- 17 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
มาถึงอีกหนึ่งประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทิศทางความก้าวหน้าของประเทศไทยที่เร็ว ๆ นี้จะได้มีกฎหมายเกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งกัดกร่อนสังคมไทยมาช้านานใช้บังคับเพิ่มเติมอีกหนึ่งฉบับ
โดยกฎหมายที่เรากำลังพูดถึงก็คือ ร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเคยมีความพยายามผลักดันมาตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะหายเงียบไปในยุครัฐบาลจากการเลือกตั้ง
ทั้งนี้กรณีดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งระบุว่า ที่ประชุมกรรมาธิการได้มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ก็คือการห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเครือญาติ
ส่วนที่มาที่ไปของกฎหมายฉบับนี้ นายวรวิทย์ระบุว่าเคยมีความพยายามผลักดันมาแล้วครั้งหนึ่งในคราวการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปี 2551 ซึ่งร่างกฎหมายกำหนดให้คำว่าเครือญาติที่อยู่ในข่ายต้องห้ามการกระทำที่ขัดต่อการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์ ระบุให้มีความหมายครอบคลุมไปถึงบุพการี อาทิ พ่อแม่ , บุตร , ลูกเขย , ลูกสะใภ้ , ลุง , ป้า , น้า , อา , พ่อตา , แม่ยาย , ลูก , หลาน, เหลน
แต่ศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญเนื่องจากองค์ประชุมของสนช.ไม่ครบ ทำให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวตกไป จนมาถึงปัจจุบัน คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีการนำเสนอกฎหมายดังกล่าวอีกครั้ง เพราะถือเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพียงแต่กฎหมายที่กมธ.เสนอจะครอบคลุมเฉพาะ 3 ชั่วโคตร ประกอบด้วย บุพการีหมายถึงพ่อแม่ ลูก และคู่สมรสของลูก หลังจากมีเสียงท้วงติงว่าการบังคับใช้ถึง 7 ชั่วโคตรมีความเข้มงวด และเกิดความยุ่งยากเกินความจำเป็น
ขณะที่ประเด็นความผิดนั้น ในเบื้องต้นกำหนดว่าหากพบผู้กระทำความผิดจะถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน เพื่อชี้มูลและนำสู่ขั้นตอนการฟ้องร้องตามกระบวนการยุติธรรม โดยผู้กระทำผิดมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาตรา 100 ซึ่งทางคณะกรรมาธิการจะเร่งเสนอกฎหมายฉบับนี้ให้กับสปท.เพื่อให้ที่ประชุมลงมติเห็นชอบและนำส่งต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
ส่วนการกระทำ 5 ประการที่อยู่ในข่ายความผิดตาม ร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผลประโยชน์ส่วนรวมฉบับพ.ศ. 2551 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญตีตกไปเมื่อ 6 พ.ย.2551 เนื่องจากองค์ประชุมสนช.ไม่ครบ ประกอบไปด้วย
(1) การกระทำที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(2) การใช้ข้อมูลภายในของทางราชการที่เป็นความลับ
(3) การใช้ทรัพย์สินของราชการหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่นซึ่งไม่มีสิทธิ
(4) การทุจริตในการริเริ่มเสนอจัดทำหรืออนุมัติโครงการของรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
(5) การใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งตนมีอยู่ไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโดยอิสระในการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งอื่นโดยทุจริตไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
ซึ่งถ้าพิจารณามูลฐานความผิดดังกล่าว ก็น่าเกี่ยวข้องกับช่วงก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 โดยเฉพาะในยุครัฐบาลทักษิณซึ่งเกิดกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการออกนโยบายรัฐเพื่อผลประโยชน์เครือญาติมากมาย ซึ่งทุกวันนี้หลายคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว ยังคงมีการฟ้องร้องและค้างอยู่ในชั้นการตามตัวนายทักษิณมาไต่สวนและฟังคำพิพากษา
อาทิเช่น กรณีวันที่ 11 ต.ค. 2555 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อนุมัติออกหมายจับ นายทักษิณ ในคดีที่อัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 27 คน กรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้บริษัท กฤษดามหานคร ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามมาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 และ ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
ซึ่งคดีนี้ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษได้นำสำนวนคดี มาดำเนินการสอบสวนเพื่อหาผู้กระทำผิดเพิ่มเติมตามมูลฐานความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และได้เรียกบุคคลต่าง ๆ เข้าสอบปากคำในฐานะพยาน รวมถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร ซึ่งถูกระบุว่ามีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องเนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับการรับเช็ค 10 ล้านบาท จากนายวิชัย กฤษธานนท์ อดีตผู้บริหารบริษัทกฤษดามหานคร และนายพานทองแท้ได้เข้าไปข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้วเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา หลังจากศาลฎีกาฯได้ชี้มูลความผิดและพิพากษาลงโทษอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยโดยการสั่งจำคุกหลายรายไปก่อนหน้า
นอจากนี้ยังมีกรณี วันที่ 21 ต.ค. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อนุมัติออกหมายจับนายทักษิณ ภายหลังนายทักษิณหลบหนีโทษ จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาทเศษ
โดยองค์คณะศาลฎีกาฯในขณะนั้น มีคำพิพากษาว่านายทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน ได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100(1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง โดยการเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับการกระทำสัญญากับหน่วยงานรัฐ หรือการทำให้ได้มาซึ่งที่ดินรัชดาภิเษกจากกองทุนฟื้นฟูฯของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร คู่สมรสในขณะนั้นนั่นเอง
และรวมถึงกรณี วันที่ 15 ต.ค. 2551ช ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อนุมัติออกหมายจับนายทักษิณ ในคดีทุจริตแปลงสัมปทานมือถือ - ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต ทำให้รัฐเสียหายคิดเป็นมูลค่า 6.6 หมื่นล้านบาท
กรณี วันที่ 16 ก.ย. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกหมายจับนายทักษิณ ในคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงค์) ให้กับรัฐบาลพม่าวงเงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมจากบริษัทในเครือชินคอร์ป เป็นต้น
