- 22 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เป็นรูปธรรมอีกหนึ่งโครงการภายใต้แนวคิดการสร้างความมั่นคงให้กับผู้มีรายได้น้อยตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย สำหรับโครงการบ้านประชารัฐที่ครม.มีมติเห็นชอบให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าอย่างเป็นทางการแล้ว
โดยข้อมูลดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ( 22 มี.ค.) ได้เห็นชอบโครงการบ้านประชารัฐตามที่กระทรวงการคลังเสนอ นัยว่าเพื่อเป็นการสร้างโอกาสผู้ให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้มีรายได้ไม่แน่นอน ที่ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาที่ไม่สูงมากนัก
ขณะที่องค์ประกอบของการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบ้านประชารัฐ จะอยู่ภายใต้กรอบติกาที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลา 2 ปีนับแต่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบอนุมัติดังนี้
1.เป็นที่อยู่อาศัยทุกประเภท ในราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย ที่สร้างบนที่ดินของตนเอง หรือ ที่ดินของเอกชนผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินของรัฐ ครอบคลุมที่อยู่อาศัยที่สร้างใหม่ สร้างเสร็จพร้อมอยู่ และทรัพย์สินรอการขายของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์รวมทั้งกรมบังคับคดี
2.การซ่อมแซมและ/หรือต่อเติมที่อยู่อาศัยทุกประเภท ในราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย ทั้งที่สร้างบนที่ดินของตนเอง หรือ ที่ดินของเอกชนผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินของรัฐ
ส่วนมาตรการสินเชื่อที่จะนำมาใช้เพื่อโครงการบ้านประชารัฐ มีรายละเอียดและข้อกำหนดว่าด้วยหลักเกณฑ์สำคัญ ๆ สำหรับผู้ร่วมโครงการในระดับบริษัทเอกชนและประชาชนทั่วไป คือ
1.สินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (Pre Finance) ที่จะอยู่ภายใต้การดำเนินการของ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ , ธนาคารออมสิน และ ธนาคารกรุงไทย ในการร่วมกันจัดวงเงินสินเชื่อประมาณ 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน ระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 2 ปี สำหรับการสนับสนุนให้กับเอกชนผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการเคหะแห่งชาติ ที่เข้าร่วมพัฒนาโครงการฯ
2. สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) อยู่ภายใต้การดำเนินการของธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารออมสิน ในการร่วมกันจัดทำโครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน ในวงเงิน 40,000 ล้านบาท ระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 30 ปี สำหรับการรองรับความต้องการขอสินเชื่อใน 2 รูปแบบ ประกอบด้วย
(1) อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษสำหรับกรณีวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อ เช่าซื้อ ก่อสร้าง ราคาไม่เกิน 7 แสนบาทต่อหน่วย และวงเงินสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมและ/หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย วงเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อหน่วย
(2) อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนสำหรับกรณีวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อ เช่าซื้อ ก่อสร้างที่อยู่อาศัย ราคามากกว่า 7 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย
และที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปสำหรับมาตรการว่าด้วยสินเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ ก็คือเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งว่ากันว่าเป็นเงื่อนไขพิเศษเพื่อทำให้การดำเนินโครงการบ้านประชารัฐตอบโจทย์สำหรับผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง
โดยอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดเป็นเงื่อนไขสำหรับสินเชื่อภายใต้โครงการบ้านประชารัฐ สามารถแยกได้เป็น 2 กรณีคือ
1.อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษ กรณีสินเชื่อเพื่อซื้อ เช่าซื้อ ก่อสร้างที่อยู่อาศัย ราคาไม่เกิน 700,000 บาทต่อหน่วย และกรณีวงเงินสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมหรือต่อเติมที่อยู่อาศัยวงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อหน่วย ซึ่งในปีที่ 1 จะคิดดอกเบี้ย 0% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 2% , ปีที่ 4-6 อัตราดอกเบี้ย 5% และปีที่ 7-30 คิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ขณะเดียวกันทางด้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ ยังมีแคมเปญคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) -0.75% และธนาคารออมสินคิดดอกเบี้ย MRRเช่นกันใน อัตรา -1.475%
2.อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน กรณีวงเงินสินเชื่อ เพื่อซื้อ , เช่าซื้อ ก่อสร้างที่อยู่อาศัยราคามากกว่า 700,000 บาท แต่ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย จะคิดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปีที่ 1-3 ที่ 3% , ปีที่ 4-6 คิดอัตรา 5% จากนั้นปีที่ 7-30 สำหรับลูกค้ารายย่อย จะคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เช่นเดียวกันในกรณีนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยังมีแคมเปญสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) จะคิดอัตราดอกเบี้ย -0.75% ส่วนธนาคารออมสิน คิดอัตราดอกเบี้ย MRR ที่ -1.475% ด้านลูกค้าสวัสดิการจะใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว โดย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ คิดอัตราดอกเบี้ย MRR -1% และธนาคารออมสิน คิดดอกเบี้ย MRR ในอัตรา -1.725%
ที่สำคัญสำหรับประชาชนที่สนใจร่วมโครงการบ้านประชารัฐสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดและยื่นความจำนงเข้าร่วมได้ทั้ง 2 ธนาคาร คือ ธนาคารออมสิน และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (23 มี.ค.) เป็นต้นไปจนกว่าจะครบวงเงินสินเชื่อที่กำหนด
ขณะที่ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า จากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ( 22 มี.ค.) ทางธนาคารออมสินได้เตรียมจัดสรรวงเงิน 20,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการไม่เกิน 2 ปี ปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนทั่วไป สำหรับซื้อบ้านใหม่หรือที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ และทรัพย์สินรอการขาย (NPAs) ของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ หรือบ้านมือสอง ที่เข้าร่วมโครงการบ้านประชารัฐเท่านั้น (ที่ดินพร้อมบ้าน หรือห้องชุด) ไว้แล้ว แต่มีข้อแม้สำคัญว่าจะต้องเป็นบ้านหลังแรก หรือจะกู้เพื่อปลูกสร้างบ้าน รายละไม่เกิน 1.5 ล้านบาท รวมทั้งการปล่อยกู้เพื่อต่อเติม/ซ่อมแซมบ้านในที่ดินของตนเอง วงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนหลักเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อก็จะเป็นแบบมาก่อนได้ก่อน และเมื่อหมดวงเงินจะถือว่าเป็นอันสิ้นสุดโครงการ
ทางด้าน นางไลวรรณ ปองเสงี่ยม รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ระบุว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจหลักในการให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ได้รับมอบหมายจากภาครัฐให้สนับสนุนสินเชื่อ “โครงการบ้านประชารัฐ" ในวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท แยกเป็น สินเชื่อพัฒนาโครงการ (Pre Finance) วงเงิน 10,000 ล้านบาท และ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) สำหรับประชาชนทั่วไป วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ซึ่งลูกค้ารายย่อยทั่วไปที่สนใจสามารถติดต่อยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้ภายในระยะเวลา 2 ปี หรือ ภายใต้กรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท
