จับตา !! โค้งสุดท้าย "ลงประชามติ" หลัง "บิ๊กตู่" พอใจ กรธ. ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ ww.tnews.co.th

 

 

ถึงนาทีนี้แม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญภายใต้การนำของนายมีชัย ฤชุพันธุ์  ในฐานะประธานกรธ.จะคืบหน้าเป็นลำดับ    แต่ในทางกลับกันยิ่งใกล้วันสุดท้ายของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ  ดูเหมือนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะยิ่งมีประเด็นให้ต้องจับตาความเปลี่ยนแปลงแบบนาทีต่อนาที

 

 

 


โดยเฉพาะกับเวทีการประชุมกรธ.สัญจรที่อ.หัวหิน  จ.ประจวบคีรีขันธ์   ซึ่งถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่กรธ.จะพิจารณาภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จเรียบร้อย สอดคล้องกับภาวะการณ์ของประเทศ  ที่อยู่ภายใต้การดูแลของคสช.ซึ่งมีจุดมุ่งหมายทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเปลี่ยนผ่านในช่วงระยะเวลา 5 ปีหลังการเลือกตั้งในปี  2660   

 


และแน่นอนว่าโฟกัสสำคัญของความคืบหน้าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนาทีนี้  กำลังพุ่งตรงไปที่การเฝ้าจับตาว่าร่างรัฐธรรมนูญ  จะมีการปรับแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร  ให้สอดคล้องกับข้อเสนอของแม่น้ำ 4  สาย    ซึ่งเขียนชัดเจนว่าที่ประชุมแม่น้ำ 4 สาย    มีข้อกังวลว่าห้วงเวลาหลังการเลือกตั้งทั่วไป   

 


สิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลได้ดำเนินการไว้ และย่อมส่งผลกระทบกระเทือนบุคคลบางหมู่เหล่า  อาจอาศัยวิถีและกลไกประชาธิปไตยว่ามาจากการเลือกตั้งเป็นข้ออ้างใช้เสียงข้างมากในรัฐสภามุ่งเอาชนะคะคานจนเกิดความเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งรุนแรง  และก่อให้เกิดความไม่ปกติสุขเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

 


ยิ่งไปกว่านั้นหนังสือฉบับเดียวกันนี้   ยังได้ขยายความไว้ด้วยว่า  จากการที่คสช.ได้ติดตามรับฟังความเห็นดังกล่าวและข้อแนะนำจากวงการและภาคส่วนต่างๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และประชาชนอย่างหลากหลายตลอดมา  ทำให้เชื่อได้ว่าสิ่งที่วิตกกังวลมีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้สูง    โดยพิจารณาจากความเคลื่อนไหวและความพยายามของบุคคลบางหมู่เหล่าที่วางแผนเคลื่อนออกมาต่อต้าน ปลุกระดมและแทรกซึมอยู่ทั่วไปเพื่อทำลายความชอบธรรมและขัดขวางการดำเนินการต่างๆ ในการคืนความสงบสุขแห่งประชาชนในขณะนี้

 


ซึ่งถ้าพิจารณาจากข้อเท็จจริงประกอบ  จากแนวทางการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตรและระบอบเครือข่าย   ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่คสช.สะท้อนไปถึงกรธ.ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เลื่อนลอย    และมีเหตุผลที่กรธ.ควรจะพิจารณารับฟังเพื่อดำเนินการตามข้อเสนอ  หรือดำเนินการแต่เพียงบางส่วนหรือไม่อย่างไร     ถ้าต้องการให้ประเทศเกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายที่คสช.วางไว้และประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ยอมรับ

 


และเมื่อถูกถามถึงความเห็นเรื่องการตัดสินใจของกรธ.ต่อข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สาย เป็นสิ่งที่สามารถใช้คำว่าเป็นการพบกันครึ่งทางได้หรือไม่    พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  และ รมว.กลาโหม   ซึ่งมีท่าทีชัดเจนว่าต้องการให้กรธ.พิจารณาข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สายอย่างรอบคอบ 

 


เพื่อทำให้การเมืองประเทศไทยเดินหน้าตามโรดแมป   และประเทศเกิดการปฏิรูปตามวัตถุประสงค์เจตนารมณ์ในการเข้ายึดอำนาจ    ได้เน้นย้ำไปถึงกรธ.อีกครั้งว่า    สิ่งที่เป็นข้อเสนอไปสู่การพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ  ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญไม่ควรใช้คำว่าพบกันครึ่งทาง  แต่ต้องชัดเจนว่าอะไรรับได้  อะไรรับไม่ได้ อะไรเป็นประโยชน์ที่ต้องทำ  และอะไรเห็นไม่เป็นประโยชน์ก็ต้องไม่ต้องทำ

 

 


จากคำพูดของพล.อ.ประวิตรที่ย้ำแล้วย้ำอีก  ถึงความจำเป็นที่คสช.ต้องให้ความสำคัญกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้  ถ้าย้อนกลับไปดูเหตุผล 10 ข้อในการเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557    ก็จะยิ่งชี้ให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ของคสช.ในการนำประเทศเปลี่ยนผ่าน   และทำให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นว่าภาระทั้งหมดนี้ท้ายสุด กรธ.มีเหตุผลรองรับหรือไม่อย่างไร  ในการพิจารณาปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สาย โดยเฉพาะการดำรงอยู่ของ คสช.ฐานะผู้ดูแลประเทศ


1.ความขัดแย้งทางความคิดการเมืองอย่างรุนแรง หยั่งลึกจากระดับประเทศไปถึงระดับครอบครัวคนไทย


2.การใช้อำนาจการปกครองที่กระทำอยู่เดิม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยก และการกระทำผิดของกลุ่มต่าง ๆ ได้อีกต่อไป


3.แนวทางการเลือกตั้งในรูปแบบเดิมมีการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ถ้าเลือกตั้งต่อไปในสถานการณ์เช่นนี้ อาจเกิดปัญหาความวุ่นวายไม่จบสิ้น

4.การชุมนุมทางการเมืองที่มีต่อเนื่องมาถึง 6 เดือน ซึ่งมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางความคิด และการแก่งแย่งผลประโยชน์ทางการเมือง ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา (วิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553 และ พ.ศ. 2556–2557) ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทุกหมู่เหลา ทำให้ประชาชนแตกความสามัคคี จนไม่อาจปรองดองกันได้


5.ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น มีคดีความจำนวนมากอยู่ในชั้นศาล และยังรอกระบวนการยุติธรรมตัดสิน


6.การบังคับใช้กฎหมายปกติต่อปัญหาข้างต้น บังคับใช้ไม่ได้ทุกกลุ่ม ทำให้เกิดความหวาดระแวง เกลียดชังกันในหมู่ประชาชนเป็นวงกว้าง ความเคลื่อนไหวของทุกฝ่าย โดยเฉพาะแกนนำที่มีความผิด ตามกระบวนการยุติธรรม นำไปสู่การยุยงปลุกปั่นแนวร่วมของฝ่ายตน ให้พร้อมที่จะกระทำการใด ๆ ต่อฝ่ายตรงข้ามด้วยความรุนแรง


7.การบริหารราชการแผ่นดินในห้วงที่ผ่านมาไม่สามารถกระทำได้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติ และก่อปัญหาความเดือดร้อนต่อประชาชนทุกระดับจนถึงรากหญ้า


8.การล่วงละเมิดสถาบันฯ ตามมาตรา 112 ทั้งทางลับและเปิดเผย สร้างความไม่พอใจและเกลียดชังของประชาชนโดยรวม ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ


9.การปลุกระดมมวลชนที่มุ่งเอาชนะฝ่ายตรงข้ามโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ทวีความรุนแรงและเป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ


10.ปรากฏชัดว่ามีการจัดตั้งและใช้กองกำลังติดอาวุธรวมถึงการตระเวนอาวุธสงครามจำนวนมาก เพื่อปฏิบัติการอย่างรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้ามของตน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์

 


ต้องยอมรับว่า 10 เหตุผลในการเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่  22 พ.ค. 2557  คือจุดสุกงอมของวิกฤตประเทศ     ซึ่งนำมาถึงจุดที่ทำให้เข้าใจสภาพการณ์การทำหน้าที่ของกรธ.  ซึ่งมุมหนึ่งยอมรับว่าภาระที่คสช.ต้องแบกรับภาระคือภารกิจที่ต้องมีกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน  โดยไม่เขว้เขวไปตามกระแสเสียดสีจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลและคสช.   

 


โดยแนวทางการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ   ตามแนวข้อเสนอคสช.   ในส่วนของโครงสร้างสว.สรรหา   ปรากฎเป็นรายละเอียดสำคัญ ๆ  ดังนี้


1.กำหนดให้มีสว.จำนวน 250 คน แบ่งเป็น
 

(1) สว.สรรหาจำนวน 200    โดยการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำนวน 194 คน   ซึ่งเลือกมาจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะกรรมสรรหาเลือกมาจำนวน 400 คน   พร้อมกับกำหนดให้มีสว.โดยตำแหน่งจำนวน 6 คน  ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม , ผู้บัญชาการทหารสูงสุด , ผู้บัญชาการทหารบก ,  ผู้บัญชาการทหารอากาศ  , ผู้บัญชาการทหารเรือ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  โดยกำหนดให้มีบัญชีรายชื่อสว.สำรองจำนวน 50 คนด้วย


(2) สว.จำนวน 50 คน กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปดำเนินการจัดให้มีการเลือกกันเองของผู้สมัครในระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศเพื่อให้ได้ผู้มีความเหมาะสมจำนวน 200 คนก่อน  เสนอให้คสช.คัดเลือกให้เหลือ50 คนเพื่อเป็นสว. พร้อมกับมีบัญชีรายชื่อสว.สำรองอีก 50 คน


2.ที่มานายกรัฐมนตรี จากเดิมที่กำหนดให้รัฐสภาต้องมีมติ 2ใน3 หรือ 500 คะแนนจากสส.และสว.ทั้งหมด 750 คนเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง กรธ.ได้แก้ไขโดยกำหนดให้รัฐสภาต้องมีมติ 3ใน5 หรือ 450 คะแนนจากสส.และสว.ทั้งหมด 750 คน

 


ขณะเดียวกัน   นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรธ.   ยังได้แถลงเพิ่มเติมว่า คุณสมบัติของสว.ในกลุ่ม 200 คน  จะใช้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งสว.ตามบทหลักในรัฐธรรมนูญ แต่จะให้บุคคลที่เคยเป็นรัฐมนตรีสามารถมาเป็นสว.ได้ด้วย และในกรณีของผู้ที่เป็นสว.โดยตำแหน่งนั้น   หากเกิดกรณีที่ผู้นำเหล่าทัพคนใดพ้นจากตำแหน่ง  จะเปิดให้คนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งแทนในเหล่าทัพเข้ามาเป็นสว.

 


นอกจากนี้กรธ.ยังกำหนดให้ต้องดำเนินการจัดทำกฎหมายปฏิรูปประเทศให้เสร็จภายใน 120 วันนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับใช้  และในช่วง 5 ปีแรกจะต้องเริ่มการปฏิรูปประเทศ    โดยสว.มีหน้าที่ติดตามและผลักดันให้เกิดการปฏิรูปประเทศในช่วง5ปีแรก    ทั้งนี้ กำหนดให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรายงานเรื่องการปฏิรูปประเทศต่อวุฒิสภาทุก 3 เดือน   

 


โดยวุฒิสภาทำหน้าที่รับทราบเท่านั้น ไม่สามารถลงมติได้ นอกจากนี้ยังมีแนวทางให้รัฐสภาร่วมกันพิจารณาร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศด้วย    โดยก่อนจะกำหนดว่ากฎหมายใดเข้าข่ายเป็นกฎหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศหรือไม่นั้นจะมีคณะกรรมการที่มาจากผู้บริหารระดับสูงของรัฐสภาและตัวแทนของคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่พิจารณา

 


ถึงตรงนี้คงเห็นได้ชัดเจนว่าข้อเสนของแม่น้ำ 4 สายจำนวน 3 ข้อ  ทางกรธ.อาจไม่ได้ดำเนินการทุกบริบทที่แม่น้ำ 4 รายนำเสนอ    ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีทั้งคนรู้สึกเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคสช.รับไม่ได้กับมติของกรธ.  และคนที่เห็นว่ามติกรธ.ใกล้เคียงกับสิ่งที่แม่น้ำ 4 สายเสนอไป  แต่ที่สุดแล้วบุคคลที่จะชี้ชัดว่ามติกรธ.สามารถยอมรับได้หรือไม่  อย่างไร      ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.   ซึ่งล่าสุดเดินทางกลับจากการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1  แล้วแสดงความเห็นในเรื่องนี้