เฝ้าจับตา! "บทเฉพาะกาล" แก้ไขร่างรธน. กับประเด็นที่สังคมสงสัย - จะนำไปสู่การสืบทอดอำนาจของคสช. หรือไม่!?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


ในวันที่ 29 มีนาคมนี้ เวลา 13.39 น. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือกรธ.จะมีการเปิดเผยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ ออกสู่สาธารณะ ซึ่งต้องจับตามองไปที่บทเฉพาะกาล หลังจากที่แม่น้ำ 4 สาย นำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช.ได้ส่งข้อเสนอไป จนนำมาสู่ข้อถกเถียงว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ และขัดต่อหลักประชาธิปไตยหรือไม่

 

 

 

 

 


แม้ว่าคสช.จะอธิบายถึงเจตนารมณ์ว่า ต้องประคับประคองสถานการณ์ของประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ให้ย้อนกลับไปเหมือนกับช่วงเหตุการณ์ก่อน 22 พ.ค.2557 และเดินหน้าการปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

 


นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรธ.ระบุว่าวันที่ 29 มี.ค.นี้ ที่ห้องประชุม กรธ. อาคารรัฐสภา 3 นายมีชัยและคณะจะแถลงร่างสุดท้ายอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้รัฐบาลในเวลา 13.39 น. จากนั้นจะมอบให้เจ้าหน้าที่นำตัวร่างฉบับสมบูรณ์ให้รัฐบาล 

 


ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่เลือกเวลา 13.39 น. เพราะอะไร นายชาติชาย กล่าวว่า "เป็นเรื่องของตัวเลข ที่มีเลข 9 หมายถึงความก้าวหน้า ถ้าเชื่อไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร"

 


อย่างไรก็ตามเป็นที่ น่าสังเกต ว่าการปรับแก้ไขเนื้อหาร่าง รัฐธรรมนูญของ กรธ. ในบทเฉพาะกาลนั้น เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงแบบวันต่อวัน

 


นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 มีนาคม-24มีนาคม ข้อเสนอ ของกรธ. มีการสรุปและเปลี่ยนแปลงดังนี้

 


1.เห็นชอบให้มีวุฒิสภาจำนวน 250 คน โดยแบ่งเป็นสว.จำนวน 200 คน มาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาจำนวน 8-10 คนตามที่คสช.กำหนด ต่อมามีการกำหนดเพิ่มเติมให้ล็อกที่นั่งสว.6คนให้กับผู้บัญชาการเหล่าทัพและปลัดกระทรวงกลาโหม

 


ส่วนอีก 50 คนมาจากการเลือกกันเองของส่วนภูมิภาคตามสาขาวิชาชีพ 20 ด้านจำนวน 231 คนก่อนเลือกให้เหลือ50 คนตามหลักเกณฑ์ที่คสช.กำหนด ซึ่งต่อมามีการแก้ไขใหม่ ให้คสช.เป็นผู้มีอำนาจเคาะรายชื่อในขั้นตอนสุดท้าย 50 รายชื่อ

 


แต่ประเด็นสำคัญที่กรธ.ไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอของคสช.ก็คือ สว.ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกฯและเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

 


2.ยืนยันให้ใช้ระบบการเลือกตั้งสส.แบบจัดสรรปันส่วนผสมด้วยการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบตามที่กรธ.ได้กำหนดไว้       

 


3.การเลือกนายกรัฐมนตรี กรธ.ยังคงยืนยันในหลักการที่ให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อว่านายกฯจำนวน 3 คนตามเดิม แต่หากเกิดกรณีสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกฯได้ จะต้องมีการเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อลงมติ2ใน3เพื่อของดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง

 


จากนั้นสภาจะเป็นผู้พิจารณาต่อไปว่าจะให้บุคคลใดมาดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยบุคคลนั้นจะเป็นหรือไม่เป็นสส.ก็ได้

 


เพราะฉะนั้น ท้ายสุดก็ต้องจับตาดูว่ากรธ. มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในบทเฉพาะการอีกหรือไม่ จนกว่าจะไปถึงวันที่ 29 มีนาคม

 


แต่หากย้อนกับไปพิจารณาถึงเจตนารม แม่น้ำ 4 สาย และ คสช. ก็ได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ทุกสิ่งอย่าง ที่กำลังดำเนินในขณะนี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

 


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ระบุว่า ผมไม่ใช่ฝ่ายไหน ต้องดูว่าประชาชนพอใจหรือเปล่า ผมเอาประชาชน ผมไม่สนใจใครทั้งสิ้น ผมทำเพื่อประชาชนไม่ได้ทำเพื่อฝ่ายไหน ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองด้วยซ้ำ ไม่ได้ห่วงตัวเองเลยสักนิด แล้วคุณไม่ห่วงผมหรือ ประเทศชาติคุณก็ไม่ห่วงอีก แล้วตกลงมันจะอยู่กันยังไง แล้วพวกนี้ พวกทหารเขาอยู่กันยังไง เขาเสียสละชีวิตกันมาเยอะแยะ หรือจะตีกันต่อไป ก็ตามใจ และอย่ามาโทษผมก็แล้วกัน

 


พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าเราเน้นความมั่นคงของประเทศชาติในช่วงการเปลี่ยนผ่านเป็นหลัก ฉะนั้น ให้เป็นวิจารณญาณของผู้ใช้สิทธิ นั่นก็คือประชาชนที่มาออกเสียงประชามติ ให้พิจารณาเองว่า เห็นสมควรเข้าใจก็คงจะตามความเห็นของเขา

 


ส่วนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม  ระบุว่า "อย่าไปพูดว่า พบกันครึ่งทาง อะไรรับได้ก็รับ อะไรรับไม่ได้ก็ไม่รับ อะไรเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ก็ทำไป อย่าไปพูดว่า ประชาธิปไตย ครึ่งใบ เต็มไป เพราะเราไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ เราขอแค่บทเฉพาะกาล ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี"... 

 


"พูดเป็น เด็กเล่นไปได้ นี่รัฐธรรมนูญ นะ ก็กำหนด 5ปี ไว้แล้ว ก็ตามนั้น ไม่มีลด"

 


ทั้งนี้ หากพิจารณาจากคำพูด ทั้ง 3 ท่าน ก็เป็นที่ ชัดเจนเหมือนกัน ว่า คสช. ยึดมั่น ในข้อเสนอของตนเอง ชนิดที่แทบจะไม่สามารถแก้ไขได้เลยด้วยซ้ำ เพราะต้องคงหลักการที่ต้องเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์แก่ประเทศชาติ

 


 

 

 

เพราะฉะนั้นต้องติดตามอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ว่าจะเดินไปในทิศทางไหน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเข้าใจเราจะได้ไปทบทวนแม่น้ำ 4 สายอีกรอบ

 


1.วุฒิสมาชิก

-จำนวน สมาชิกวุฒิสภาควรมีจำนวนกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือ 250 คน เพื่อให้สามารถรักษาสัดส่วนในการใช้อำนาจหน้าที่บางอย่างร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ


- ที่มา มาจากการสรรหา หรือแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิโดย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง วิธีการควรดำเนินการโดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระเป็นกลาง เป็นที่น่าเชื่อถือตามกฎเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดโดยมีจำนวนประมาณ 8-10 คน


- วาระ 5 ปี (ที่จริงควรมีวาระเท่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือ 4 ปี แต่เพื่อให้มีเวลาเหลื่อมออกไปและต่อเนื่องกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้ามาใหม่สักระยะหนึ่งและสอดคล้องกับช่วงเวลาตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงควรให้มีวาระ 5 ปี)


- คุณสมบัติ เป็นไปตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะกำหนด แต่เพื่อประโยชน์ในการดูแลและพิทักษ์รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองเป็นที่วางใจแก่ประชาชน ในกรณีที่ต้องมีคุณสมบัติว่า “ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ” ควรเปิดให้สามารถแต่งตั้งข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่งซึ่งมิใช่สมาชิกในคณะรักษาความสงบแห่งชาติในปัจจุบัน โดยให้มีจำนวนไม่เกิน 6 คน หรือไม่เกินร้อยละตามสัดส่วนเพียงเล็กน้อย เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งได้และไม่มีอำนาจหน้าที่พิเศษกว่าสมาชิกวุฒิสภาคนอื่นในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งข้าราชการ ก็ให้ผู้นั้นพ้นจากความเป็นสมาชิกวุฒิสภา และให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นคนใหม่เข้ามาเป็นแทน คำว่าสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งในที่นี้มุ่งหมายถึงตำแหน่งอันจะเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงแห่งชาติ ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


- อำนาจหน้าที่ สมาชิกวุฒิสภาประเภทนี้ไม่มีอำนาจหน้าที่เลือกหรือกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แต่ควรให้มีอำนาจหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญดูแลการขับเคลื่อนการปฏิรูป ตามแผนการปฏิรูป แนวนโยบายแห่งรัฐแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติตลอดจนมีส่วนในกระบวนการนิติบัญญัติตามที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดส่วนวิธีดำเนินการตามแผนและนโยบายเหล่านั้นย่อมเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีแต่ละคณะจะเลือกใช้ให้สอดคล้องกับนโยบายของตนหรือตามที่หาเสียงเลือกตั้งไว้ และเพื่อให้วุฒิสภาในวาระแรกนี้สามารถทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญมิให้ฝ่ายการเมืองอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรบิดเบือนเจตนารมณ์หรือฝ่าฝืนความต้องการของประชาชนและยังสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ที่มีธรรมาภิบาลและปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องชอบธรรมเป็นที่พอใจแก่ประชาชน จึงควรให้วุฒิสภามีบทบาทในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจหรืออื่นๆ ตามกติการะบบรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรมตามสมควรในระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวด้วย


อนึ่ง เมื่อกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาในวาระแรกตามบทเฉพาะกาลมีจำนวน 250 คน ตามที่เสนอแล้ว หากจะปรับปรุงให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 102 ในบทถาวรซึ่งจะใช้บังคับในอีก 5 ปีมีจำนวน 250 คนหรือกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเช่นกันก็จะเป็นการสอดคล้องกันทั้งฉบับและสอดคล้องกับความจำเป็นแม้จะยังเป็นเรื่องในวงเวลาต่อไปก็ตาม เว้นแต่อนาคตจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญในส่วนนี้เสียใหม่

 


2.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์

-วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำหนดให้ใช้แบบบัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้น โดยที่มีผู้เสนอเป็นอันมากกว่าควรใช้แบบบัตรเลือกตั้งสองใบ ใบหนึ่งสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (350 คน) อีกใบหนึ่งสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ 150 คน) นอกจากนั้น ในกรณีเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีผู้เสนอให้พิจารณาประเด็นที่ให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้นและมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่เกิน 3 คน แต่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน แล้วเรียงลำดับจากผู้ได้รับคะแนนสูงสุดลดหลั่นลงไปจนได้ครบจำนวนที่ต้องการ ดังที่ใช้อยู่ในบางประเทศ จึงขอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาประเด็นดังกล่าวด้วย ซึ่งอาจกำหนดวิธีการเลือกตั้งในระยะแรกตามบทเฉพาะกาลไว้ให้ต่างจากในบทถาวรก็ได้

 


3.การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

-หลักการในบทถาวรของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 43 และมาตรา 154 ที่ว่าพรรคการเมืองอาจแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 รายชื่อและให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เฉพาะจากรายชื่อดังกล่าวเท่านั้น ข้อนี้ยังเป็นปัญหาโต้แย้งความเหมาะสมและความจำเป็น หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าสมควรจะใช้มาตรการนี้เพื่อให้เป็นที่รู้ล่วงหน้าว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้ใดผู้หนึ่งในบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองแจ้ง


ก็ควรคำนึงด้วยว่าโดยที่เรื่องนี้เป็นมาตรการที่เพิ่งจะนำมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยหลังการเลือกตั้งที่ว่างเว้นมาและอาจเป็นครั้งแรกในโลกด้วย การพยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกติกาสากลเป็นเรื่องจำเป็นแต่การดำเนินการทุกอย่างและโดยทันทีอาจยังไม่เหมาะสมเพราะอ่อนไหวสุ่มเสี่ยงและอันตรายสำหรับระยะเปลี่ยนผ่าน


แม้ปัจจุบันนี้ประชาชนจะมีความรู้ ความคิด มีการศึกษาและประสบการณ์เรียนรู้ความสำเร็จและความล้มเหลวในอดีตมากขึ้น แต่ผลการสำรวจก็แสดงว่าประชาชนอีกไม่น้อยยังมีฐานะความเป็นอยู่ไม่ดี และรอยร้าวที่เกิดจากการเพาะความแตกแยกในอดีตนานปี หรือผลจากความเหลื่อมล้ำในสังคมยังคงฝังใจอยู่ คนเหล่านี้คือผู้ที่จะตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งใหม่และถูกผลักดันให้ออกมาปะทะกัน ดังนั้นการนำกติกาใหม่ๆ มาใช้อาจเป็นอีกกับดักหนึ่งที่ปิดทางออกในยามวิกฤติจนทำให้การเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้


ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเสนอทั้ง 3 ข้อของคสช. โดยพิจารณาจากเจตนารมณ์อย่างละเอียดได้พยายามอธิบายให้เห็นว่า ต้องมีการประคับประคองสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อไม่ให้สถานการณ์ย้อนกลับไปสู่ความขัดแย้ง รุนแรง และควบคุมให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่บริหารประเทศแบบลุแก่อำนาจ ขาดธรรมาภิบาล โดยจะต้องเดินไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติอีกด้วย