- 23 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสาเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
มาต่อกันที่อีกหนึ่งประเด็นร้อนในขณะนี้นั้นก็คือโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งวันนี้ก็เป็นการไต่สวนพยานโจทก์ ครั้งที่ 5 ซึ่งในครั้งนี้ก็เป็นคิวของนางศิรสา กันต์พิทยา รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. เบิกความในประเด็นการกู้ยืมเงินในโครงการรับจำนำข้าว
โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มี นายชีพ จุลมนต์ เป็นเจ้าของสำนวนคดี นัดไต่สวนพยานโจทก์ ครั้งที่ 5 ในคดีที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โดยวันนี้มีพยานเข้ารับการไต่สวน 1 ปาก ได้แก่ นางศิรสา กันต์พิทยา รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. เบิกความในประเด็นการกู้ยืมเงินในโครงการรับจำนำข้าว
โดยนางสาวศิรสา กันต์พิทยา รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ พยานฝ่ายโจทก์ ได้ตอบคำซักถาม โดยชี้แจงเงินรายได้ ที่ขณะนั้นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ นำเงินไปใช้ในโครงการระบายข้าว ซึ่ง นางสาวศิรสา ยอมรับว่า ได้นำเงินไปใช้ในโครงการกว่า 401,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เกินกรอบ 410,000 ล้านบาทตามกรอบเพดานหนี้สาธารณะที่ตั้งไว้ โดยหลังจากนั้น ได้ทราบว่ามีการกู้เพิ่ม โดยตนยอมรับว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากได้ลาออกจากการเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ไปแล้ว
นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ทางรัฐบาลได้ให้หนี้สาธารณะกู้เงินเพิ่มอีก 270,000 ล้านบาท แต่ไม่สามารถให้กู้ได้ เนื่องจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ยุบสภาไปแล้ว จึงไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันไปยังรัฐบาลหน้าได้
ภายหลังการสืบพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ ครั้งที่ 5 เสร็จสิ้น ครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มารับดอกไม้จากประชาชนที่มารอให้กำลังใจ ซึ่งมีเสียงเชียร์ให้อดีตนายกฯ สู้ ๆ อยู่ตลอด จากนั้นก็ขึ้นรถตู้ โดยปฏิเสธการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน
ด้าน นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผย กรณีที่ศาลตั้งคำถามเกี่ยวกับเงินรายได้จากโครงการระบายข้าวว่าอยู่ในสถานะอะไร เหตุใดจึงนำไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวได้อีก โดย นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ไม่กังวลในเรื่องดังกล่าว เนื่องจาก เจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานยึดตามกฎหมาย สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ได้ จึงไม่ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตามเพื่อความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหนี้สาธารณะให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เราจะไปทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับคำว่า “หนี้สาธารณะ” อีกสักครั้ง
โดยคำว่าหนี้สาธารณะที่ได้ยินบ่อยครั้งมากขึ้นในช่วงที่ประเทศ มีตัวเลขเงินใช้จ่ายสำหรับดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยหลักใหญ่ใจความ ก็คือ เงินที่เกิดจากการกู้ยืมของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายจึงเลือกวิธีการกู้เงินมาใช้จ่าย หรือ นำมาลงทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ อาทิ การก่อสร้างถนนหนทาง ระบบขนส่งมวลชน ระบบประปา ระบบไฟฟ้า หรือ แม้แต่ระบบพลังงาน
ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในทางอ้อมก็จะทำให้ภาคเอกชน มีการขยายกิจการต่างๆ และนำไปสู่การจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในที่สุด จนเมื่อรายได้ประชาชาติเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลก็จะสามารถเก็บภาษีเงินได้จากประชาชนมาชำระหนี้ได้เพิ่มขึ้น
ต้องย้ำว่าโดยหลักการสำคัญของการก่อหนี้สาธารณะ คือ การกู้ยืมเงินของภาครัฐเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในเชิงโครงสร้าง และเมื่อเศรษฐกิจประเทศขยายตัวดีขึ้นแล้ว ภาครัฐก็จะนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีไปชำระหนี้สินเงินกู้ เพื่อไม่ให้หนี้สาธารณะสูงจนเกินความเสี่ยงภาระทางการคลังประเทศ แต่กรณีของหนี้สาธารณะจากโครงการรับจำนำข้าว ทำให้จำเป็นต้องไปลงลึกในวัตถุประสงค์ของการก่อหนี้สาธารณะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยวัตถุประสงค์การก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย
1. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศ คือ ในช่วงที่ประเทศเกิดภาวะเงินฝืดเพราะการกู้ยืมเงินของภาครัฐ หนี้สาธารณะก้อนใหม่ที่เกิดขึ้นก็จะไปทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการจ้างงาน ภายใต้โครงสร้างการผลิตสินค้าและการให้บริการ จนท้ายสุดก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวและกลับมาสู่ภาวะปกติ
2.เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศ กรณีนี้เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อประเทศมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ซึ่งบางช่วงเวลาอาจต้องประสบปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศขาดดุล หรือ เป็นระยะเวลาที่ประเทศมีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศต่ำกว่ารายจ่าย รัฐบาลก็จำเป็นจะต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมาใช้แก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินที่ขาดดุล เพื่อทำให้ประเทศสามารถดำรงรักษาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไว้ได้ โดยไม่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน จนเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ
3.เพื่อใช้จ่ายในกิจการฉุกเฉินหรือรายจ่ายที่มีลักษณะผิดแปลกไปตามรายจ่ายตามปกติ เช่น การกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในการสงคราม การบูรณะฟื้นฟูประเทศหลังสงครามหรือภัยธรรมชาติต่างๆ เป็นต้น
4. เพื่อชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล โดยเมื่อเกิดกรณีรายได้ที่ภาครัฐได้รับการจากภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ มีจำนวนไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในงบประมาณ ก็จะทำให้เกิดภาวะงบประมาณขาดดุลขึ้น ดังนั้น ภาครัฐก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดหาเงินมาชดเชยการขาดดุลดังกล่าว ซึ่งวิธีการหนึ่งที่จะให้ได้เงินมาก็คือ การกู้ยืมเงินจากแหล่งต่างๆ มาชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล
5. เพื่อใช้ในการลงทุนตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งโดยหลักการแล้วก็เป็นการก่อหนี้สาธารณะของประเทศกำลังพัฒนา ที่มีปัญหาในเรื่องระดับการออมของบุคคลในชาติ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากระบบการศึกษาของพลเมืองที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้ภาคการผลิตไม่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ ด้วยการกู้ยืมเงินของภาครัฐจากต่างประเทศมาใช้ในการพัฒนา เพื่อเป็นการยกระดับการครองชีพของประชาชนและทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่หลุดพ้นจากวงจรความยากจน ที่ถือเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
6.เพื่อนำมาหมุนเวียนใช้หนี้เก่า โดยประเด็นนี้เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจากช่วงจังหวะเวลาเมื่อหนี้ประเทศถึงกำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ปรากฏว่ารัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้สินได้ ภาครัฐก็อาจเลือกใช้วิธีการกู้ยืมหนี้ใหม่เพื่อมาชำระหนี้เก่า ซึ่งการกู้หนี้ใหม่เพื่อนำมาล้างหนี้เก่าดังกล่าว ก็เป็นไปเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ให้ภาครัฐมีระยะเวลาเพียงพอที่จะจัดหาเงินมาชำระคืนหนี้ได้ทั้งหมด หรือ เป็นการลดภาระด้วยการชำระคืนดอกเบี้ยเงินกู้ หรือ อาจเป็นการใช้วิธีเปลี่ยนพันธบัตรหรือหุ้นใหม่แทนฉบับเก่า ด้วยอัตราดอกเบี้ยปันผลที่ต่ำกว่าเดิม
จากวัตถุประสงค์ของการก่อหนี้สาธารณะของภาครัฐ ในกรณีการก่อหนี้แต่ละช่วงเวลายังมีหลักการที่ต้องพิจารณาความเหมาะสมควบคู่กันไปด้วยว่าจะต้องเป็นผลดีมากกว่าเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจประเทศ
เริ่มจาก 1.หลักผลประโยชน์ของเงินกู้ ซึ่งหลักข้อเท็จจริงก็เมื่อเกิดการกู้เงิน เงินกู้นั้นก็ต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือ เกิดดอกออกผล หรือ เป็นการกู้เพื่อการลงทุนให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวม โดยเฉพาะถ้าเป็นการกู้เพื่อการลงทุน ก็ต้องเป็นการลงทุนที่เป็นการลงทุนในโครงการที่สามารถให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย หรือ ต้นทุนเงินกู้
2.หลักภาระหนี้ โดยความหมายก็คือ การกู้เงินมาใช้จ่ายจะต้องมีภาระในการชดใช้เงินคืนเงินต้นที่กู้มารวมค่าดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าภาครัฐกู้เงินยิ่งมากเท่าใด ภาครัฐและประเทศก็มีภาระที่จะต้องรับผิดชอบในการชดใช้เงินต้นบวกกับค่าดอกเบี้ยมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น การก่อหนี้จึงมีความจำเป็นจะต้องยึดหลักว่า ต้องไม่ก่อหนี้จนมากเกินไปจนทำให้เป็นภาระหนักต่องบประมาณรายจ่ายประเทศ และดุลการชำระเงินของประเทศ
3.หลักเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลักการข้อนี้สามารถอธิบายได้ว่า เมื่อภาครัฐกู้ยืมเงินจากประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหน เพื่อนำมาใช้จ่ายตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ก็มีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องระมัดระวังไม่ให้การก่อหนี้ภายในประเทศมีปริมาณมากจนเกินไป เพราะการกู้ยืมเงินจากประชาชน อาจทำให้การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนลดลง ผลตามมาก็คือภาวะการขยายตัวเศรษฐกิจประเทศก็จะชะลอตัวลงด้วยเช่นกัน
ในทางตรงข้ามถ้าภาครัฐมีการเร่งชดใช้เงินกู้ภายในประเทศ โอกาสที่ปริมาณเงินในมือประชาชนจะเพิ่มขึ้นก็คือผลตามมา และก็อาจส่งผลทำให้การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มสูงมากขึ้นจนเกินความพอดี ท้ายสุดก็จะกลายเป็นการทำให้เกิดปัญหาระดับราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
มาถึงประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือการก่อหนี้สาธารณะ โดยข้อเท็จจริงแล้วเป็นผลดีหรือผลเสียต่อเศรษฐกิจประเทศ
จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่ามีการสรุปข้อดีของหนี้สาธารณะไว้เป็นข้อๆ ดังนี้
1.สำหรับกรณีที่ประเทศอยู่ในระยะพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรัฐบาลมีรายจ่ายหลายด้านเพื่อรองรับรับการผลิตของประเทศ ทั้งการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ฯลฯ แต่ภาครัฐขณะนั้นมีรายได้ไม่เพียงพอ รวมถึงไม่เหมาะสมที่จะเพิ่มการเรียกเก็บอัตราภาษีจากประชาชน กรณีนี้การก่อหนี้สาธารณะก็ย่อมมีความจำเป็น เพราะหนี้สาธารณะที่ภาครัฐนำมาใช้จ่ายพัฒนาประเทศ จะทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
2.กรณีที่ประเทศเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ก็ย่อมมีความจำเป็นที่ภาครัฐจะพิจารณาเก็บภาษีน้อยลง เพื่อทำให้ประชาชนมีอำนาจซื้อสินค้าและอุดหนุนภาคบริการได้มากขึ้น ขณะที่หนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นเม็ดเงินที่ถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศและกระตุ้นการขยายตัวเศรษฐกิจประเทศ ทดแทนเม็ดเงินจากการจัดเก็บภาษีที่ภาครัฐไม่อาจทำได้เหมือนในสภาวะปกติ
3.กรณีที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือพ้นภาวะสงครามใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นช่วงที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อบูรณะและฟื้นฟูประเทศ รวมทั้งเพื่อทำให้ประเทศฟื้นตัวจากความเสียหายอันเนื่องจากสงครามเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตามเมื่อการก่อหนี้สาธารณะมีแง่มุมที่ดีต่อการพัฒนาประเทศ แต่ขณะเดียวกันการก่อหนี้สาธารณะก็มีข้อเสียเช่นกัน
โดยผลเสียที่ว่าก็ประกอบด้วย
1.อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ในกรณีที่ปริมาณสินค้าและภาคบริการไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างสมดุลกับเม็ดเงินที่ภาครัฐใช้จ่ายลงไปในระบบเศรษฐกิจ
2.อาจทำให้รัฐบาลใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นจากภาครัฐมุ่งแต่ผลดีในการกู้เงินมาใช้จ่าย แต่ขาดความระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย จนทำให้เกิดความผิดพลาดต่อแผนการใช้จ่ายเงินในเรื่องที่ควรประหยัด
3.เป็นภาระแก่ประชาชนส่วนรวม ตามดีลที่เกิดขึ้นกับกำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าว
จากภาพรวมของ “หนี้สาธารณะ” มาถึงผลดีผลเสีย ก็ชัดเจนว่าถึงแม้หลักการก่อหนี้สาธารณะถือเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการพัฒนาประเทศ แต่ขณะเดียวกันถ้ารัฐบาลชุดใดหลงระเริงกับการก่อหนี้สาธารณะอย่างฟุ่มเฟือย หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง “หนี้สาธารณะ” ที่เกิดขึ้นก็จะกลายวิกฤตประเทศไทย เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นแล้วกับหลายประเทศทั่วโลก
โดยในส่วนของประเทศไทยเองที่ผ่านมา ก็มีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่าช่วงอายุรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นช่วงเวลาที่หนี้สาธารณะของประเทศมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2554 ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เริ่มต้นเข้าบริหารประเทศ ปรากฏว่ายอดหนี้สาธารณะขณะนั้นยังอยู่ที่ 4.272 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 41.10 ต่อจีดีพีประเทศ แต่เมื่อรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์สิ้นสภาพจากการเข้ายึดอำนาจโดยคณะคสช.เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา ปรากฎว่ายอดหนี้สาธารณะของไทยได้พุ่งขึ้นไปเป็น 5.533 ล้านล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 46.15 ของจีดีพีประเทศ หรือเท่ากับเป็นการเพิ่มขึ้นของมูลหนี้สาธารณะ ประมาณ 1.261 ล้านล้านบาท ในรอบกว่า 2 ปีที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าบริหารประเทศ
นอกจากนั้นถ้าลงลึกไปในข้อมูลหนี้สาธารณะ ที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐวิสาหกิจประเภทสถาบันการเงิน และรัฐบาลค้ำประกัน จะยิ่งเห็นความชัดเจนที่เกิดขึ้นจากผลการบริหารจัดการภาครัฐในขณะนั้น เพราะมูลหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ในช่วงเดือนตุลาคม 2554 ยังคงมีจำนวนเพียง 6.32 หมื่นล้านบาท แต่พอในช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 ปรากฏว่ามูลหนี้ของธ.ก.ส.ที่รัฐบาลต้องค้ำประกันได้ขยับสูงขึ้นเป็น 4.51 แสนล้านบาท
สอดคล้องกับข้อมูลก่อนหน้านี้ของสำนักบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งระบุว่ามูลหนี้สาธารณะปัจจุบัน มีองค์ประกอบที่เกิดขึ้นจากนโยบายรับจำนำข้าวสูงถึง 6 แสน 6 หมื่น 7 พันล้านบาท โดยเป็นวงเงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันให้ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. จำนวน 4.67 แสนล้านบาท และวงเงินเพื่อรักษาสภาพคล่อง ของ ธ.ก.ส. อีก 2 แสนล้านบาท โดยมีต้นทุนของเงินกู้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 ต่อปี และที่ผ่านมากระทรวงการคลังมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ประการสำคัญการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่ ในเดือนมกราคม 2558 มีการประมาณการณ์ว่าจะขาดทุนเพิ่มจากยอดปิดบัญชี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่มียอดขาดทุนรวม 6 แสน 8 หมื่น 2 พันล้านบาท แบ่งเป็นส่วนภาระการขาดทุนที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวน 5 แสน 1 หมื่น 9 พันล้านบาท เป็นยอดขาดทุนรวม 7 แสน 5 หมื่นล้านบาท จากกรณีที่การระบายข้าวจากโครงการรับจำนำยังทำไม่ได้เต็มประสิทธิภาพและระดับราคาข้าวในตลาดโลกที่ลดลง
