- 20 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ดูเหมือนสถานการณ์ที่ซีเรียจะเริ่มดีขึ้นหลังจากมีการใช้มาตรการหยุดยิงไปตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ปฏิกิริยาของรัสเซียซึ่งถือว่าเป็นแกนนำหลักกับสหรัฐในการใช้มาตรการหยุดยิงในซีเรีย ก็ออกมาแสดงปฏิกิริยาด้วยการถอนกำลังทหารออกจากซีเรีย แต่ยืนยันว่าพร้อมกลับเข้าไปยังซีเรียได้ตลอดเวลา ขณะที่ในวันนี้กองทัพรัสเซียปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในเมืองโบราณพัลไมราของซีเรีย เพื่อช่วยเหลือทหารของรัฐบาลดามัสกัสในการกระชับพื้นที่คืนจากกลุ่มไอเอส
กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกแถลงการณ์ เรื่องปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในเขตน่านฟ้าของเมืองพัลไมรา ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกตั้งอยู่ทางตอนกลางของซีเรีย วันละ 20-25 เที่ยว เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดินของกองทัพซีเรีย ทั้งนี้ รายงานไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อใด แต่ได้รับการเปิดเผยเพียง 1 วัน หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แถลง แสดงความหวังเรื่องการกระชับพื้นที่เมืองพัลไมราคืนจากกลุ่มไอเอสให้ได้โดยเร็ว ขณะที่กลุ่มไอเอสอ้างเรื่องการสังหารโหดทหารรัสเซีย 5 นายระหว่างปฏิบัติการที่เมืองพัลไมราด้วย แต่ทำเนียบเคลมลินยังคงสงวนท่าทีต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว ในวันเดียวกัน พ.อ.แพทริค ไรเดอร์ โฆษกศูนย์บัญชาการกลางของสหรัฐ ในสังกัดกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน ) หรือ “เซนต์คอม” แถลงว่าจากการจับตาความเคลื่อนไหวของรัสเซียในซีเรียอย่างใกล้ชิด พบว่าไม่มีเครื่องบินรบของกองทัพรัสเซียปฏิบัติการโจมตีทางอากาศตลอดทั้งสัปดาห์นี้ แต่สถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเมืองพัลไมราทำให้เพนตากอนอนุมานได้ว่า รัฐบาลมอสโกยังคงกำลังพลและสรรพาวุธที่สำคัญเอาไว้ โดยกองทัพรัสเซียปฏิบัติการทางทหารในซีเรียตั้งแต่วันที่30 ก.ย. ปีที่แล้ว หลังได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจากประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด โดยรัฐบาลมอสโกระดมทหารมากกว่า 4,000 นาย พร้อมยานยนต์หุ้มเกราะ ปืนใหญ่รถถัง เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดหลายสิบลำ และสำคัญที่สุด คือระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน “เอส 400
ซึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย มีคำสั่ง ให้กระทรวงกลาโหมเริ่มถอนกำลังทหารออกส่วนหลักจากซีเรีย ตั้งแต่วันอังคาร (15 มี.ค.) โดยคำสั่งมีขึ้นกว่า 5 เดือนหลังจากปูตินสั่งปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในซีเรีย เพื่อช่วยเหลือกองทัพซีเรียของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ที่เป็นพันธมิตรยาวนาน โดยสถานีโทรทัศน์ทางการรัสเซีย แพร่ภาพออกอากาศ ขณะปูตินสั่งการต่อนายเซอร์เก ชอยกู รมว.กลาโหมรัสเซีย ว่า ภารกิจของกระทรวงกลาโหมและกองกำลังรัสเซียทั้งหมดในซีเรีย เสร็จสิ้นลงแล้ว ดังนั้นปูตินจึงได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหม เริ่มถอนกำลังส่วนหลักออกจากสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย เริ่มตั้งแต่วันอังคาร (15 มี.ค.) ทำเนียบเครมลินประกาศว่า ปูตินได้โทรศัพท์ถึงอัสซาด เพื่อแจ้งการตัดสินใจของมอสโก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการยุติการแทรกแซงในความขัดแย้งของซีเรีย ที่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2558 แถลงการณ์ของเครมลิน ระบุว่า “ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันว่า ปฏิบัติการของกองทัพอากาศรัสเซีย ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลง ในการต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย นอกจากนั้นยังทำลายโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกลุ่มนักรบ” อย่างไรก็ตาม ปูตินไม่ได้กำหนดกรอบเวลา ในการถอนกำลังทหารให้แล้วเสร็จ และยังกล่าวอีกว่า กองกำลังรัสเซียจะยังคงอยู่ต่อไป ที่ฐานทัพเรือตาร์ตุส และที่ฐานทัพอากาศเฮอไมมิม ในจังหวัดลาตาเกียของซีเรีย.
หากย้อนไปดูงบประมาณทางการทหารของรัสเซียที่ส่งกองกำลังไปใช้ในซีเรียจะพบว่า งบประมาณทางทหารที่ใช้ไปกับปฏิบัติการในซีเรียที่เริ่มตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว อยู่ที่ 33,000 ล้านรูเบิล (ราว 16,866.1 ล้านบาท) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงและเปลี่ยนเครื่องกระสุน ทั้งนี้ ปูตินยืนยันว่ากองทัพรัสเซียจะยังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มไอเอส และ “กลุ่มก่อการร้ายอื่น” ในซีเรียต่อไป พร้อมทั้งให้ ความช่วยเหลือแบบกว้างในด้านอื่นต่อรัฐบาลดามัสกัส ที่รวมถึงการวางแผนการรบนายจอห์น แคร์รี รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แถลงว่า ปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้ายไอเอส ในการสังหารและกวาดล้างประชาชนต่างเชื้อชาติและศาสนาในอิรักและซีเรีย ทั้งชาวคริสเตียนและกลุ่มชาวยาซิดี ซึ่งรวมถึงการ ข่มขืนและนำหญิงสาวจากกลุ่มชนเหล่านี้ไปหาประโยชน์ในธุรกิจค้ากาม จัดเป็นอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
การที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ถอนกำลังทหารออกจากซีเรีย อาจมีสาเหตุสำคัญจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยที่การถูกคว่ำบาตรตลอดจนราคาน้ำมันที่ตกต่ำ ทำให้เศรษฐกิจรัสเซียย่ำแย่ และไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายการเผชิญภัยในซีเรียได้ ขณะเดียวกันสิ่งที่ปูตินคาดหวังว่าจะได้รับจากการเข้าไปมีบทบาทในซีเรีย โดยเฉพาะการหลุดจากฐานะโดดเดี่ยวทางการทูตนั้น ก็บรรลุผลเพียงส่วนน้อยเท่านั้น หากรัสเซียยังคงไม่ถอนทหารออกจากซีเรียอาจจะส่งผลให้รัสเซียต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมากต่อกองกำลังทหารที่ประจำการอยู่ในซีเรีย ขณะเดียวกันปูตินก็ทำให้เห็นแล้วว่า กองทัพพร้อมทุกเมื่อในการนำกองทัพกลับเข้าไปสู่ซีเรียเพื่อช่วยเหลือฝ่ายรัฐบาลซีเรีย อย่างล่าสุดกับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในเมืองโบราณพัลไมราของซีเรีย เพื่อช่วยเหลือทหารของรัฐบาลดามัสกัสในการกระชับพื้นที่คืนจากกลุ่มไอเอส หลังจากนี้ต่อไปสถานการณ์ในซีเรียจะเป็นอย่างไรเมื่อกลุ่มก่อการร้ายเริ่มกลับมาสร้างสถานการณ์อีกครั้ง
