"สนธิญาณ" ชี้! ข้อเสนอแม่น้ำ 4 สาย เปิดหน้าชัดถึงเจตนารมณ์รักษาบ้านเมือง-เดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ วัดกับพรรคการเมือง ให้ปชช.เลือก

ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2559  ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย)  กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมทีนิวส์ ดังที่ผมได้เรียนท่านผู้ชมมาโดยตลอด ต้องเรียนนะครับว่าถ้าเกาะติดและฟังสนธิญาณวิเคราะห์ข่าวมาทุกเช้าก็จะเห็นภาพและชัดเจนเมื่อรั้งที่ผมได้พูดถึงข้อเสนอข้อที่16ของรัฐบาลว่าแค่น้ำจิ้มยังไม่ได้เปิดออกมาหมด วันนี้เปิดมาแล้วครับ 80 เปอร์เซ็นต์ ต้องถือว่าหลักการใหญ่ๆ ที่ได้เห็นกันแล้ว เมื่อวานพูดกันถึงแนวคิดของคุณณัฐวุฒิที่บอกว่านี่เป็นเรื่องของการสืบทอดอำนาจ เป็นเรื่องที่อำมาตย์พยายามจะรักษาอำนาจของตนเองไว้ในกระแสประชาธิปไตย ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ใช่ตามที่คุณณัฐวุฒิว่าเพียงแต่ว่าประชาชนจะยอมให้ คสช. สืบทอดอำนาจหรือไม่ ต้องพูดกันแบบนี้ผมก็คิดว่าพูดกันตรงไปตรงมาในฐานะทำข่าวอยู่และเห็นทิศทางทางการเมืองอยู่ ทำไมที่ต้องยืนยันว่า คสช. สืบทอดอำนาจ เราก็ต้องมาดูว่าในท้ายจดหมายที่นำเสนอต่อ กรธ. ลงนามโดยท่านผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ย่อหน้าสุดท้ายครับบอกว่าเพื่อให้ไปเป็นตามเจตนารมณ์ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่เข้ายึดอำนาจ ชัดเจนไหมครับเขาบอกมาชัด ๆ อยู่แล้วว่าที่เสนอมาทั้งหมดเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ คสช. ซึ่งมีข้อเสนอดังกล่าว ผมว่า คสช.ก็ไม่ต้องมาลำบากปฏิเสธหรอกครับเพราะเนื้อหาจดหมายชัดอยู่แล้ว ทีนี้ก็ต้องมาดูว่าข้อเสนอนี้มีเหตุผลไหมในการที่จะรักษาเจตนารมณ์หรือสืบทอดอะไรไป ถ้าสมเหตุสมผลก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่ต้องเห็นว่าในหลักการของ คสช. ครั้งนี้จริงจังมาก ผมจะเรียนในจุดที่จะทำให้ท่านผู้ชมแฟนข่าวทีนิวส์ได้พิจารณาคิดและเข้าใจ ผมคิดว่าการนำเสนอและตัดสินใจของ คสช. ในครั้งนี้มาจากข้อมูลสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังไม่เรียบร้อยจริง ๆ เพราะพล.อ.ประยุทธ์หมุนกลับ 360 องศา นี่คือเหตุผลที่ต้องพิจารณาในสมัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ พล.อ.ประยุทธ์พูดอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่เอาแล้วให้เป็นไปตาม RoadMap ผมจะกลับบ้านแล้ว จำได้ไหมครับ ถามว่า ณ เวลานั้นกับ ณ เวลานี้ คสช. มีความเห็นที่แตกต่างกัน พล.อ.ประยุทธ์ไม่เหมือนเดิม ถามว่าอะไรถึงไม่เหมือนเดิม ทำไมถึงเปลี่ยนความคิดก็มาจากข้อ16 1.บ้านเมืองดูท่าจะไม่เรียบร้อย 2.จะต้องผลักดันยุทธศาสตร์ของชาติให้เดินหน้าต่อไป ฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์ ด้าน คสช.ยังไม่มีความเห็นนะครับ อาจจะรอ สปช. ในขณะนั้น แต่เมื่อ สปช. ไม่ผ่าน รัฐธรรมนูญตกไปก็อาจจะเป็นได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ 1. คสช. เพิ่งจะมีความคิดในการที่จะดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ 2.เรื่องความคิดในการดำเนินการเหล่านี้มีความสุ่มเสี่ยงพอสมควร ที่ผมได้เรียนว่ารู้ทั้งรู้ว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญตามแนวของ คสช. คนที่คุมเสียงในการหย่อนบัตรเลือกตั้งเป็นพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย เพราะกลไกของระบบอุปถัมภ์และหัวคะแนนที่ทั้งสองพรรคการเมืองอยู่เต็มพื้นที่ทั้งประเทศ มีสิทธิ์ที่จะแสดงอิทธิฤทธิ์ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เพราะท่าทีของพรรคเพื่อไทยชัดเจนไม่เอาแน่นอน ส่วนท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นไปในทางชัด ๆ ดังนั้นจึงมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเป็นเงื่อนไขเหมือนกับที่นักวิชาการบางคน หรือคนในพรรคเพื่อไทยหรือคนในระบอบทักษิณบอกว่าเที่ยวนี้เข้าทางแล้วจะได้ปลุกคนขึ้นมาต่อต้านกองทัพและ คสช. จึงมีความสุ่มเสี่ยง แต่ในด้านกลับกันหากด้านประชาชนผ่านประชามติ ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เท่ากับเกิดการปฏิรูปขนานใหญ่ เท่ากับคนไม่ได้คิดไม่ได้เดินตามพรรคการเมืองเหมือนที่เคยเป็นมา ประชาชนคิดเองได้แล้ว ประการต่อมาที่เราจะต้องพิจารณาก็คือว่าแล้วจะเกิดปัญหาขึ้นระหว่างแม่น้ำ  4 สาย รวมทั้ง คสช. ด้วยกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไหม ผมคิดว่าไม่หรอกครับเพราะว่าอาจารย์มีชัยเป็นผู้ใหญ่ผมคิดว่าชัดเจน ถัดไปข้อเสนอของ คสช. ทั้งหมดของแม่น้ำ 4 สาย ไม่ได้ไปเปลี่ยนหลักการร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้งหลายร่างมา พูดแบบนี้ไม่เข้าใจหรือว่าอย่างไรก็เข้าใจชัดเจนดี เพียงแต่มีให้ใช้ในบทเฉพาะกาลก่อน 5 ปี ไม่ได้ไปเปลี่ยนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นแบบนี้ตลอดไป ใช้บทเฉพาะกาล 5 ปี ที่ท่านร่างมาก็เคารพก็เชื่อว่าท่านร่างมาคิดดีแล้ว แต่ข้อเสนอทั้งหมดขอให้ใช้ในบทเฉพาะกาล 5 ปีนี้ก่อน เพื่อจะตอบเหตุผล 2 ข้อ เพื่อรักษาบ้านเมืองให้เป็นไปตามแนวทางตามเจตนารมณ์ในการยึดอำนาจแบบนี้ให้ชัดเจน การยึดอำนาจก็เพื่อไม่ให้บ้านเมืองวุ่นวายและเพื่อให้ยุทธศาสตร์ของชาติเดินไปได้ ผมเชื่อว่าท้ายสุดจะมีการเข้าใจกันดีระหว่างกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกับแม่น้ำ 4 สาย มาบรรจบเป็นแม่น้ำ 5 สาย ก็ต้องมาดูกันต่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา น่าจะผ่านไปในช่วงที่อาจารย์มีชัยได้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกับแม่น้ำอีก 4 สาย ก็ต้องเรียนว่า คสช. ไม่ได้เสนอเพื่อเปลี่ยนหลักการร่างรัฐธรรมนูญเพียงแต่เสนอให้ใช้บทเฉพาะกาลยังเหมือนเดิมไม่ได้ไปแก้ไข เหมือนที่คณะกรรมการร่างฯได้ร่างมา ก็มาดูรายละเอียดแต่ละข้อ ข้อ1 .เสนอ ส.ว.  250 คน ในจดหมาย กรธ. เขาบอกเลยว่าเพื่อไว้ถ่วงดุล ส.ส. เห็นไหมครับไม่ต้องไปตีความเลย และการถ่วงดุล ส.ส.มีเรื่องน่าสนใจเขายืนยันว่าไม่มีการเลือกนายก แต่สามารถลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้  นี่ล่ะครับเป็นการถ่วงดุลพรรคการเมือง คือชัด ๆ ว่าเอา ส.ว. ไปถ่วงดุลนักการเมืองซึ่งต้องเรียนว่าถ้าอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ในรายละเอียดที่จะต้องร่างลงไปในข้ออื่น ๆ จะต้องเกี่ยวข้องกับจดหมายทางการเงินด้วย เพราะสิ่งที่ คสช. กังวลจนต้องเสนอยุทธศาสตร์ชาติก็เพราะนโยบายประชานิยมต่าง ๆ ยกตัวอย่าง จำนำข้าวที่ทำชาติวินาศสันตะโรในปัจจุบัน กฎหมายหรือข้อเสนอเหล่านี้จะต้องอยู่ในอำนาจของรัฐสภาโดยรวม ซึ่งหมายความว่าเป็นอำนาจที่จะให้ ส.ว. มีส่วนในการพิจารณาได้ ถ้าพูดกันตามภาษาของนักเลือกตั้งทั้งหลายก็ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้วเพราะพวกนี้เข้ามาครึ่งหนึ่ง ทำหน้าที่เหมือน ส.ส. เพียงแต่ไม่ได้เลือกนายกแค่นั้น ก็ชัดเจนว่าเขาบอกว่าเขาจะทำแบบนี้เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ ข้อ2.เมื่อ ส.ว. มาแล้วที่ตั้ง 6 คนโดยตำแหน่ง ไม่มีความหมายหรอกครับ ไปนั่งอยู่ในสภา 6 คนนี้ก็เพียงเป็น 1 เสียงของ ส.ส.จะโหวตจะยกมือจะทำอะไร โดยตำแหน่งไม่มีความหมาย แต่ความหมายอยู่ที่การแต่งตั้งตั้ง 250 คน เพราะฉะนั้นถามว่าคิดเจตนารมณ์และจะรักษาแนวทางแบบนี้จะตั้ง ส.ว. โดยไม่ดูตาม้าตาเรืออะไรเลยหรือ ไม่เลือกไม่คัดหาวิธีคิดคนที่คิดแบบเดียวกันที่จะเข้าไปรักษาชาติบ้านเมืองแบบนั้นเลยหรือ ผมว่าไม่น่าจะใช่ เพราะฉะนั้น 6 คนไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคืออยู่ที่เขาจะต้องได้ ส.ว. ทั้ง 250 คน เป็นไปในแนวทางที่จะรักษาบ้านเมือง ไม่ใช่สั่งซ้ายหัน-ขวาหันได้หมดนะครับ แต่ต้องเป็นคนที่มีความคิดและอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกับ คสช. ถัดมาบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ กับ 1 ใบ ด้าน 2 ใบจะช่วยให้พรรคเล็กเหมือนที่ คสช. ว่า ถ้า 1 ใบ พรรคการเมืองต้องทำงานหนักเพื่อที่จะต้องรักษาเสียงในพื้นที่ ไม่ใช่เลือกตั้งแบบทิ้งขว้าง เขตไหนไม่เอาส่งนายหมูนายแมวไปให้ประชาชนเลือกพรรค แบบนี้จะทำให้พรรคเล็กทำงานหนักทั้ง 400 เขต แต่ในแง่การพัฒนาพรรคการเมือง 1 ใบพัฒนากว่าเดิมขึ้นเยอะ ก็ชัดเจนครับว่าพรรคเล็กเกิดขึ้นได้เสียงในสภาก็หมายความว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จะลดน้อยถอยลงนี่ชัดเจนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ วิเคราะห์กันแบบตรงไปตรงมา เมื่อบวกกับการเลือกตั้งแบบคนเดียวเสียงเดียว ซึ่งเป็นกลไกประชาธิปไตย ไม่ใช่ผมคนเดียวไปเลือกได้ 3 คน แล้วก็เลือกซ้ำกันไป แล้วเอาคะแนนมาบวกมารวมจะไม่ใช่แบบนั้นครับ คนเดียวเสียงเดียวแต่เป็นเขตใหญ่ จะมาเขตนึงสมัคร 3 คน แต่เลือกได้คนเดียว แบบนี้ทางเลือกของประชาชนมากขึ้น แต่แทนที่จะแพ็คกันแล้วจะออกมาเป็นได้ทั้งพรรคแน่นอนว่าจะเป็นโอกาสของพรรคเล็กและพรรคขนาดกลางมากขึ้น ภาษาของฝ่ายต่อต้านจะบอกว่าแบบนี้ทำลายพรรคการเมืองซึ่งไม่ใช่หรอกครับ แบบนี้จะพัฒนาพรรคการเมืองให้พรรคของคนที่ไม่มีเงินได้มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ้างมีช่องทางบ้าง ไม่ใช่มีแต่พรรคใหญ่ 2 พรรค แล้วพรรคใหญ่ 2 พรรคนี้ไม่ใช่พรรคที่เติบโตขึ้นโดยอุดมการณ์ ในสหรัฐอเมริกาเขาไม่ได้บังคับว่ากฎหมายพรรคการเมืองต้องมี 2 พรรค แต่คนเขาเป็น 2 พรรคโดยปริยาย เป็น เดโมแครต และ รีพับลิกัน จากแนวทางของอุดมการณ์ แต่ของเราพรรคการเมืองไม่มีแนวทางหรืออุดมการณ์นะครับ รู้สึกเหมือนยืนกันคนละขั้วแต่พอสร้างนโยบายที่จะใช้เลือกตั้งมาก็เป็นประชานิยม ประชาธิปัตย์เห็นเพื่อไทยประชานิยมก็ประชานิยมตามอ่อน ๆ กันไป ไม่ได้เกิดขึ้นโดยสภาวะอุดมการณ์หรือให้ประชาชนเลือก นาทีนี้ผมเรียนย้ำโลกโซเชียลจะปลุกคน ได้ปลุกองค์ความรู้ให้กับประชาชนให้เกิดปัญญา คนคิดเองได้ พิจารณาเองได้ คนชั้นกลางซึ่งขยายตัวอย่างมากมายอาศัยโลกโซเชียลรับและเสพย์ข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่อำนาจอยู่ในสื่อหนังสือพิมพ์หรือวิทยุหรือสำนักข่าวอะไรกันต่อไปแล้วครับ ทุกอย่างอยู่ในโลกโซเชียลคนคิดเองได้ ดังนั้นแน่นอนที่สุด 7 สิงหาคม จะเป็นวันชี้ชะตา แต่ก่อนจะถึงวันนั้นก็จับตากันไปว่าท้ายที่สุดแล้วข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สาย กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับการบรรจุลงไปหรือไม่ ถ้าได้รับการบรรจุก็ไปวัดกันที่ 7 สิงหาคม เป็นการวัดกันระหว่าง คสช. กับพรรคการเมือง แน่นอนครับเที่ยวนี้มีประเทศชาติเป็นเดิมพันโดยมีประชาชนเป็นผู้ชี้ขาด ไม่ต้องไปรอเลือกตั้งครั้งหน้า ชี้กันตอน 7 สิงหาคม ที่จะถึงในวันลงประชามติ