- 20 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นที่ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งใกล้จะถึงวันที่ร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเสร็จสิ้นมากขึ้นเท่าไหร่ ฝ่ายการเมืองก็ยิ่งลุกฮือออกโรงดาหน้าถล่มมากขึ้นเท่านั้น รวมทั้งข้อเสนอแก้ร่างรัฐธรรมนูญของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่จะมีการพิจารณาข้อเสนอในวันจันทร์ ที่ 21 มีนาคม นี้ ด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ระบุว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จภายใน 180 วัน ทุกอย่างก็จะยุติลงทันที "
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเมื่อวันเสาร์ถึงข้อเสนอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าไม่ทราบว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเห็นชอบด้วยหรือไม่กับข้อเสนอของ คสช. ตนกังวลถึงเรื่องอำนาจของ ส.ว.ชุดแรก ว่าจะจำกัดขอบเขตอย่างไร หากให้มีอำนาจในการประชุมร่วมตามปกติ แต่หากเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงมติไม่ไว้วางใจหรือไว้วางใจรัฐบาล ตนคิดว่าไม่เหมาะสม
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุ ส.ว.สรรหาชุดแรกนี้ จะช่วยเหนี่ยวรั้งในกรณีที่ ส.ส.ต้องการแก้รัฐธรรมนูญบ่อยครั้งนั้น การให้ ส.ว.เข้ามาถ่วงดุลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญในช่วงแรก เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะอาจมีความกังวลว่าถ้าไม่เปิดโอกาสให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ก็จะมีคนพยายามเข้ามารื้อรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะกำหนดให้ ส.ว.เข้ามามีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจ หรือให้ข้าราชการประจำมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรกรณีนายวิษณุยืนยันแล้วว่า ส.ว.สรรหาโดยตำแหน่งที่มาจากฝ่ายความมั่นคง 6 คนไม่มีพลังในการกำหนดทิศทางของ ส.ว.ทั้งหมด หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ส.ว.เพราะอะไร เหตุผลเช่นนี้มีความขัดแย้งกันในตัวเอง เหตุใดจึงต้องทำให้เสียหลักการของระบบประชาธิปไตยในเรื่องการให้ข้าราชการประจำมาเป็นนักการเมือง
“ขอฝากไป กรธ.ว่า ขอเป็นกำลังใจให้ และขอให้รักษาระบบหลัก เพราะในที่สุดแล้วหากร่างรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับของประชาชน ประชาชนจะสนับสนุน กรธ.ในการลงประชามติ”
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. กล่าวว่า ได้อ่านข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ส่งให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แล้ว จุดน่าสนใจที่สุดอยู่ที่การวิเคราะห์ของ คสช.มากกว่า เรื่องการมี ส.ว.สรรหา 250 คน มี ผบ.เหล่าทัพร่วมเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง เป็นเรื่องปลายเหตุ เพราะ คสช.คงวิเคราะห์แล้วว่าต่อให้เดินตามโรดแมป มีเลือกตั้ง ความขัดแย้งก็จะไม่จบ อาจเกิดการใช้เสียงข้างมากออกกฎหมายนิรโทษกรรมอีก
"ข้อเสนอดังกล่าวเป็นกลไกใหม่ที่ยังไม่เคยเจอ จึงถูกวิจารณ์ แต่คำถามคือบ้านเมืองขณะนี้อยู่ในภาวะปกติหรือไม่ หากมีเดินการขบวนจนเกิดขัดแย้งอีกจะทำอย่างไร อีกทั้งนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกสื่อต่างประเทศบ่อยขึ้น พร้อมบอกว่าจะสู้แน่นอนในสิ่งที่ต้องสู้"
นายสาทิตย์ ต่อว่าหากกลับไปสู่การนิรโทษกรรม มวลมหาประชาชนจะไม่ยอมแน่ โดยทุกคนกำลังหลงประเด็นว่าขณะนี้บ้านเมืองยังปกติอยู่ ควรถามว่าบ้านเมืองปกติหรือไม่ ถ้าไม่ปกติจะทำอย่างไร อยากให้คิดตรงจุดนี้มากกว่าแล้วเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า ตนเห็นว่าควรจะนำเอาไปทำประชามติเพื่อลดความขัดแย้ง เพราะข้อเสนอที่เกี่ยวข้องในเรื่องช่วงเปลี่ยนผ่านที่ได้เสนอต่อ กรธ.ไปแล้ว เช่น นายกรัฐมนตรีคนนอก ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน ซึ่งเท่ากับ 1 ใน 3 ของรัฐสภา ส.ส.500+ส.ว.250 เพื่อป้องกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลือก ส.ส.เขตพวงใหญ่ 3 คน แต่เลือกได้แค่คนเดียว ทำให้ในเขตเลือกตั้งจะมีผู้ชนะได้เป็น ส.ส.แบบเฉลี่ยๆ กันทั้ง 2 พรรคใหญ่ และ 1 พรรคเกิดใหม่
"ผมเห็นว่าควรร่างข้อเสนอนี้เป็นบทเปลี่ยนผ่าน คล้ายบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ และเอาไปเป็นคำถามเพื่อทำประชามติ จะได้ลดความขัดแย้ง ถ้าประชาชนไม่เอา ข้อเสนอก็ตกไป ถ้าประชาชนเอา ข้อเสนอก็จะเป็นรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปตามวิถีประชาธิปไตยเสียงข้างมาก ผมคิดว่ามันลดความขัดแย้งในอนาคตได้ และลดผลกระทบต่อร่างรัฐธรรมนูญหลักที่ได้ทำกันมาไกลมากแล้วด้วย"
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกลว่า คสช.ยื่นข้อเสนอให้สรรหาวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน แล้วมีอำนาจลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้งคณะ หรือเป็นรายบุคคลนั้น เป็นข้อเสนอไม่เป็นประชาธิปไตยที่หนักกว่าร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กรธ. และยังสวนกับความรู้สึกของประชาชน ดังนั้นข้อเสนอดังกล่าวจึงแสดงถึงเจตนาต้องการให้ล้มร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการอยู่
นายจตุพรกล่าวว่า บทบาทการร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง เพราะถ้า กรธ.ร่างไม่เสร็จภายใน 180 วัน ต้องขัดกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อกรกฎาคม 2558 หรือลาออกก่อนกำหนด ย่อมสะท้อนว่าต้องร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ฉะนั้นข้อเสนอ 3 ข้อของ คสช.จึงมีเป้าประสงค์ชัดเจนว่าต้องการให้เกิดเรื่อง แล้วทำให้การร่างรัฐธรรมนูญที่ทำมาต้องยุติลงไปทันที
ประธาน นปช.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ซึ่งตนไม่เชื่อ ประกอบกับนายถาวร เสนเนียม และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แกนนำ กปปส. สนับสนุนที่มานายกรัฐมนตรีคนนอก โดยใช้เสียงจาก ส.ส.จำนวน 3 ใน 5 คือจำนวน 300 คน จากเสียง ส.ส.ทั้งหมด 500 คน ย่อมเป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองของ กปปส.ได้ชัดเจนว่าไม่ต้องการประชาธิปไตย และเลือกยืนข้างนายกรัฐมนตรีคนนอก
"นายวิษณุบอกว่าวันหน้า ส.ว.เปลี่ยนแปลงความคิดได้ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรไม่รับนายกรัฐมนตรี ผมถามนายวิษณุเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูดหรือไม่ ไม่ต้องถามว่าผมจะเชื่อหรือไม่ ประชาชนจะเชื่อหรือไม่ ถามรองวิษณุว่าเชื่อหรือไม่ สองคนนั้นจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้นพรรคการเมืองไหนจะได้เสียงถึง 414 เสียง ซึ่งเป็นเสียงพอดี แต่ความปลอดภัยแล้วต้องได้เสียง 450 เพื่อกันเหนียว ถ้าบอกว่า 3 ใน 5 ของสภาผู้แทนฯ คือเสียง 300 มันอยู่ไม่ได้ เพราะอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ต้องบวกกับวุฒิสภาอีก 250 คน"
นอกจากนี้นายจตุพร ยังกล่าวต่อว่าสิ่งสำคัญคือการแต่งตั้ง ส.ว. 250 คน ซึ่งมีความหมายว่าเป็นพรรคการเมืองของทหาร แล้วให้มีอำนาจอภิปรายลงมติไม่ไว้วางใจ สามารถปลดนายกรัฐมนตรีได้ทุกวัน รวมทั้งการกำหนดกลวิธีเอา 6 ตำแหน่ง ของแม่ทัพนายกองเข้าไปเป็น ส.ว. ด้วย เชื่อว่าจะมีการตั้งปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็น ส.ว. ดังนั้นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแทบไม่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินได้เลย เพราะสั่งการข้าราชการไม่ได้ หากขืนไปสั่งงานอาจถูกปลดด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ส่วนการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็นเขตละ 3 คน แต่กาบัตรเลือกตั้งได้คนเดียว ย่อมเป็นการช่วยพรรคขนาดเล็กให้มีที่นั่งในสภาอันเป็นเป้าหมายชัดเจน เพราะผู้ได้รับเลือกคนที่หนึ่ง สอง และสาม จะมีคะแนนเสียงทิ้งห่างกันอย่างมาก หากนำเสียง ส.ส.มาเชื่อมกับอำนาจ ส.ว. ในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว เมื่อ ส.ส.มี 500 คน บวกกับ ส.ว.อีก 250 คน รวมกันเป็น 750 คน ครึ่งหนึ่งคือ 375 คน ถ้าเปิดอภิปรายรัฐบาลทั้งคณะแล้ว นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ลงมติให้ตัวเองจึงต้องลบไปอีก 36 คน และลบด้วยเสียงประธานสภาฯ กับรองประธานสภาฯ อีก 3 คน ดังนั้นเสียงสนับสนุนรัฐบาลที่ทำให้เสมอตัวได้เป็นจำนวน 414 เสียง
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ข้อเสนอให้มี ส.ว.สรรหา 250 คน เพื่อถ่วงดุลช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีนั้น แสดงว่าหลังช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี จะต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีกอย่างนั้นหรือ หรือแค่เขียนในบทเฉพาะกาล แล้วหลังจาก 5 ปีไปแล้ว ส.ว.จะมาจากวิธีแบบไหน ทำไมจึงไม่ปล่อยเป็นไปตามกลไกระบบรัฐสภา ตามระบอบประชาธิปไตยที่มีการถ่วงดุลอัตโนมัติอยู่แล้ว ซึ่งสามารถให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือยื่นถอดถอนได้ ถือเป็นการถ่วงดุลตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงต้องดูว่าส.ว.มีหน้าที่อะไร และที่ คสช.เสนอ กรธ.นั้น ยังจะให้ส.ว.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีกด้วย ซึ่งจะทับซ้อนกันกับสภาผู้แทนฯ หรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีบางฝ่ายเสนอให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ลาออก เพื่อรักษาศักดิ์ศรีตัวเอง นายสมศักดิ์กล่าวว่า ก็อยู่ที่ว่าจะรักษาศักดิ์ศรีอย่างไร เพราะถ้ามีการเสนอมาแล้ว ไม่ทำตามก็ถือว่ารักษาศักดิ์ศรีเช่นกัน ซึ่งถ้ารัฐบาลไม่เห็นด้วยคงทำวิธีใดวิธีหนึ่งที่จะให้ตกไปเหมือนเดิม
“ถ้าผมเป็นนายมีชัย ก็ไม่น่าที่จะลาออก ถ้าเคารพการทำงานของตัวเองว่าสุจริตใจ สามารถชี้แจงเหตุและผลกับแม่น้ำทั้ง 4 สายได้ ไม่จำเป็นต้องลาออก สู้กันด้วยเหตุด้วยผล ความเป็นจริง เพราะถ้าลาออกก็ยิ่งยุ่งยากมากขึ้นอีก ควรชี้แจงถ้าจะไม่ปฏิบัติตามทั้งหมด ว่าสามารถทำได้ด้วยเหตุผลใด”
เมื่อถามว่า หลายฝ่ายเชื่อว่าเผด็จการยังอยู่อีกนานตามร่างรัฐธรรมนูญ นายสมศักดิ์กล่าวว่า นั่นก็เห็นชัดอยู่แล้ว อย่างการตั้ง ส.ว.สรรหา 250 คน มีอำนาจมหาศาล ทำให้นักวิชาการ นักการเมือง พรรคการเมือง อดที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ฉะนั้นก็ต้องรับฟังว่าทำไม เพราะเขากลัวหลักการระบอบประชาธิปไตยเสีย อย่าไปมองเพียงว่าเขาเป็นนักการเมืองต้องดิ้นรนเพื่อตัวเอง ทุกคนต่างเคารพประชาธิปไตยสากลทั้งนั้น
นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ข้อเสนอ คสช.นี้ มี ผบ.เหล่าทัพเข้าร่วมโดยตำแหน่งอีก 6 คน ชัดเจนว่าต้องการเข้ามาคุมอำนาจ หากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เขียนตามทั้งหมด รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะบริหารงานไม่ได้ ทำอะไรไม่ถูกใจ จะถูกเขี่ยทิ้งด้วยน้ำมือ ส.ว.สรรหา ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่อไปจะแก้ไขรัฐธรรมนูญยาก
นายดิเรกกล่าวต่อว่า ที่รองนายกรัฐมนตรีบางคน บอกว่าในอดีตแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอย่างเฟอะฟะ คงพูดอย่างเข้าใจผิด ที่ผ่านมาแก้จุดที่ขัดหลักสิทธิเสรีภาพประชาชน อะไรที่ผิดหลักการ ควรจะแก้ถูกต้องหรือไม่ การวางเกมให้ ส.ว.สรรหา คุมให้การแก้รัฐธรรมนูญ ทำยาก มันผิดหลักการรู้สึกเป็นห่วง การมี ส.ว.สรรหา มาคุมเกม ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญ คุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เท่ากับวางหมากแยบยล จะเป็นชนวนเริ่มต้นขัดแย้งรอบใหม่ ไม่อยากให้ กรธ. คล้อยตาม ควรเขียนสร้างระบบให้เป็นสากล เน้นปราบทุจริตจริงจัง แล้วพัฒนาคนเข้ามา อย่าถอยหลังสู่อดีต บ้านเมืองเราเดินมาสู่ประชาธิปไตยแล้ว ถ้าย้อนยุคกลับไปไม่มีทางจบ สุดท้ายก็ปฏิวัติอีก
