจะทำการโอนลอยไปให้กับสมเด็จช่วง

และท้ายที่สุดหากการสืบสวนสอบสวนดังกล่าวโยงใยไปถึงการกระทำความผิดก็มีโอกาสที่จะดำเนินคดีกับสมเด็จช่วงเนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าหลวงพี่แป๊ะเป็นผู้ช่วยของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ทำให้กระบวนการทั้งหมดน่าจะมีส่วนรู้เห็นด้วย

สำหรับ พระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ หรือ พระธนกิจ สุภาโว (ศรีอุ่นเรือน) ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเป็นเลขานุการ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

เมื่อพระครูพิทักษ์วรานุรักษ์ ได้จัดหารถเบนซ์คันดังกล่าวระหว่างปี 2553 – 2554  โดยมีการมอบรถให้กับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในเดือนสิงหาคม 2554

ต่อมา ในเดือนธันวาคม 2554 พระครูพิทักษวรานุรักษ์ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นกรณีพิเศษ เป็นพระมหาศานมุนี  เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระครูสัญญาบัตร แต่ได้รับเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระราชาคณะชั้นสามัญ ในทันที

ซึ่งหากจะไล่ดูการเลื่อนตำแหน่งแล้ว ก่อนเลื่อนชั้นในราวปี 2553 ซึ่งเป็นขั้นตอนในการสั่งซื้อและจ่าย 4 ล้านบาทในการซื้อรถหรู จากเดิมนั้นสมณศักดิ์ ของหลวงพี่แป๊ะ เมื่อนำรถไปถวายกับสมเด็จช่วง

เพราะฉะนั้นคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับการสอบปากคำสมเด็จช่วงว่าท้ายที่สุดแล้วจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในทางการสืบสวนสอบสวนมากน้อยขนาดไหน