- 23 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
สถานการณ์ล่าสุด หลังจากที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้หารือเกี่ยวกับข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สาย ซึ่งกรธ.ระบุว่าเป็นการพบกันครึ่งทางและก็ได้แจ้งเหตุผลผ่านไปยัง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เพื่อแจ้งไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้ว
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า เหตุผลที่ปรับแก้ ยึดหลักพิจารณาด้วยเหตุผลที่สามารถเป็นไปได้ เพราะต้องการมุ่งหวังสานต่อปฏิรูปให้สำเร็จ ซึ่ง กรธ. เข้าใจสิ่งที่รัฐบาลมีความกังวล
ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ระบุว่ามั่นใจว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ เพราะทุกฝ่ายเห็นว่า บ้านเมืองมีความสงบแล้ว ควรจะมีการเลือกตั้ง และคสช. ได้กำหนดไว้ในโรดแมปว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 แต่หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน ยังไม่มีการประเมินฐานเสียงของพรรคการเมืองที่จะออกมาคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
และเพื่อให้เกิดความชัดเจนเราจะได้ไปย้อนทวนรายละเอียดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความคิดเห็นต่อข้อเสนอของคสช .
1.วิธีการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ใช้การเลือกตั้งใบเดียว รูปแบบวิธีนับคะแนนตามบทหลักเหมือนเดิม
2.สมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการสรรหาสรรหาจากกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม ซึ่งจะได้ 231 คน จากนั้นให้คณะกรรมการสรรหาของ คสช.คัดเลือกอีกครั้ง ให้เหลือ 50 คน
ขณะที่อีก 200 คนให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา โดยกำหนดให้ ส.ว. 6 คนสามารถเป็นข้าราชการประจำได้
อย่างไรก็ตาม จะไม่ให้ ส.ว.มีสิทธิ์เปิดและลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร
3.ให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี แต่หากไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ กรธ.กำหนดทางออกให้ ส.ส.สามารถเข้าชื่อไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง เรียกประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อยกเว้นรัฐธรรมนูญให้สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีได้ โดยใช้เสียง 2 ใน 3 ของ 2 สภา แล้วให้สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับไปเนื้อหาตอนหนึ่งในเอกสารคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญโดยแม่น้ำ 4 สาย ที่ลงนามโดยพล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความเสียสละของกองทัพ ที่กระโดดเข้ามาเสี่ยงแก้ไขปัญหาของประเทศและนำไปไปสู่อนาคตที่มั่นคง
ซึ่งข้อเสนอทั้ง 3 ของแม่น้ำ 4 สาย มีที่มาอันเป็นสาระสำคัญ ภายใต้จุดมุ่งหมายขคือ
1.ป้องกันไม่ให้ประเทศชาติกลับไปสู่ความขัดแย้ง
2.ควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช้บริหารประเทศตามอำเภอใจ จนนำไปสู่การทุจริต และขาดธรรมาภิบาล
3.ดูแลให้ประเทศชาติเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
และเพื่อให้เกิดความชัดเจน เราจะได้ย้อนกลับไปดูรายละเอียดข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สาย อีกสักครั้งหนึ่ง
ข้อเสนอจาก คสช. ถึง กรธ. ประกอบด้วย
1.ให้ ส.ว.มาจากการสรรหา 250 คน รวมปลัด กห., ผบ.ทสส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร.) วาระ 5 ปี ไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ
2.การเลือกตั้ง ส.ส.ควรใช้บัตร 2 ใบ ส.ส.เขต 350 คน เขตละไม่เกิน 3 คน ประชาชนเลือกได้ 1 คน บัญชีรายชื่อ 150 คน
3.งดเว้นข้อบังคับเรื่องพรรคต้องแจ้งชื่อผู้ที่จะสนับสนุนเป็นนายกฯ ก่อนเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ข้อเสนอคสช.ยังตอกย้ำว่าต้องเดินหนาทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการปฏิรูป ว่า เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ในการยึดอำนาจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงขอเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาระบุว่า อยากจะให้ กรธ.ทบทวนอีกครั้งกับข้อเสนอคสช. โดยเฉพาะที่กำหนดให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นสวโดยตำแหน่งเพราะ ถือเป็นความหวังดีที่ต้องการให้ประเทศหน้าเดินต่อไปโดยไม่สะดุด
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปรับแก้ไขตามข้อเสนอของแม่น้ำ 4 เป็นสัญญาณที่ถูกต้อง แต่ประเด็นเรื่องที่มาสว.โดยเฉพาะที่กำหนดให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นสวโดยตำแหน่งนั้น ถือเป็นความหวังดีที่ต้องการให้ประเทศหน้าเดินต่อไปโดยไม่สะดุด
ทั้งนี้ แต่กรธ.กลับไม่กำหนดในเรื่องนี้ลงไปในบทเฉพาะกาล จึงอาจเป็นปัญหาและยังไม่สามารถตอบโจทย์กับแม่น้ำ 4 สายได้ ส่วนตัวจึงเห็นว่ากรธ.ควรต้องทบทวนอีกครั้ง เพราะมีความจำเป็น
นอกจากนี้ ในส่วนของบัตรเลือกตั้งที่กรธ.ยังคงเดิมให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว และเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี 3 ชื่อ ควรทบทวนอีกครั้งเช่นกัน เพราะมองว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในไทย จึงอาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน ซึ่งกังวลว่าจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ
หากว่าดูเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลของคสช.เป็นที่ชัดเจนว่าคสช.ต้องการให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ และไม่อยากให้ประเทศกลับไปเป็นเหมือนอดีตที่ผ่านมา
แต่ประเด็นข้อเท็จจริงคือการที่คสช.ออกข้อเสนอมาเช่นนี้เพราะที่ผ่านมาเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ต่างไม่เห็นด้วยกับแนวทางร่างรัฐธรรมนูญ ของกรธ.
ยกตัวอย่างเช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การกำหนดโครงสร้าง ส.ว. นอกจากเข้ามาเพื่อควบคุมเสียงของสมาชิก เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความสับสน ทั้งนี้ ยังมองว่าหากกลัวว่าจะเกิดการแทรกแซงทางการเมืองขึ้นก็ควรที่จะแก้ที่ระบบ ไม่ใช่มาเขียนไว้บทเฉพาะกาลให้มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่า มีการสร้างกลไกเพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิได้เป็น ส.ส. เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ที่มาของ ส.ว. ก็มาจากการสรรหาแทนที่จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน
การที่ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่การทำประชามติครั้งนี้นั้นจะไม่ผ่าน
ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับคสช.ที่มุ่งหวังเดินหน้าทำตามโรดแมป และอีก มุมหนึ่งคือหากประชามติไม่ผ่านย่อส่งผลเสียตามมาอย่างแน่นอน
หนึ่งในนั้นที่จะส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดคือ การออกเสียงประชามติที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีดการพิมพ์เอกสารร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อแจกจ่ายประชาชน
ขณะที่ งบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติ กกต.จะใช้งบประมาณในการจัดออกเสียงประชามติ ประมาณ 2,991 ล้านบาท
เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องจับตามองกันต่อไปคือสถานการณ์ทางการเมืองต่อจากนี้ไป จะครุกรุ่นขึ้นหรือไม่ เราจะไปติดตามการวิเคราะห์สถานการณ์ กับคุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้อำนวยการสำนักข่าวทีนิวส์
อย่างไรก็ดีสุดท้ายนี้ ก่อนที่จะถึง 29 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่กรธ.จะสรุปร่างรัฐธรรมนูญส่งครม.
เพราะฉะนั้นต้องจับตาคสช.หลังจากทีกรธ.มีข้อสรุปออกมาแบบนี้คสช.จะทำอย่างไรต่อไป และที่สำคัญต้องดูว่าหลังจากนี้กรธ.จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงข้อเสนอแม่น้ำ 4 สายอีกหรือไม่
