จับตา !! 7 ส.ค. วันประชามติ ชี้ขาดอนาคตประเทศไทย.. ภายใต้อำนาจ "คสช."  !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

ข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ ที่พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ส่งถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

 

 


เนื้อหาการแก้ไขรับธรรมนูญดังกล่าวสาระสำคัญอยู่ที่เหตุและผลที่พล.อ.ประยุทธ์ใช้คำว่าต้องการให้ประเทศไทยมีความสุข

 


11 มีนาคม 2559ในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ"  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุว่า“อย่าให้ใครมาทำลายความสงบสุขประเทศเราอีก เสถียรภาพของคนในประเทศสำคัญที่สุด คนเดือดร้อนคือพวกเรา คนที่ไปสร้างความเดือดร้อนอยู่ข้างนอก ใครก็ไม่รู้ล่ะนะ ก็อย่าไปฟังเขามากนัก”

 


"ผมไม่ฟังแล้วล่ะ ขี้เกียจฟัง ก็พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่เหมือนเดิม ผมว่าไม่เกิดประโยชน์ แล้วท่านก็ไม่เคยทำกันทั้งสิ้น สิ่งที่ท่านว่าผมทุกวันนี้ เคยทำกันที่ไหนล่ะ คณะทำงาน รัฐมนตรีเงา เคยทำหรือเปล่า ถ้าทำบอกผมมาสิว่า จะทำยังไง สิ่งที่จะทำ ใช้งบประมาณแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วทำยังไง ตอบผมมาบ้าง ผมถามท่านทางนี้ ตอบมาแล้วกัน เพราะท่านพูดให้ผมฟังทางสื่อทุกวันๆ ผมก็อดทนอยู่นะ อย่ามาพูดนะ ถ้าพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ อย่าพูด จำไว้นะครับ"

 


แม้ว่าคำขอเพิ่มเติมเนื้อหารธน.ในบทเฉพาะกาลของคสช.จะอธิบายถึงที่มาและความจำเป็นเอาไว้ขนาดไหน แต่ทว่าเสียงสะท้อนจากฝ่ายการเมือง

 


โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ต่างดาหน้าออกมาคัดค้านอย่างหนักหน่วง จนทำให้เกิดคำถามว่าร่างรธน.ที่ว่านี้จะผ่านประชามติหรือไม่ เนื่องจากพื้นที่การลงคะแนนหรือเลือกตั้งของไทยยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ระบบอุปถัมภ์  หัวคะแนนเสียงของนักการเมืองแทบทั้งสิ้น

 


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอ คสช. ต่อการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความเห็นถึงระบบเลือกตั้งที่เสนอมา ทำให้ไม่เกิดผลดีต่อประเทศ เพราะจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดการต่อรองทางการเมือง ขัดแย้งกับการขับเคลื่อนประเทศ ส่วนการแต่งตั้ง ส.ว. 250 คนนั้น ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่ให้มีผู้นำเหล่าทัพเป็น ส.ว.โดยตำแหน่งด้วย 6 คน นอกเหนือจากการเข้ามาคุมเสียงในวุฒิสภา และเห็นว่ากลไกนี้จะทำให้เกิดความสับสน ขัดหลักประชาธิปไตย ที่ให้ข้าราชการมาดำรงตำแหน่ง และมีอำนาจซ้ำซ้อนกัน

 


นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อยากให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. พิจารณาข้อเสนอตามข้อเท็จจริงและการยอมรับจากประชาชนเป็นสำคัญ มากกว่าที่จะเกรงใจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เชื่อว่าประธานกรธ.ทราบดีถึงเหตุผลของแต่ละฝ่าย และหากยังสร้างความหวาดระแวงเรื่องการสืบทอดอำนาจ ก็จะเกิดเงื่อนไขความขัดแย้งจากรัฐธรรมนูญในอนาคต

 


เงื่อนไขการรณรงค์ก่อนการออกเสียงประชามติ ที่จะมีการออกฎหมายควบคุม ว่า โดยหลักการต้องเปิดกว้าง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นของทุกคน หากจำกัดกรอบมากไป ก็จะถูกหยิบมาเป็นเงื่อนไขเรื่องความชอบธรรมในการทำประชามติ

 


ขณะเดียวกันแถลงการณ์เพื่อไทยก็ออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญในข้อเสนอของคสช. ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเชื่อว่าจะเป็นการสืบทอดอำนาจและทำประชาธิปไตยถดถอย

 


ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกต่อสาธารณชน และอยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นร่างสุดท้าย หลังจากได้รับฟังข้อเสนอของภาคประชาชนและองค์กรต่างๆ โดยมีการแถลงผลสรุปของการแก้ไขปรับปรุงมาโดยตลอด จนล่าสุด คสช.ได้มีข้อเสนอเป็นหนังสือให้ กรธ.ได้ปรับปรุงแก้ไขบทเฉพาะกาลมาด้วยนั้น

 


พรรคเพื่อไทย ได้ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.มาโดยตลอด เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาหลายประการที่จะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศถดถอย รัฐบาลขาดเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารถูกแทรกแซงจากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ กลไกในรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการพัฒนาประเทศอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลไม่สามารถกำหนดนโยบายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนหรือนโยบายที่มีลักษณะของการช่วยเหลือดูแลประชาชนได้ มีการสร้างกลไกเพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิได้เป็น ส.ส.เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ที่มาของ ส.ว.ก็มาจากการสรรหาแทนที่จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ขณะที่รัฐธรรมนูญก็มีการกำหนดเงื่อนไขให้แก้ไขยากมาก

 


โดยพรรคได้เสนอข้อคิดเห็นต่างๆ เพื่อประกอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญต่อ กรธ.แล้ว แต่ข้อเสนอของพรรคก็ไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงแต่ประการใด ขณะที่ คสช.ได้มีข้อเสนอไปยัง กรธ. ดังนี้


1. ให้มี ส.ว.จำนวน 250 คน มาจากการแต่งตั้งของคณะบุคคลเพียง 8-10 คน โดยคณะบุคคลที่ทำหน้าที่คัดเลือก ส.ว. 8-10 คน ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนแต่อย่างใดเลย ส่วนใหญ่คงเป็นคนที่ คสช.คัดเลือกมา จึงอาจกล่าวได้ว่า คสช.เป็นผู้เลือก ส.ว.นั่นเอง นอกจากนี้การให้ ผบ.เหล่าทัพ รวมถึง ผบ.ตร.เป็น ส.ว.ด้วย ยิ่งมีปัญหาเพราะบุคคลเหล่านี้เป็นข้าราชการประจำต้องทำหน้าที่ตามนโยบายของรัฐบาล กลับให้มาทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเสียเอง และบุคคลเหล่านี้มีอำนาจคุมกำลังทั้งทหารและตำรวจ การให้มาทำหน้าที่ ส.ว.จะทำให้สามารถชี้นำการทำหน้าที่ของ ส.ว.และชี้เป็นชี้ตายรัฐบาลได้ ซึ่งเป็นการขัดต่อสถานะของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
ส่วนข้อเสนอที่ให้เพิ่มอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.มีอำนาจในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ อำนาจในการขับเคลื่อนการปฏิรูป ซึ่งก็ไม่ต่างจาก คปป.ในร่างของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ก็เป็นประเด็นที่ขัดแย้งต่อหลักการประชาธิปไตยของทั่วโลก เพราะ คสช.ให้บุคคลที่มาจากการแต่งตั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้


2. การเสนอให้มีการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ 3 คน แต่ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว ข้อเสนอตรงนี้พบว่ามีปัญหามาก ซึ่งมีข้อเสียมากกว่าข้อดี การใช้เขตละคนซึ่งเคยใช้ในการเลือกตั้งทุกครั้งในระยะหลังเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว เป็นระบบที่ง่าย สะดวกและเป็นธรรม พรรคมองเจตนาได้ว่าข้อเสนอดังกล่าวต้องการสกัดพรรคการเมืองใหญ่ให้มี ส.ส.เขตลดลง


3. การขอให้ยกเว้นไม่ต้องให้พรรคการเมืองเสนอชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3 รายชื่อในการเลือกตั้ง ข้อนี้ไม่จำเป็นต้องเสนอก็ได้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บังคับว่าพรรคต้องเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสมอไป จะเสนอหรือไม่เสนอก็ได้ เหตุที่ คสช.เสนอดังกล่าว ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็น ส.ส.เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ง่ายขึ้น และประชาชนไม่สามารถทราบได้เลย

 


พรรคจึงเห็นว่าข้อเสนอของ คสช.ข้างต้นเป็นความต้องการของ คสช.โดยตรงที่ต้องการจะควบคุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป โดยผ่านตัวแทนที่ตนเองแต่งตั้งขึ้นโดยทางอ้อม คือ ส.ว.และนายกรัฐมนตรี แม้จะอ้างว่านายกรัฐมนตรีต้องผ่านการเห็นชอบของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม แต่ด้วยกระบวนการและกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นไปได้สูงว่า จะมีปัญหาการเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน สุดท้ายก็ต้องเอาคนที่ คสช.เห็นชอบ เพราะ คสช.ยังมีอำนาจในการควบคุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไปจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่

 


"พรรคเพื่อไทยเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฏ นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้มี ส.ว.จากการแต่งตั้งทั้งหมด มีอำนาจควบคุมรัฐบาลแล้ว ยังมีประเด็นของการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีอำนาจเหนือรัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อันเป็นการผิดหลักการประชาธิปไตยอีกด้วย ร่างรัฐธรรมนูญเช่นนี้มีความตั้งใจที่จะสืบทอดอำนาจ ต้องการจะควบคุมและมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นตัวแทนของปวงชน จึงเป็นการไม่ให้ความเคารพในอำนาจของประชาชนเลยแม้แต่น้อย"

 


ด้วยเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา รวมถึงข้อเสนอของ คสช.ที่จะเพิ่มปัญหาในร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นข้างต้น ประกอบกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดความผิดและโทษของฝ่ายที่รณรงค์ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง ขณะที่มีการใช้กลไกของรัฐเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติเป็นไปอย่างกว้างขวาง พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่ากระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการลงประชามติ มิได้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยด้วยความสุจริต โปร่งใส และชอบธรรมแต่อย่างใด

 


ซึ่ง พรรคเพื่อไทยได้ทิ้งท้ายไว้ว่าการออกแถลงการณ์ก็เพื่อแสดงจุดยืนของพรรคว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ กรธ. และข้อเสนอของ คสช.

 


 

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รู้สึกเสียดายเวลา เสียดายงบประมาณ ที่หมดไปกับกรรมการร่าง รธน.ถึง 2 คณะ แทนที่จะเดินหน้ากลับถอยหลังเข้าคลองไปหลายสิบปี ลูกหลานคนไทยภายหลังคงจะเรียก รธน.ฉบับนี้ว่า รธน.ฉบับใบสั่ง เพราะเปิดเผยเปลือยกายล่อนจ้อนอย่างไม่เหนียมอาย นายกฯ ในฐานะหัวหน้า คสช.จะเอาอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ก็ขัดไม่ได้อยู่แล้ว น่าจะสั่งไปเลยตั้งแต่ต้นว่าจะเอาอย่างนี้ จะได้ไม่เสียทั้งเวลาและงบประมาณ

 


ตัวอย่างหนึ่งความพร้อมใจกันของ 2 ขั้วการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ได้กลายมาเป็นแนวร่วมมุมกลับ จากที่เคยเผชิญหน้ากันแทบจะทุกเรื่อง

 


สะท้อนให้เห็นถึงวันลงเสียงประชามติว่า พล.อ.ประยุทธ์และคสช.จะต้องสู้กับนักเลือกตั้งชนิดเต็มอัตราศึก โดยมีคนไทยทั้งประเทศเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะเลือกสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์หรือนักเลือกตั้ง ผ่านสนามการต่อสู้ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

 


4มีนาคม 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช."ลองย้อนกลับไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นมาบ้างในช่วง 80 กว่าปี ของประชาธิปไตยไทย ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านประชามติ ก็ต้องผ่านมีความแตกต่าง ทุกคนอยากเห็นการปฏิรูป ถ้าเขียนแบบเดิมก็ไม่ต้องไปเขียนให้เสียเวลา ไม่ควรไปฟังคนที่สูญเสียอำนาจ หรือคนที่มีความผิดอีกต่อไป

 


อย่าให้มีการชี้นำ บิดเบือนในทางที่ผิดผมอยากให้ผ่านด้วยประเด็นเหล่านี้ แต่ถ้าไม่ผ่าน ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เพราะทุกคนก็อยากเลือกตั้ง ผมก็ไม่รู้จะว่ายังไง เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าผมไปบังคับท่านอีก หรือขู่ท่าน ไม่ใช่ จะผ่านหรือไม่ผ่าน ผมอยากให้ทุกคนใช้วิจารณญาณ ใช้เหตุใช้ผล ในการตัดสิน อยากให้ทุกคนออกไปทำประชามติ เลือกตั้ง จะออกผลมายังไง ก็ต้องช่วยกัน”

 


นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า “ผมอยากให้ผ่านด้วยประเด็นเหล่านี้ แต่ถ้าไม่ผ่าน ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน” ประโยคคำพูดที่ชัดเจนถึงเพียงนี้และออกอากาศผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศให้คนไทยทั้งประเทศได้รับรู้ถึงความต้องการแล้วว่า “รัฐธรรมนูญต้องผ่านการประชามติ”

 


ทั้งนี้ประเทศไทยมีการทำประชามติครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม 2550 ขณะนั้นผลการลงประชามติก็เรียกได้ว่าผ่านกันมาอย่างฉิวเฉียด แม้ว่าในขณะนั้นหนึ่งในตัวแปรสำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะแตกต่างกับครั้งนี้

 


ผลการออกเสียงการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ ปีพุทธศักราช 2550

จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง     45,092,955        คน 

จำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิ          25,978,954        คน

คิดเป็นร้อยละ 57.61 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด

เห็นชอบ                         14,727,306        คน     

ไม่เห็นชอบ                     10,747,441        คน

 


การลงประชามติครั้งหากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยรงณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ต้องมาพิจารณาจากคะแนนเสียงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจากวันที่3 กรกฎาคม 2554 ว่าผู้สนับสนุนของพรรคจะลงคะแนนประชามติเหมือนกับการลงคะแนนเลือกตั้งเหมือนเมื่อปี2554หรือไม่

 


การใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ วันที่ 3 กรกฎาคม 2554

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง               46,939,549 คน

ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง              35,220,208 คน   คิดเป็น ร้อยละ75.03

บัตรเสีย                         1,726,768 บัตร   คิดเป็นร้อยละ 4.90

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน  958,213 บัตร      คิดเป็นร้อยละ 2.72

 


ในขณะที่สองพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงทั้ง 27,188,110 คะแนน โดยพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียง 15,752,470คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียง 11,435,640คะแนน

 


หากท้ายที่สุดกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งสองพรรคลงคะแนนเสียงไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีคะแนนเสียงมากกว่า26ล้านซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติทันที

 


เพราะฉะนั้นก็ต้องมาจับตาดูว่าคนที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ จะออกเสียงคะแนนประชามติอย่างไร
โดยในปัจจุบันมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 47 ล้านคน (ประมาณการ)

 


ดังนั้น ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เกิน 23.5 ล้านคน และต้องมีเสียงเห็นชอบ 11.75 ล้านคนขึ้นไป

 


นี่เป็นการประเมินสถานการณ์เรื่องของสถิติตัวเลขเท่านั้นแต่ท้ายที่สุด เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับการยอมรับจากภาคประชาชนด้วยวิธีการลงประชามติหรือไม่ก็ต้องจับตามดูกันต่อไป ว่าเนื้อหาที่ถูกเขียนขึ้นมาและอยู่ในระหว่างการแก้ไขขณะนี้จะเป็นที่ยอมรับของประชาชนหรือไม่

 


ทั้งนี้กติกา หรือวิธีการนับคะแนนชี้ขาด ตามที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 “...ให้ใช้คำว่าคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ (จากเดิมระบุว่าเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ) ออกเสียงที่เห็นชอบ ส่วนบัตรเสียและบัตรโหวตโนไม่นับเป็นคะแนน ซึ่งคำนี้ถือว่าปิดช่องโหว่ข้อโต้แย้งแล้ว...”

 


เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาจากเหตุและองค์ประกอบข้างต้น การชี้ขาดอนาคตประเทศไทยผ่านการทำประชามติ จึงไม่ต่างไปจากการวัดคะแนนความนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ และนักเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้สะท้อนผ่านผลการสำรวจหรือทำโพลในหลายๆมิติดังนี้

 


ประเมินผลงาน 3 เดือน รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์
8 ธันวาคม 2557 กรุงเทพโพลล์

 


ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เฉลี่ย 6.52 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

 


คะแนนมากที่สุดในด้านความมั่นคงของประเทศ 7.30 คะแนน และได้คะแนนน้อยที่สุดในด้านเศรษฐกิจ 5.89 คะแนน

 


สำหรับความพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรี
ได้เฉลี่ย 7.43 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

 


ประเมินผลงาน 1 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
19 ส.ค. 2558 กรุงเทพโพลล์

 


ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจใน การบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 1 ปีที่ผ่าน เฉลี่ย 5.94 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

 


ด้านการบริหารจัดการและการบังคับใช้กฎหมาย 6.78 คะแนน
ด้านเศรษฐกิจ 5.18 คะแนน

 


สำหรับความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้คะแนนเฉลี่ย 7.11 คะแนน

 


นายกรัฐมนตรีได้คะแนนมากที่สุดในด้าน ความเด็ดขาดกล้าตัดสินใจ 7.80 คะแนน และได้คะแนนน้อยที่สุดในด้าน ความสามารถสร้างสรรค์ผลงานหรือโครงการใหม่ๆ 5.82 คะแนน

 


เมื่อเปรียบเทียบผลงานในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมากับความคาดหวังเมื่อทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ร้อยละ 41.1 ผลงานดีกว่าที่คาดหวังไว้

ร้อยละ 30.9 ผลงานพอๆ กับที่คาดหวังไว้

ร้อยละ 11.7 เห็นว่าผลงานแย่กว่าที่คาดหวังไว้

ร้อยละ 16.3ระบุว่าไม่ได้คาดหวังไว้

 


หากวันนี้ ท่านมีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะออกเสียงสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พบว่า

ร้อยละ 63.1 จะออกเสียงสนับสนุน

ร้อยละ 19.5 จะไม่ออกเสียงสนับสนุน

ร้อยละ 17.4 งดออกเสียง

 


ประเมินผลงาน 1 ปี 6 เดือน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์


20 ก.พ. 2559  กรุงเทพโพลล์


ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการบริหารงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เฉลี่ย 5.92 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน


คะแนนมากที่สุดในด้านความมั่นคงของประเทศ 7.10 คะแนน และได้คะแนนน้อยที่สุดในด้านเศรษฐกิจ 5.04 คะแนน


สำหรับความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ ได้คะแนนเฉลี่ย 7.24 คะแนน โดยการสำรวจครั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้คะแนนเพิ่มขึ้นในทุกด้าน และได้คะแนนมากที่สุดในด้านความเด็ดขาดกล้าตัดสินใจ 7.95 คะแนน


ส่วนด้านที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือด้านความสามารถสร้างสรรค์ผลงานหรือโครงการใหม่ๆ ได้ 6.10 คะแนน

 


ทั้งนี้เมื่อถามว่า หากวันนี้ ท่านมีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะออกเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พบว่า

ร้อยละ 58.6 จะออกเสียงสนับสนุน

ร้อยละ 21.8 จะไม่ออกเสียงสนับสนุน

ร้อยละ 19.6 งดออกเสียง