"ทนายสมเด็จช่วง" เล่นแง่สอบเบนซ์!? โบ้ย DSI ทำหนังสือมาให้ชัด !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

จากกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอนัดหมายเดินทางไปสอบปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรณีเป็นผู้ครอบครองรถเบนซ์โบราณ หมายเลขทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร แต่ผลสรุปสุดท้าย เป็นเพียงการพูดคุยความชัดเจนของประเด็นการสอบสวน ซึ่งทนายอกมาระบุว่าต้องการให้ดีเอสไอกลับไปทำหนังสือสรุปข้อซักถามคดีรถหรูให้ชัดเจน

 


 

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวกรณีฝ่ายกฏหมายของวัดระบุยังไม่ให้การ แต่เป็นเพียงการกำหนดกรอบประเด็นที่จะสอบปากคำว่า ไม่ให้ก็ไม่ให้ ดีเอสไอทุกคนทำตามหน้าที่เขาก็มีสิทธิจะบอกว่าไม่ให้ เจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิ การทำหน้าที่ของดีเอสไอครั้งนี้ ได้กำชับสั่งการให้นำดอกไม้ธูปเทียนแพไปกราบ เป็นการให้ความเคารพ ให้เกียรติ และให้สิทธิที่จะชี้แจงความบริสุทธิ์ ถ้าท่านไม่ใช้ก็จบ คดีก็เดินต่อไป

 


หากพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแค่ไหนก็ดำเนินการกล่าวหาไปตามนั้น วินิจฉัยตามแนวทางที่มี เพราะพนักงานสอบสวนมีข้อสงสัยและต้องการสอบถามให้สมเด็จช่วงได้แจงข้อมูลแต่ถ้าไม่ให้การ หากสรุปสำนวนอย่างไรจะบอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ให้ความเป็นธรรมไม่ได้ เพราะดีเอสไอได้ดำเนินการอย่างสมบูรณ์ให้เกียรติอย่างเต็มที่ในฐานะพระผู้ใหญ่

 


ซึ่งหากเป็นบุคคลทั่วไป ดีเอสไอสามารถออกหมายเรียกก็จบ ให้มาให้การแต่ครั้งนี้เป็นพระผู้ใหญ่ได้ให้ ส่งหนังสือขอนัดหมายไปก่อนเพื่อให้เกียรติ จึงอยากเตือนทนายวัดปากน้ำว่าทำอะไรสั่งลูกน้องให้เกียรติแล้ว แต่ทนายกลับมาเรียกร้อง ปกติเขาไม่ทำหนังสือกัน การให้เกียรติของดีเอสไอ ทนายกลับนำเป็นข้อต่อรอง

 


เราให้เกียรติทุกเรื่องอย่ามาเล่นแง่ อย่าไรก็ตามตนไม่เชื่อสมเด็จช่วงจะอยากทำเช่นนี้แต่คิดว่าเรื่องนี้คนที่เรื่องมากคือทีมทนาย และทีมทนายที่กำลังทำให้สมเด็จช่วงเสียหายหรือไม่ ดังนั้น หากสมเด็จช่วงจะทำหนังสือชี้แจงมาก็ให้ดำเนินการมา

 


เรื่องนี้หากสมเด็จช่วงตอบตามที่รู้เห็นมาก็จบแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ หากคดีช้าออกไป ก็อย่าบอกว่า ถูกดึงเรื่องคดีไม่เสร็จจนทำให้ไปผูกพันกับการแต่งตั้งสังฆราช ซึ่งกรณีนี้ให้เกียรติทุกเรื่อง ทำมากกว่าคดีอื่นทั้งหมดแต่กลับเป็นช่องที่มาพูดโน่นนี่ทนายวัดผิดพลาดไปหรือไม่

 


เป็นการตอกย้ำจากรัฐมนตรียุติธรรม ว่าการเข้าไปสอบปากคำของดีเอสไอนั้นทำตามหน้าที่ และเมื่อทีมกฎหมายไม่ให้ความร่วมมือก็อย่าออกมาตีโพยตีพายหากคดีล่าช้า และไปกระทบกับการแต่งตั้งสังฆราช

 


พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมดีเอสไอ พร้อมด้วยพนักงานสอบสวนสำนักภาษีอากร ดีเอสไอ 5 คน พร้อมอัยการสำนักสอบสวน 2 คน สอบปากคำสมเด็จช่วงตามคำเชิญของทนายวัดปากน้ำ ในฐานะพยานผู้ซื้อรถจดประกอบ

 


ซึ่งต่อมาภายหลังการสอบปากคำ นายสมศักดิ์ โตรักษา หัวหน้าทีมกฎหมายวัดปากน้ำภาษีเจริญ  ระบุว่า ได้หารือประ เด็นเรื่องกรอบคำถามที่ดีเอสไอ ต้องการให้สมเด็จช่วงชี้แจง เนื่องจากสมเด็จช่วงเห็นว่ามีหลายประ เด็นไม่สามารถชี้แจงได้ทั้งหมด โดยรองอธิบดีดีเอสไอจะขอกลับไปประชุมร่วมกับอธิบดีดีเอสไอเพื่อกำหนดคำถามก่อนส่งให้สมเด็จช่วง

 


แน่นอนว่าการทำคดีรถเบณซ์โบราณ ไปเกี่ยวพันกับสมเด็จช่วงและอาจจะทำให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชล่าช้าไป ซึ่งครั้งหนึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยืนยันาว่าจะยังไม่มีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชเนื่องจากอยากจะให้คดีความและสถานการณ์ต่าง ๆ  ยุติลงสียก่อน