ซีเรียสันติภาพกำลังกลับคืนมาสหรัฐที่เคยอ้างก่อการร้ายมีจริงหรือ?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th/html/

 

      กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลง เริ่มถอนยุทโธปกรณ์จากซีเรียแล้วในวันอังคาร ที่ 15 มี.ค. ตามคำสั่งของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ที่ถือฤกษ์ประกาศแผนการสุดเซอร์ไพรส์นี้ ในวันเดียวกับการเริ่มการเจรจาสันติภาพซีเรีย ความเคลื่อนไหวคราวนี้ส่งผลให้ลดบรรยากาศความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย กับตุรกี และราชวงศ์ต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซีย กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ระบุว่า ช่างเทคนิคที่ฐานทัพอากาศเฮไมมีม ของรัสเซีย ในจังหวัดลาตาเกียของซีเรีย เริ่มเตรียมเครื่องบินสำหรับการบินระยะไกลกลับสู่ฐานทัพอากาศรัสเซียแล้ว รวมทั้งมีการลำเลียงยุทโธปกรณ์ขึ้นเครื่องบินเหล่านั้นด้วย ต่อมาในวันเดียวกันก็แถลงอีกว่า ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิด ซู-34 และเครื่องบินขนส่ง ตู-154 อีก 1 ลำ ได้ออกจากฐานทัพอากาศแห่งนั้นมุ่งหน้ากลับบ้านแล้ว
 
 

    คำแถลงเหล่านี้มีขึ้นหนึ่งวัน หลังจากประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ประกาศยุติปฏิบัติการทางอากาศในซีเรีย ที่ดำเนินมา 5 เดือนครึ่ง และช่วยให้กองทัพของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย สามารถยึดพื้นที่สำคัญๆ คืน เป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาสันติภาพ ขณะเดียวกัน จากการที่เป้าหมายหลักของรัสเซียในซีเรียบรรลุผล การถอนกำลังออกจากซีเรีย จึงปูทางให้ปูตินเปลี่ยนไปสวมบทผู้รักษาสันติภาพเต็มตัว และยังช่วยลดการเผชิญหน้ากับตุรกีที่เป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาปกป้องแอตแลนติกเหนือ (นาโต) รวมถึงเหล่าราชวงศ์ผู้ปกครองราชอาณาจักรต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ที่ไม่พอใจปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในซีเรีย
 
  

   สถานการณ์ในซีเรียเริ่มจะคลี่คลายมากยิ่งขึ้น จากสภาวการณ์ยอมถอยของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำของซีเรีย รวมถึงด้านผู้สนับสนุนอย่างรัสเซียที่เริ่มจะถอนกำลัง และลดการปฏิบัติการให้น้อยลงนั่นเอง ดังนั้น มีโอกาสได้ว่าเราจะเห็นสันติภาพกลับคืนสู่ประเทศแห่งนี้อีกครั้ง แต่อาจจะไม่ใช่แค่วันสองวัน อาจจะต้องใช้เวลาอีกเป็นปีหรือมากกว่านั้น ที่สันติภาพอย่างแท้จริงนั้นจะกลับมา แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า คำกล่าวอ้างของสหรัฐ ที่ก่อนหน้านี้ได้อ้างว่าเป็นการต่อสู้กับกระบวนการก่อการร้ายรัฐอิสลามไอเอส แล้วถึงเวลานี้จุดยืนในการต่อสู้กับการก่อการร้ายดังกล่าวในซีเรีย จะยังเดินหน้าหรือไม่ หรือเพียงแค่คำกล่าวอ้างเท่านั้น และท้ายที่สุดเรื่องราวเหล่านี้ก็จะเงียบหาย เหมือนครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นกับอิรักหรือไม่