- 20 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
สำหรับโครงการที่อยู่ในความสนใจเป็นพิเศษ คือ โครงการจัดซื้อนาฬิกาแขวนผนังจำนวน 240 เรือน มูลค่า 14.8 ล้านบาท แม้ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ตัวแทนในฝ่ายของสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย ชี้แจงว่า ตัวเลขงบประมาณกว่า 15 ล้านบาท ไม่ได้เป็นแค่งบประมาณในส่วนของตัวนาฬิกาเพียงอย่างเดียวเพราะยังครอบคลุมไปถึงระบบการเดินของนาฬิกาที่มีการเชื่อมโยงกับดาวเทียมเพื่อให้เกิดความเที่ยงตรง แต่ก็มีประเด็นที่ถูกตั้งขึ้นมาว่ารัฐสภามีความจำเป็นที่จะต้องใช้ระบบดังกล่าวหรือไม่
มาติดตามกันอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากผลพวงความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อนาฬิกาไฮเทคที่มีการติดตั้งทั้งภายในและภายนอกอาคารรัฐสภา จำนวน 240 เรือน มูลค่าโครงการ 14.8 ล้านบาท ล่าสุดเมื่อวานนี้ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย สั่งการให้ถอดนาฬิกาที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนดังกล่าวออกทั้งหมด
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้กลายเป็นหนึ่งในหน่วยราชการที่ถูกจับตามองมากที่สุด ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาในการจัดซื้อจ้างภายในสภาฯ ช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2556 ถึงขั้นที่พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านในเวลานั้นต้องแหวกม่านประเพณีลงมาตรวจสอบด้วยตัวเอง โดยใช้ทั้งกลไกคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี และคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบสภาผู้แทนราษฎร จากเดิมที่การทำหน้าที่ดังกล่าวจะเป็นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งที่สุดแล้วได้มีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหน้าที่ตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป
สำหรับโครงการที่มีการร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. มีอยู่ด้วยกัน 6 เรื่องใหญ่ๆประกอบด้วย
1. การปรับปรุงห้องประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 วงเงิน 36 ล้านบาท
2. การปรับปรุงห้องประชุมยุทธศาสตร์สภาผู้แทนราษฎร วงเงิน 24 ล้านบาท
3. สัญญาจ้างเหมาปรับปรุงลานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 วงเงิน 13.8 ล้านบาท
4. สัญญาจ้างเหมาจัดสร้างห้องจำหน่ายของที่ระลึกสภาและห้องทำงานศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ วงเงิน 3.8 ล้านบาท
5. สัญญาจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน รถไฟและรถ บขส. วงเงิน 2.6 ล้านบาท
6. โครงการจัดซื้อจัดจ้างนาฬิกาแบบแขวนผนัง
ทั้งนี้ความคืบหน้าของการตรวจสอบโครงการทั้งหมดตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้องมายัง ป.ป.ช. นั้น ปรากฏว่ายังไม่มีความคืบหน้ามากนัก เนื่องจาก ป.ป.ช. ยังไม่ได้ดำเนินการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนและทำการแจ้งข้อกล่าวหา โดยที่ผ่านมามีเพียงแค่การส่งเจ้าหน้าที่ระดับผู้อำนวยการสำนักลงพื้นที่รัฐสภาเพื่อดูว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีการก่อสร้างในแต่ละโครงการอย่างไร
ความล่าช้าที่เกิดขึ้นทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องส่งหนังสือทวงถามไปยัง ป.ป.ช. อีกครั้ง ก่อนที่นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะออกมาเป็นผู้รับหนังสือจากพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับยืนยันว่า ป.ป.ช. ยังเดินหน้าตรวจสอบตามปกติเพื่อให้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหา
สำหรับโครงการที่อยู่ในความสนใจเป็นพิเศษ คือ โครงการจัดซื้อนาฬิกาแขวนผนังจำนวน 240 เรือน มูลค่า 14.8 ล้านบาท แม้ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ตัวแทนในฝ่ายของสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย ชี้แจงว่า ตัวเลขงบประมาณกว่า 15 ล้านบาท ไม่ได้เป็นแค่งบประมาณในส่วนของตัวนาฬิกาเพียงอย่างเดียวเพราะยังครอบคลุมไปถึงระบบการเดินของนาฬิกาที่มีการเชื่อมโยงกับดาวเทียมเพื่อให้เกิดความเที่ยงตรง แต่ก็มีประเด็นที่ถูกตั้งขึ้นมาว่ารัฐสภามีความจำเป็นที่จะต้องใช้ระบบดังกล่าวหรือไม่
อย่างไรก็ตามการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ไม่ได้มุ่งเฉพาะเรื่องความจำเป็นของโครงการเท่านั้น แต่กำลังตรวจสอบไปถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยว่า มีความโปร่งใสหรือไม่หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ให้ข้อมูลว่า อาจมีการกระทำในลักษณะที่เป็นการฮั้วประมูล เนื่องจากในทีโออาร์ระบุว่า ผู้ที่จะยื่นซองประกวดราคาต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจและติดตั้งระบบนาฬิกา ทว่าบริษัทที่ชนะการประมูลไม่ได้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับนาฬิกาแต่เป็นบริษัทรับติดตั้งระบบอิเลคทรอนิกส์
จากกรณีตรวจสอบพบข้อสังเกตหลายประการ เกี่ยวกับการว่าจ้างบริษัท ณัฐพงศ์อินเตอร์ จำกัด ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงต้นปี 2556 ให้เข้ามาเป็นผู้รับเหมางานจำนวน 2 สัญญา คือ งานว่าจ้างดำเนินการกำจัดปลวก ยุง มด แมลงสาบและหนู ภายในบริเวณสำนักงานฯสภา วงเงิน 6,158,742 บาท และงานจำกัดขยะ วงเงิน 2,359,350 บาท รวมวงเงิน 8,518,092 บาท โดยทำสัญญาว่าจ้างวันเดียวกัน คือ ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 อาทิ การที่บริษัทแจ้งข้อมูลว่า ทำธุรกิจรับตีเส้นงานจราจร ผลิตป้ายจราจร ขณะที่คนในบ้านซึ่งใช้เป็นสถานที่ตั้งบริษัทแห่งนี้แท้จริงแล้วมีอาชีพเป็นคนขับรถตู้รับส่งนักเรียน
โดยหากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2556 นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ณ ขณะนั้น ให้สัมภาษณ์ยืนยัน ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของกมธ.ฯ พบว่าในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา สภาฯ ได้ใช้วิธีพิเศษว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้ามารับงานจำนวนหลายสิบโครงการ รวมเม็ดเงินมากว่าร้อยล้านบาท ขณะที่บริษัทฯ ที่ว่าจ้างเข้ามาทำงาน มีการตรวจสอบพบข้อพิรุธหลายประการบางรายก็มีอาชีพที่ไม่ตรงกับเนื้องานที่รับจ้าง
“จุดเริ่มต้นที่ทำให้การว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้ามารับงานของสภาฯ มีลักษณะแบบนี้ เป็นเพราะมีคนบางกลุ่มไปทำเรื่องขอแก้ไขระเบียบการประมูลงานของสภาฯ ไม่ต้องทำอีอ็อคชั่น ต่างไปจากข้อกำหนดในระเบียบพัสดุ สภาฯ จึงมักจะใช้วิธีพิเศษจ้างบริษัทเอกชนเข้ามารับงานเอง ซึ่งผมกำลังหาคำตอบอยู่ว่าเรื่องแบบนี้ทำได้หรือไม่”
นายวิลาศ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่เข้ามารับงานของสภาฯ โดยใช้วิธีพิเศษ เช่นบริษัท อิควิปแมน จำกัด ที่เข้ามารับงานนาฬิกา และก่อสร้างห้องจำหน่ายตั๋วโดยสาร พบว่า อาจจะไม่ได้มีการประกอบอาชีพตามเนื้องานที่ประกาศไว้
โดยนายวิลาศกล่าวว่า “ผมให้ลูกน้องโทรศัพท์ไปสอบถามบริษัทแห่งนี้ว่า รับงานก่อสร้างหรือไม่ เขาบอกว่าไม่มีการรับ คำถามก็คือ เมื่อไม่ได้ทำงานก่อสร้างอยู่ แล้วปรากฏชื่อเข้ามารับงานก่อสร้างจากสภาฯ ได้ยังไง ส่วนเรื่องนาฬิกา ผมเข้าไปดูที่บริษัทแล้ว ไม่เห็นนาฬิกาเลย เมื่อไม่มีของในบริษัท แล้วเขาหาของที่ไหนมาส่งให้”
นอกจากนี้นายวิลาศ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ กำลังตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดการว่าจ้างงานทุกโครงการของสภาฯ แม้ว่าจะติดขัดปัญหาเรื่องการส่งมอบข้อมูลทางสภาฯ ที่ล่าช้ามากก็ตาม แต่ในส่วนงานจัดซื้อนาฬิกา คิดว่าข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ น่าจะเพียงพอส่งเรื่องให้ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบได้แล้ว โดยตนจะล่ารายชื่อส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพื่อนำมาใช้ประกอบการส่งเรื่องให้ป.ป.ช.พิจารณาอีกด้วย
“สภาฯ เป็นหน่วยงานที่พิเศษกว่าหน่วยงานอื่น ไม่ควรที่จะมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแบบนี้เกิดขึ้น ผมกับคณะกรรมาธิการเข้าไปตรวจสอบหน่วยงานราชการมาแล้วทุกแห่ง วันนี้เราเข้ามาตรวจสอบสภาฯ ก็พบว่า ปัญหามันดูเหมือนจะเยอะมากกว่าหน่วยงานอื่นๆอีก ถึงเวลาที่เราจะต้องมาไล่กวาดบ้านของเราแล้ว และเชื่อว่า ส.ส.และ ส.ว. คนอื่นก็คิดแบบนี้เหมือนกัน”
“สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นฝ่ายข้าราชการดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว เรื่องแบบนี้ จะต้องมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังด้วย”
โดยล่าสุดวานนี้ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. นายสุชาติ โรจน์ทองคำ ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย สั่งการให้ผู้รับเหมาจากบริษัทอิคลิป แมน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในโครงการปรับปรุงนาฬิกาภายในและภายนอกรัฐสภา จำนวน 240 เรือน มูลค่าโครงการ 14.8 ล้านบาท เข้ามารื้อถอนนาฬิกาดิจิตอลที่ติดตั้งภายในอาคารรัฐสภาและภายนอกโดยรอบอาคารรัฐสภาออก หลังจากที่นาฬิกาไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ตั้งแต่กลางปี 2558 อย่างไรก็ตามนาฬิกาดิจิตอลที่ติดตั้งในรัฐสภานั้นเคยใช้งานไม่ได้ตามปกติมาแล้วครั้งหนึ่ง คือ ช่วงเดือนสิงหาคม 2556 สาเหตุจากความขัดข้องของระบบปฏิบัติงาน แต่ได้รับการซ่อมแซมจนสามารถกลับมาใช้ได้ตามปกติ
แหล่งข่าวจากรัฐสภา แจ้งว่าการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) มีมติให้ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ทบทวนผลการตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการจัดซื้อนาฬิกา เพราะคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบรายงานผลการพิจารณาที่ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ที่มีผลรายงานว่าสำนักงานเลขาธิการสภาฯไม่เสียหาย เพราะยังไม่ได้จ่ายเงินในการจัดซื้อ
ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาได้ให้ความเห็นแย้งว่า เหตุผลสำคัญที่ไม่จ่ายเงินค่าซื้อของเพราะถูกสื่อมวลชนขุดคุ้ยความไม่โปร่งใสจึงทำให้สำนักงานฯ ไม่กล้าจะจ่ายเงิน
ซึ่งการนำเสนอของสื่อมวลนั้นทำให้ภาพลักษณ์ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เสียหายอย่างหนัก ขณะเดียวกันผลการตรวจสอบเรื่องการลงโทษทางวินัยกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องนั้น ได้รายงานว่าได้ลงโทษทางวินัยสถานเบากับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดกับสำนักงานฯ จริง ซึ่งเรื่องการอุทธรณ์ผลการตรวจสอบโครงการดังกล่าวนั้น ก.ร.ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมในด้านการดำเนินงาน ก่อนจะมีมติสั่งการใดๆ อีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป
โดยแหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า "เหตุผลที่ทางสำนักงานรักษาความปลอดภัย สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ให้คนของบริษัทที่ซื้อขายนาฬิกา มาถอดนาฬิกาออกนั้น คาดว่าเพื่อไม่ให้เกิดภาพเสียหายกับภาพลักษณ์ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ และหวังว่าจะทำให้การตรวจสอบรอบใหม่ตามที่คณะกรรมการข้าราชการรัฐสภามีมตินั้นจะทำให้ทุเลาลง"
