"สปท." ฟื้นพ.ร.บ.ผลประโยชน์ทับซ้อน อีกหนึ่งบทเรียนทุจริตจาก "ระบอบทักษิณ" !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


มาถึงอีกหนึ่งประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทิศทางความก้าวหน้าของประเทศไทยที่เร็ว ๆ นี้จะได้มีกฎหมายเกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งกัดกร่อนสังคมไทยมาช้านานใช้บังคับเพิ่มเติมอีกหนึ่งฉบับ   

 

 

 


โดยกฎหมายที่เรากำลังพูดถึงก็คือ   ร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผลประโยชน์ส่วนรวม   ซึ่งเคยมีความพยายามผลักดันมาตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะหายเงียบไปในยุครัฐบาลจากการเลือกตั้ง

 


ทั้งนี้กรณีดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจาก   นายวรวิทย์  ศรีอนันต์รักษา  สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ  (สปท.)   ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  ซึ่งระบุว่า   ที่ประชุมกรรมาธิการได้มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผลประโยชน์ส่วนรวม  ซึ่งสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ก็คือการห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเครือญาติ

 


ส่วนที่มาที่ไปของกฎหมายฉบับนี้  นายวรวิทย์ระบุว่าเคยมีความพยายามผลักดันมาแล้วครั้งหนึ่งในคราวการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  เมื่อปี 2551  ซึ่งร่างกฎหมายกำหนดให้คำว่าเครือญาติที่อยู่ในข่ายต้องห้ามการกระทำที่ขัดต่อการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์  ระบุให้มีความหมายครอบคลุมไปถึงบุพการี อาทิ พ่อแม่  ,  บุตร  ,  ลูกเขย  , ลูกสะใภ้  , ลุง  ,  ป้า  ,  น้า ,  อา , พ่อตา , แม่ยาย , ลูก  , หลาน, เหลน   

 

 

 แต่ศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญเนื่องจากองค์ประชุมของสนช.ไม่ครบ    ทำให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวตกไป   จนมาถึงปัจจุบัน  คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีการนำเสนอกฎหมายดังกล่าวอีกครั้ง  เพราะถือเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น  เพียงแต่กฎหมายที่กมธ.เสนอจะครอบคลุมเฉพาะ 3 ชั่วโคตร  ประกอบด้วย บุพการีหมายถึงพ่อแม่ ลูก และคู่สมรสของลูก  หลังจากมีเสียงท้วงติงว่าการบังคับใช้ถึง 7 ชั่วโคตรมีความเข้มงวด และเกิดความยุ่งยากเกินความจำเป็น

 

 


ขณะที่ประเด็นความผิดนั้น  ในเบื้องต้นกำหนดว่าหากพบผู้กระทำความผิดจะถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน  เพื่อชี้มูลและนำสู่ขั้นตอนการฟ้องร้องตามกระบวนการยุติธรรม   โดยผู้กระทำผิดมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี  หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท   หรือทั้งจำทั้งปรับ   ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาตรา 100   ซึ่งทางคณะกรรมาธิการจะเร่งเสนอกฎหมายฉบับนี้ให้กับสปท.เพื่อให้ที่ประชุมลงมติเห็นชอบและนำส่งต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

 


ส่วนการกระทำ 5 ประการที่อยู่ในข่ายความผิดตาม ร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผลประโยชน์ส่วนรวมฉบับพ.ศ. 2551  ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญตีตกไปเมื่อ  6 พ.ย.2551  เนื่องจากองค์ประชุมสนช.ไม่ครบ  ประกอบไปด้วย

(1) การกระทำที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(2) การใช้ข้อมูลภายในของทางราชการที่เป็นความลับ

(3) การใช้ทรัพย์สินของราชการหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่นซึ่งไม่มีสิทธิ

(4) การทุจริตในการริเริ่มเสนอจัดทำหรืออนุมัติโครงการของรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
 
(5) การใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งตนมีอยู่ไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโดยอิสระในการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งอื่นโดยทุจริตไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

 


ซึ่งถ้าพิจารณามูลฐานความผิดดังกล่าว  ก็น่าเกี่ยวข้องกับช่วงก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549     โดยเฉพาะในยุครัฐบาลทักษิณซึ่งเกิดกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการออกนโยบายรัฐเพื่อผลประโยชน์เครือญาติมากมาย   ซึ่งทุกวันนี้หลายคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว  ยังคงมีการฟ้องร้องและค้างอยู่ในชั้นการตามตัวนายทักษิณมาไต่สวนและฟังคำพิพากษา

 


อาทิเช่น    กรณีวันที่  11  ต.ค.  2555      ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง   อนุมัติออกหมายจับ  นายทักษิณ    ในคดีที่อัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นจำเลยที่  1  กับพวกรวม  27 คน   กรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้บริษัท  กฤษดามหานคร ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ   ตามมาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502   และ  ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 

 


ซึ่งคดีนี้ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษได้นำสำนวนคดี   มาดำเนินการสอบสวนเพื่อหาผู้กระทำผิดเพิ่มเติมตามมูลฐานความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน   และได้เรียกบุคคลต่าง ๆ เข้าสอบปากคำในฐานะพยาน     รวมถึงนายพานทองแท้  ชินวัตร  ซึ่งถูกระบุว่ามีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องเนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับการรับเช็ค 10 ล้านบาท  จากนายวิชัย กฤษธานนท์ อดีตผู้บริหารบริษัทกฤษดามหานคร   และนายพานทองแท้ได้เข้าไปข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้วเมื่อวันที่  2 มี.ค. ที่ผ่านมา     หลังจากศาลฎีกาฯได้ชี้มูลความผิดและพิพากษาลงโทษอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยโดยการสั่งจำคุกหลายรายไปก่อนหน้า

 


นอจากนี้ยังมีกรณี วันที่ 21  ต.ค. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง   อนุมัติออกหมายจับนายทักษิณ    ภายหลังนายทักษิณหลบหนีโทษ  จำคุกเป็นเวลา 2 ปี    ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก  มูลค่า 772 ล้านบาทเศษ  

 


โดยองค์คณะศาลฎีกาฯในขณะนั้น   มีคำพิพากษาว่านายทักษิณ  ในฐานะนายกรัฐมนตรี  ซึ่งได้รับมอบหมายไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน  ได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย  ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  พ.ศ. 2542 มาตรา 100(1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง  โดยการเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับการกระทำสัญญากับหน่วยงานรัฐ  หรือการทำให้ได้มาซึ่งที่ดินรัชดาภิเษกจากกองทุนฟื้นฟูฯของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร คู่สมรสในขณะนั้นนั่นเอง 

 


และรวมถึงกรณี วันที่ 15 ต.ค. 2551ช ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อนุมัติออกหมายจับนายทักษิณ   ในคดีทุจริตแปลงสัมปทานมือถือ - ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต ทำให้รัฐเสียหายคิดเป็นมูลค่า 6.6 หมื่นล้านบาท

 


กรณี  วันที่  16  ก.ย. 2551    ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกหมายจับนายทักษิณ    ในคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงค์) ให้กับรัฐบาลพม่าวงเงิน 4,000 ล้านบาท  เพื่อดำเนินโครงการจัดซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมจากบริษัทในเครือชินคอร์ป    เป็นต้น