"ศอตช." ยัน !! "ราชภักดิ์" โปร่งใส ไร้หัวคิวโรงหล่อจ่าย "เซียนอุ๊" เป็นค่าที่ปรึกษา - ไม่โยงรัฐ !??

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 


ตามกันที่ประเด็นโครงการอุทยานราชภักดิ์ ที่มีข้อท้วงติงว่าเกิดการทุจริตคอรับชั่น จนทำให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่นำโดยพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐต้องเดินหน้าตรวจสอบ และก็เป็นในวันนี้ ที่ออกมาแถลงข่าวโดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ไล่เรียงถึงประเด็นการตรวจสอบ

 

 

 


โดย สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท. ได้ชี้แจงว่ามีการจ่ายเงินจริง ระหว่างเอกชนและเอกชน ซึ่งทั้งสองให้ข้อเท็จจริงว่าเป็นการจ่ายค่าตอบแทนทางธุรกิจ ที่นำงานมาให้ ในวงเงิน 6-7% ของวงเงินค่าจ้าง เบื้องต้นยังไม่พบข้อพิรุธ

 


ส่วนเรื่องรับเงินบริจาค ทาง สตง.ได้ชี้แจงว่า เดิมใช้บัญชีกองทุนสวัสดิการกองทัพบก มีการแยกเม็ดเงินไม่ให้ปะปนกับเงินในกองทุน ในส่วนของเงินสวัสดิการ  ยืนยันว่าเงินที่บริจาคแยกต่างหากจากเงินที่มีอยู่เดิม เชื่อว่าเงินทั้งหมดเข้าบัญชีอย่างถูกต้อง ซึ่งทางกองทัพได้มีการเตรียมออกใบเสร็จไว้รับรองให้กับผู้บริจาค ทั้งนี้ยอดเงินบริจาคทั้งหมดที่รับผ่านบัญชีจนถึง 31 ธ.ค. 2558  733 ล้านบาทเศษ  เบิกจ่ายไปแล้ว 458ล้านบาท มีเงินในส่วนของการจัดทำเหรียญ เพื่อหารายได้ 105 ล้านบาท คงเหลือ 140 ล้านบาทเศษ ซึ่งตรงกับหลักฐานทางการเงินที่มี

 


สำหรับเรื่องการจัดซื้อต้นไม้ที่อ้างว่าราคาสูงเกินจริงนั้น ยืนยันว่าต้นไม้ได้มาจากการบริจาค ไม่มีค่าจัดซื้อ ส่วนค่าแรงในการปลูกก็ได้รับบริจาคมาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่พบว่ามีการทำผิดแบบแผนราชการ ในส่วนของการตรวจสอบเรื่องเนื้องานว่าครบถ้วนตามสเป็คหรือไม่นั้น จากการตรวจสอบถือว่าได้มาตรฐานตามที่ตั้งไว้ 80% ขึ้นไป เนื้อโลหะที่ใช้หล่อองค์บูรพกษัตริย์สร้าง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปตามแบบ

 


นอกจากนี้ ยังระบุถึงประเด็นข้อสงสัยว่ามีการรับหัวคิวหรือไม่ ว่า จากการตรวจสอบพบ 5 ใน 6 โรงหล่อ มีการจ่ายเงินค่าแนะนำงานให้เซียนอุ๊ ซึ่งระบุว่าเป็นค่าที่ปรึกษาที่เอกชนตกลงกับเอกชน และได้นำเอาเงินมาบริจาค ไม่ใช่เป็นการนำเอาเงินทุจริตมาบริจาคตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้

 


โดยวันนี้ศอตช. ได้เชิญผู้ร้องทั้ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร่วมฟังและซักถาม ประเด็นค่าหัวคิวและการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการใช้งบประมาณทั้งยังย้ำว่า ถ้าประเด็นใดไม่สามารถตอบข้อสงสัยของสังคมได้ จะกลับไปตรวจสอบใหม่ทันที

 


และในขณะเดียวกัน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากที่ฟังการแถลงข่าว กรณี นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำเสื้อแดง ก็ออกมาระบุ เรื่องการหักหัวคิว

 


เพื่อให้คุณผู้ชมได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นในวันนี้ทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็ได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ มาเสนอให้ท่านผู้ชมได้รับทราบ

 


สำหรับงบประมาณการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้

1.งบกลาง 63.57 ล้านบาท

2.เงินบริจาค ยังไม่มีการระบุจำนวนที่แน่ชัด

 


จากการตรวจสอบข้อมูลที่มีการเปิดเผยทั้งผ่านเว็บไซต์ของ ทบ. และหน่วยงานใต้สังกัด, เว็บไซต์ของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และข้อมูลเปิดเผยจากแหล่งอื่นๆ อาทิ จากสื่อมวลชน พบว่า ยอดบริจาคให้กับการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ที่สามารถตรวจสอบได้มี อย่างน้อย 468 ล้านบาท

 


โดยจะอนุมานว่าการบริจาคเงินที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 16 กันยายน 2558 (วันจดทะเบียนจัดตั้ง “มูลนิธิราชภักดิ์” อย่างเป็นทางการ) จะถูกส่งเข้าบัญชีของ “กองทุนสวัสดิการทหารบก”

 


ทั้งหมด แบ่งเป็น1. ข้อมูลที่ปรากฏในเว็บไซต์ของ ทบ. และหน่วยงานใต้สังกัด กว่า 292 ล้านบาท


1.1 ภาพการรับบริจาคของ พล.อ. อุดมเดช จากบริษัทเอกชน ในงานแถลงเปิดตัวการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ที่ บก.ทบ.ประกอบด้วย

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) 100 ล้าน

เครือเจริญโภคภัณฑ์ 80 ล้าน

บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 44.5 ล้าน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 30 ล้าน

 

 


(ชื่อไม่ชัดเจน) 25 ล้าน

บริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง (ชื่อไม่ชัดเจน) … ล้านบาท

บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) 11.8 ล้านบาท

1.2 ข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ของ ทบ. และหน่วยงานใต้สังกัด
การไฟฟ้านครหลวง 1 ล้านบาท


2. ข้อมูลที่ปรากฏในเว็บไซต์ของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง5 มีรายชื่อผู้บริจาครวม 1,288 ราย รวมเป็นเงิน กว่า 55 ล้านบาท


3. จากการระดมทุนผ่านงาน “ราชภักดิ์ Bike and Concert แทนคุณแผ่นดิน” กว่า 80 ล้านบาท

4. ข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะหน้าข่าวประชาสัมพันธ์ กว่า 41 ล้านบาท ประกอบด้วย

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด 30 ล้านบาท

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 5 ล้านบาท

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่องเจ็ด 2 ล้านบาท

เงินจาการจัดงานการกุศลของผู้ว่าราชการ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2.2 ล้านบาท

บริษัท ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 1 ล้านบาท
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 3 แสนบาท

บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) 2 แสนบาท

บริษัท โพลีพลัส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 1 แสนบาท

บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 1 แสนบาท

การไฟฟ้านครหลวง 1 แสนบาท

ขณะที่เงินบริจาคที่ให้ผ่านมูลนิธิราชภักดิ์ ยังไม่สามารถตรวจสอบได้

 


จากการเปิดเผยของ พล.อ. อุดมเดช ก่อนหน้านี้  ยอดเงินที่จะใช้ในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์จะอยู่ที่ราว 800-1,000 ล้านบาท แต่ถึงปัจจุบัน ข้อมูลเรื่องการใช้จ่ายเงินบริจาคเพื่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ที่มีการเปิดเผยอย่างละเอียดมีเพียงค่าใช้จ่ายในการหล่อพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ไทย 7 พระองค์

 


ซึ่ง พล.อ. ธีรชัย เปิดเผยว่า อยู่ที่องค์ละ 41-45 ล้านบาท หรือมียอดรวมระหว่าง 287-315 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมกิจการพลเรือนทหารบก (กร.ทบ.)

 


ตรวจสอบในเว็บไซต์ของ ทบ. และหน่วยงานใต้สังกัด ซึ่งตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103/7 กำหนดให้ต้องเปิดเผยรายการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดรวมถึงการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (เว็บไซต์) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจสอบดูได้ รวมถึงได้เดินทางไปที่ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารของ ทบ. ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 4 ของอาคารสำนักงานเลขานุการกองทัพบก (สลก.ทบ.) เพื่อขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540

 


อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามตรวจสอบโดยใช้ 2 วิธีการดังกล่าว ก็ยังพบโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์เพียง 5 โครงการ รวมทั้งหมด 4 ประเภท ซึ่งทั้งหมดดำเนินการโดยกรมยุทธโยธาทหารบก (ยย.ทบ.) ประกอบด้วย

งานปูหินลานสักการะ บันได และลานชั้นบนรอบแท่นพระบรมรูป วงเงิน 34.9 ล้านบาท

งานสร้างรั้วบริเวณภายในและภายนอกอุทยานราชภักดิ์ (2 โครงการ) รวมวงเงิน 20.2 ล้านบาท

งานติดตั้งหินอ่อนรอบแท่นพระบรมรูป วงเงิน 11.9 ล้านบาท

งานสร้างป้ายทางเข้าและอาคารรักษาความปลอดภัย วงเงิน 7.2 ล้านบาท

 


เมื่อรวมวงเงินการใช้จ่ายทั้ง 2 รายการ ตั้งแต่การหล่อพระบรมรูป การปูลานหิน การสร้างรั้ว การติดตั้งหินอ่อน มาจนถึงการสร้างป้ายทางเข้าและอาคาร รปภ. พบว่ายังมียอดรวมแค่ กว่า 361.2-389.2 ล้านบาท เท่านั้น

 


ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินที่ พล.อ. อุดมเดช ระบุว่าจะใช้ในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ทั้งหมด แสดงว่ายังมีการใช้จ่ายบางรายการที่ “ยังตรวจสอบไม่พบ”

 


การรับเงินบริจาคและใช้จ่ายเงินเพื่อจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์เกิดข้อสงสัยมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งหากพิจารณาจากข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชน ข้อมูลส่วนใหญ่จะมาจากทีมสืบสวนสอบสวน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ขยายผลมาจากการสืบสวนสอบสวนคดีที่กล่าวหาว่า นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอดูหยอง กับพวก แอบอ้างเบื้องสูงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 112 โดยมีข้อสงสัย เช่น

 


โต๊ะจีนรับบริจาคในกิจกรรม “ราชภักดิ์ Bike and Concert แทนคุณแผ่นดิน” มีราคาสูงถึง 1 ล้านบาท

 


ต้นปาล์มที่นำมาปลูกบริเวณอุทยานราชภักดิ์มีราคาสูงเกินจริงถึงต้นละ 1 แสนบาท ทั้งที่ได้รับบริจาคมาฟรีจากสวนนงนุช

 


แต่กรณีที่ถูกตรวจสอบอย่างจริงจังมากคือกรณีการหล่อพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ไทยที่ทีมสืบสวนสอบสวนของ สตช. อ้างว่า มีการหักหัวคิวเกิดขึ้น โดยตัวละครสำคัญที่ทีมสืบสวนสอบสวนของ สตช. กำลังตรวจสอบ คือ เซียนพระ ชื่อเล่นอักษรย่อ “อ.อ่าง” มีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้


1. พระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหง หล่อโดย บริษัท ช.ประติมากรรม อินดัสตรี จำกัด ตั้งอยู่ที่ 30/3 หมู่ 6 ต.วังเย็น อ.เมือง จ.นครปฐม วงเงิน 43 ล้านบาท เซียนพระหักหัวคิว 10%


2. พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวร หล่อโดย บริษัท เอเชีย ไฟน์อาร์ท จำกัด เลขที่ 59/1 ต.บ้านม้า อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา วงเงินยังไม่แน่ชัด ไม่มีการหักหัวคิว


3. พระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์ หล่อโดยบริษัท ร็อคคลา ไฟน์ อาร์ท จำกัด เลขที่ 143 หมู่ 12 ต.ท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เซียนพระหักหัวคิว 10%


4. พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสิน หล่อโดย หจก.ประติมาไฟน์อาร์ท เลขที่ 89 หมู่ที่ 12 กม.58 ถนนกาญจนาภิเษก ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี วงเงิน 44 ล้านบาท เซียนพระหักหัวคิว 10%


5. พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หล่อโดย บริษัท พุทธปฏิมา พรหมรังสี จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 52/25 ถนนพุทธมณฑลสาย 3 เขตทวีวัฒนา กทม. วงเงิน 43 ล้านบาท เซียนพระหัวคิว 4.7 ล้านบาท


6. พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หล่อโดย บริษัท เอเชีย ไฟน์อาร์ท จำกัด เลขที่ 59/1 ต.บ้านม้า อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา วงเงินยังไม่แน่ชัด ไม่มีการหักหัวคิว


7. พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หล่อโดย บริษัท โผนประติมากรรมสากล จำกัด วงเงิน 42 ล้านบาท หักหัวคิว 8 ล้านบาท