- 25 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เรื่องที่สำคัญที่สุดในประเทศไทยในนาทีนี้ ที่หนีไม่พ้นคือเรื่องของ ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าจะปรับแก้บทเฉพาะกาล ให้เป็นไปตามข้อเสนอของ คสช. หรือไม่
ทั้งนี้ตามโรดแมปที่ ถูกกำหนดเอาไว้ระบุว่า จะต้องจัดทำร่าง รธร. ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 มีนาคมนี้เพราะฉะนั้นโฟกัสสำคัญจึงไปหยดอยู่ที่การประชุมของกรธ .
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงกรณีการใช้เสียง 3 ใน 5 ของรัฐสภาเปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ว่า เป็นความผิดพลาดจากการพิมพ์เอกสาร ที่ตนพิมพ์ผิดแล้วไม่มีใครกล้าทักท้วง ยืนยันว่า ยังคงใช้เสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภาเหมือนเดิม ยอมรับว่าที่ผ่านมา ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะช่วงการปรับบทเฉพาะกาล
และเมื่อปรับแก้แล้ว นายกรัฐมนตรีก็พอใจกับการปรับแก้ไขครั้งนี้ และขอย้ำว่าการกำหนดให้ คสช.มีอำนาจเลือก ส.ว.ทั้ง 250 คน ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ เนื่องจาก สว.ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะอำนาจนี้ยังคงเป็นของ ส.ส. แม้ตนจะเป็น 1 ในสมาชิก คสช.แต่จะไม่เข้าร่วมการสรรหา ส.ว.อย่างแน่นอน เพราะไม่ต้องการให้สังคมครหา
ส่วนกรอบเวลาการสรรหา ส.ว. ว่า หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ได้กำหนดให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดให้มีการเลือก ส.ว.แบบไขว้ ให้แล้วเสร็จก่อน 15 วัน ที่จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อให้ คสช.สามารถคัดเลือกพร้อมกับ ส.ว.จำนวนที่เหลือ
ขณะที่ทางด้านของนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แถลงข่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่เป็นวันที่ 3 โดยกล่าวว่าในวันน้นั้น กรธ.ได้ทบทวนจนถึงมาตราที่ 231 แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งทาง กรธ.ไม่ได้มีการปรับหลักคิดอะไรมากมาย เพราะมองว่ามันลงตัวแล้ว คงมีแค่การเพิ่มเติมข้อความที่ดูไม่สมบูรณ์เท่านั้น
นายชาติชายกล่าวต่อว่ากรธ.ได้พิจารณามาตรา 96 ในหมวดรัฐสภา ซึ่งมาตรานี้เกี่ยวกับเรื่องบุคคลต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ที่ผ่านมา กรธ.ได้ระบุว่าผู้ที่ทำกิจกรรมที่ส่งไปในทางให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้ง บุคคลเหล่านี้จะถูกตัดสิทธิ์ กรธ.ก็ได้ระระบุเพิ่มเติมว่าผู้ใดที่มีคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งแม้ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด ก็จะถูกเพิกถอนสิทธ์ ไม่สามารถไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งด้วย
นายชาติชายกล่าวต่อว่ามาตรา 98 ว่าด้วยเรื่องสิทธิ์เรื่องการเป็นแคนดิเดต ส.ส.นั้น ทาง กรธ. ก็ได้เพิ่มข้อความว่าผู้ใดที่เคยพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการงบประมาณ จากกรณีแปรญัตติในลักษณะที่จะทำให้ตนเองได้ประโยชน์จากการใช้งบประมาณนั้นและต่อมาถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน
บุคคลเหล่านี้ก็จะขาดคุณสมบัติในการสมัครเป็นแคนดิเดต ส.ส. ด้วยแม้ว่าคดีจะยังไม่สิ้นสุดก็ตาม นอกจากนี้กรณีที่มีผู้ทำผิด กฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใดก็ตาม อาทิ ส.ส. ส.ว. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและ กรรมการองค์กรอิสระ บุคคลถ้าถูกศาลฎีกาตัดสิน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่สามารถสมัครเป็น ส.ส.ได้ตลอดชีวิต
นายชาติชายกล่าวต่อว่า กรธ.ได้กลับเอาโจทย์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาลองทบทวนดูอีกครั้งหนึ่ง และก็ได้ข้อสรุปว่าคงไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากที่แถลงก่อนหน้านี้ ทั้งในเรื่องของที่มานายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน เรื่องอขง ส.ว.ในช่วงบทเฉพาะกาล 5 ปี ทั้งนี้ขอยืนยันว่าทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ว่าอะไร
อย่างไรก็ตามเป็นที่ น่าสังเกต ว่าการปรับแก้ไขเนื้อหาร่าง รัฐธรรมนูญของ กรธ เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงวันต่อวัน
นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่ง ข้อเสนอ ของกรธ. เมื่อวันที่ 22 สรุปได้3 ข้อเสนอดังนี้
1.เห็นชอบให้มีวุฒิสภาจำนวน 250 คน โดยแบ่งเป็นสว.จำนวน 200 คน มาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาจำนวน 8-10 คนตามที่คสช.กำหนด
ส่วนอีก 50 คนมาจากการเลือกกันเองของส่วนภูมิภาคตามสาขาวิชาชีพ 20 ด้านจำนวน 231 คนก่อนเลือกให้เหลือ50 คนตามหลักเกณฑ์ที่คสช.กำหนด
ทั้งนี้ กำหนดให้บุคคลในคสช.และผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำสามารถเป็นสว.ได้ โดยสว.ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกฯและเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
2.ยืนยันให้ใช้ระบบการเลือกตั้งสส.แบบจัดสรรปันส่วนผสมด้วยการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบตามที่กรธ.ได้กำหนดไว้
3.การเลือกนายกรัฐมนตรี กรธ.ยังคงยืนยันในหลักการที่ให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อว่านายกฯจำนวน 3 คนตามเดิม แต่หากเกิดกรณีสภาผู้แทนราษฎรไม่
สามารถเลือกนายกฯได้ จะต้องมีการเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อลงมติ2ใน3เพื่อของดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง
จากนั้นสภาฯจะเป็นผู้พิจารณาต่อไปว่าจะให้บุคคลใดมาดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยบุคคลนั้นจะเป็นหรือไม่เป็นสส.ก็ได้
เพราะฉะนั้น ท้ายสุดก็ต้องจับตาดูว่ากรธ. มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในบทเฉพาะการอีกหรือไม่ จนกว่าจะไปถึงวันที่ 29 มีนาคม
แต่หากย้อนกับไปพิจารณาถึงเจตนารม แม่น้ำ 4 สาย และ คสช. ก็ได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ทุกสิ่งอย่าง ที่กำลังดำเนินในขณะนี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า ผมไม่ใช่ฝ่ายไหน ต้องดูว่าประชาชนพอใจหรือเปล่า ผมเอาประชาชน ผมไม่สนใจใครทั้งสิ้น ผมทำเพื่อประชาชนไม่ได้ทำเพื่อฝ่ายไหน ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองด้วยซ้ำ ไม่ได้ห่วงตัวเองเลยสักนิด แล้วคุณไม่ห่วงผมหรือ ประเทศชาติคุณก็ไม่ห่วงอีก แล้วตกลงมันจะอยู่กันยังไง แล้วพวกนี้ พวกทหารเขาอยู่กันยังไง เขาเสียสละชีวิตกันมาเยอะแยะ หรือจะตีกันต่อไป ก็ตามใจ และอย่ามาโทษผมก็แล้วกัน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความพอใจต่อร่างรัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เสนอ ว่า เท่าที่ตนได้รับทราบถือว่ารับได้ และไม่ต้องมีอะไรพูดต่อไป เมื่อช่วงเช้า ตนได้ประชุมกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์บอกว่าแม้ข้อเสนอที่ออกมาของกรธ.ไม่ได้ตรงกับที่ครม.เสนอไป แต่เมื่อได้ฟังเหตุผลของกรธ. ก็คิดว่าพอรับได้ จึงไม่ต้องทำอะไรต่อ และไม่ต้องการเสนอหรือผลักดันอะไรเพิ่ม รอดูร่างสุดท้ายในวันที่ 29 มี.ค.นี้
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าเราเน้นความมั่นคงของประเทศชาติในช่วงการเปลี่ยนผ่านเป็นหลัก ฉะนั้น ให้เป็นวิจารณญาณของผู้ใช้สิทธิ นั่นก็คือประชาชนที่มาออกเสียงประชามติ ให้พิจารณาเองว่า เห็นสมควรเข้าใจก็คงจะตามความเห็นของเขา
ส่วนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ระบุว่า "อย่าไปพูดว่า พบกันครึ่งทาง อะไรรับได้ก็รับ อะไรรับไม่ได้ก็ไม่รับ อะไรเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ก็ทำไป อย่าไปพูดว่า ประชาธิปไตย ครึ่งใบ เต็มไป เพราะเราไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ เราขอแค่บทเฉพาะกาล ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี"...
"พูดเป็น เด็กเล่นไปได้ นี่รัฐธรรมนูญ นะ ก็กำหนด 5ปี ไว้แล้ว ก็ตามนั้น ไม่มีลด"
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากคำพูด ทั้ง 3 ท่าน ก็เป็นที่ ชัดเจนเหมือนกัน ว่า คสช. ยึดมั่น ในข้อเสนอของตนเอง ชนิดที่แทบจะไม่สามารถแก้ไขได้เลยด้วยซ้ำ เพราะต้องคงหลักการที่เป็ยเพื่อรักษาผลประโยชน์แก่ประเทศชาติ
เพราะฉะนั้นต้องติดตามอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ว่าจะเดินไปในทิศทางไหน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเข้าใจเราจะได้ไปทบทวนแม่น้ำ 4 สายอีกรอบ
