- 25 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ไม่ว่า คสช. จะขยับไปทางไหน ก็จะถูก ตอบโต้จากฝ่ายตรงกันข้ามว่าสืบทอดอำนาจ หนึ่งในนั้นก็คือ ข้อครหาเรื่องของ ข้อเสนอนายกรัฐมนตรีคนนอก
ซึ่งในวันนี้ กรธ. ได้ระบุในเงื่อนไขว่า หากจะมีนายกรัฐมนตรี คนนอกก็ต้องมีขึ้นหลังจากที่ สภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถโหวดเลือกใครมาเป็นนายกได้ และการโหวดเลือกนายกคนนอกนั้นจะต้องใช้เสียง 2 ใน 3
ทั้งนี้ถ้าหากเราได้พิจารณาจากตัวเลขของ สส. ก็จะพบว่า การที่ใครจะได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นคนในหรือคนนอกบรรดา สส. ที่มาจากพรรคการเมืองเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจไม่ใช่ คสช. หรือ บุคคลอื่น
ทั้งนี้ ตามร่าง รัฐธรรมนูญ ระบุว่า มี สส. ทั้งหมด 500 คน แบ่งออกเป็น
สส. เขต 350
ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150
หากจะใช้เสียงของสภาผู้แทนราษฎร 2 ใน 3 โหวดเลือกให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือ 333 เสียงขึ้นไป
หรือหากใช้เสียงของทั้งสองสภา 2 ใน 3 โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ต้องใช้คะแนนถึง 500 เสียง
จากจำนวนส.ส.500 และ สว.250 รวมกัน 750
คำถามก็คือ ในการโหวตเลือกของสภาผู้แทนราษฎร หากพรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ไม่จับมือกันนายกคนนอกก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะฉะนั้น ท้ายสุดอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนายก ก็จะมีแนวโน้มอยู่กับพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย
ย้อนกลับไปการเลือกตั้ง เมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 การใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ วันที่ 3 กรกฎาคม 2554
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,939,549 คน
ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,220,208 คน คิดเป็น ร้อยละ75.03
บัตรเสีย 1,726,768 บัตร คิดเป็นร้อยละ 4.90
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 958,213 บัตร คิดเป็นร้อยละ 2.72
พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งผู้แทนราษฎร 265 ที่นั่ง
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งผู้แทนราษฎร 159 ที่นั่ง
รวม 424 ที่นั่ง
เพราะฉะนั้นจากตัวเลขสถิติเดิมก็เป็นที่ชัดเจนว่า อาจจะมีนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ต้องใช้เสียง สส. 2 ใน 3 ต้องเป็นการร่วมมือกันระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย
ส่วนสถานการณ์ การเคลื่อนไหวของบรรดานักเลือกตั้งที่ ออกมาต่อต้านร่าง รธน. ในขณะนี้ก็ยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวระบุว่า กรธ.ควรใช้ช่วงเวลาปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ โดยคำนึงถึง 3 หลักการสำคัญ คือ
1.สร้างความสมดุลในอำนาจบนพื้นฐานของนิติรัฐ นิติธรรม โครงสร้างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ องค์กรอิสระและศาล
2.สร้างเสริมกลไกต่างๆ เพื่อให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น หรือไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมา
3. ลดความเคลือบแคลงสงสัยในอำนาจซ่อนรูป
ด้าน นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความเห็นสถานการณ์ทางการเมืองระบุว่า ตามข้อเสนอของ คสช. เราจะมี ส.ว. มาจากกรรมการสรรหาที่ คสช. แต่งตั้ง จำนวน 250 คน มี ผบ. เหล่าทัพที่เป็นโดยตำแหน่ง 6 คน ทำหน้าที่ติดตามการปฏิรูปโดยรัฐบาลต้องรายงานผลให้ ส.ว. ทราบทุก 3 เดือน เพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ที่ผมติดใจคือสองปีที่รัฐบาลนี้อ้างการปฏิรูป แต่ก็ไม่มีผลงานหรือความคืบหน้าจนต้องขอขยายเวลาไปอีก 5 ปี พอเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับจะให้รายงานทุก 3 เดือน
นอกจากนี้หากมีกฎหมายเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม หรือแก้ไขการกระทำบางอย่างให้ไม่ต้องรับผิด ถ้ามีการยับยั้งให้พิจารณากฎหมายร่วมกันทั้งสองสภา แต่พอเป็นการล้างผิดให้ คสช. กับพวกซึ่งรวม กรธ. ด้วยกลับไม่ยอมให้ใครคัดค้าน ส่วนองค์ประชุมการเสนอชื่อคนนอกเป็นนายก กรธ. ลดให้จากเดิม 500 เหลือ 450 ทำกันได้ขนาดนี้ไม่มีความอายบ้างเลยหรือ
ขณะที่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (โอเอชซีเอชอาร์) ออกแถลงการณ์ แนะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ของไทยปรับปรุง 11 ข้อ
1.ความแตกต่างระหว่างพลเมืองและผู้ที่ไม่ใช่พลเมือง ในหัวข้อ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนไทย ควรปรับให้มีการรับประกันการปกป้องสิทธิทั้งของพลเมืองไทยและที่ไม่ใช่พลเมืองไทยโดยเท่าเทียมกัน
2.สิทธิความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ มาตรา 27 ของร่างฉบับปัจจุบัน ควรเพิ่มการไม่เลือกปฏิบัติให้ครอบคลุมทั้งเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา รสนิยมทางเพศ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สัญชาติ ชาติพันธุ์ ภูมิหลังทางสังคม ทรัพย์สิน ลักษณะทางกายภาพหรือภาวะทางสุขภาพ อายุ สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ภาวะทุพพลภาพ สถานภาพสมรส ชาติกำเนิด หรือสถานะอื่นๆ
3.สิทธิที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมทางอาญา ร่างมาตรา 28 และร่างมาตรา 29 ควรปรับปรุงให้ครอบคลุมสิทธิต่างๆ ตามข้อ 9 และข้อ 14 ของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์)
4.สิทธิความเป็นส่วนตัว ร่างมาตรา 32 ควรได้รับการปรับปรุงให้รวมบทบัญญัติที่รับประกันการคุ้มครองจากการเข้าแทรกแซงความเป็นส่วนตัวโดยพลการ
5.สิทธิในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเสรี ร่างมาตรา 34 ควรรวมบทบัญญัติที่รับประกันให้มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกแทรกแซง และรวมถึงการรับประกันสิทธิในการเสาะหาและรับข้อมูลสำคัญตามที่ระบุไว้ในข้อ 19 ของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
6.สิทธิในการชุมนุมโดยสงบและสิทธิในการรวมกลุ่ม ร่างมาตรา 42 วรรค 2 และมาตรา 44 วรรค 2 ควรปรับให้การจำกัดสิทธิในเรื่องดังกล่าวไม่เพียงต้อง “เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ” เท่านั้น แต่ต้องกระทำ “เท่าที่จำเป็น” ตามข้อ 21 และ 22 ของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
7.สิทธิที่จะได้รับการเยียวยา ควรคงไว้ซึ่งมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550
8.สิทธิในการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ อาทิ สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง สิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้แทนของพลเมืองต้องมาจากการเลือกอย่างเสรีของประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่แท้จริงและจัดขึ้นตามวาระ สมาชิกของทั้งสองสภาต้องมาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งต้องปกป้องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง และสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง
9.สิทธิชุมชน ควรคงไว้ซึ่งมาตรา 12 ของรัฐธรรมนูญปี 2550
10.บทบัญญัติว่าด้วยการเปลี่ยนผ่าน ควรตัดทิ้งร่างมาตรา 257 เพื่อไม่ให้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวยังคงมีอยู่ต่อไปหลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
11.กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและรัฐบาลควรดำเนินการให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครอบคลุมและเปิดกว้างให้มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ประชาชนชาวไทย ควรมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบและการรวมกลุ่ม การจำกัดสิทธิประการใดที่ไม่สอดคล้องกับกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ควรยกเลิกโดยทันที
