- 26 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
วันนี้ 26 มี.ค.59 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ได้มีการประชุมนอกสถานที่เพื่อพิจารณาทบทวนร่างรัฐธรรมนูญสรุปครั้งสุดท้าย ซึ่งนับเป็นวันที่ 4 โดยมีทางด้านของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้จะเป็นการพิจารณาในบทเฉพาะกาล จำนวน 16 มาตรา
โดยนายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรธ. แถลงภายหลังการประชุมว่า เราได้ข้อสรุปว่าร่างรัฐธรรมนูญมีทั้งสิ้น 16 หมวด 279 มาตรารวมบทเฉพาะกาลแล้ว สาเหตุที่ลงท้ายเลข 9 เพราะเป็นตัวเลขที่สวยดี
ทั้งนี้กรธ. สามารถร่างรัฐธรรมนูญตามโจทย์ที่คสช. และรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดไว้และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเปลี่ยนผ่าน รวมถึงเป็นการป้องกันผู้ทุจริตไม่ให้กลับสู่การเมือง ทั้งนี้ เราได้กำหนดหมวดปฏิรูปไว้ชัดเจนว่ามีด้านอะไรบ้าง โดยมีการกำหนดระยะเวลาให้รัฐบาลใหม่เข้ามาต้องดำเนินการภายใน 1 ปีและต้องกำหนดผลสำเร็จในการปฏิรูปเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยไม่มีสภาพบังคับหากรัฐบาลไม่ดำเนินการ เว้นแต่เรื่องการปฏิรูปตำรวจ ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี หากทำไม่ได้ การแต่งตั้งโยกย้ายก็ต้องเป็นไปตามลำดับอาวุโส
นายนรชิต กล่าวต่อว่า สำหรับการเลือกตั้งส.ส.จะเกิดขึ้นภายใน 150วันภายหลังที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับแล้ว คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)
โดยยืนยันว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปตามโร้ดแม็ปของคสช. คือ 6-4-6-4 และหากสนช. สปท. ครม.และคสช.จะลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ต้องลาออกจากตำแหน่งภายหลังรัฐธรรมนูญใช้ภายใน 90วัน ส่วนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอีก 7 ฉบับจะต้องทำให้เสร็จภายใน 8เดือนนับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ทั้งนี้ในส่วนของการเลือกตั้งส.ว.ทางอ้อมจำนวน 200คนก่อนให้คสช.เลือกเหลือ 50คนจะต้องเริ่มกระบวนการก่อนการเลือกตั้งส.ส.15วันโดยให้กกต.ดำเนินการส่วนการสรรหาส.ว.อีก 200คนก็เป็นหน้าที่ของคสช.ดำเนินการต่อไป
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) แสดงความพอใจต่อภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญที่ปรับแก้แล้วเสร็จ แต่ไม่ได้สมหวัง 100 เปอร์เซนต์เพราะต้องร่างให้คนส่วนใหญ่พอใจด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากส่งมอบร่างให้กับนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว กรธ.จะจัดทำร่างรัฐธรรมฉบับย่อ พร้อมภาพประกอบแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยจะขอความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐช่วยแจกจ่าย ทั้งนี้ต้องขอความกรุณาจากประชาชนให้คิดถึงส่วนรวม เพราะรัฐธรรมนูญต้องบังคับใช้กับทุกคนเพื่อหวังผลในระยะยาว จึงอยากให้ประชาชนศึกษาร่างรัฐธรรมนูญก่อนตัดสินใจ โดยมั่นใจว่าหากประชาชนเห็นร่างและทำความเข้าใจอย่างถูกต้องจะต้องพอใจและมีความสุข และหากทุกฝ่ายปฏิบัติตามกลไกลของรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าการปฏิวัติจะไม่เกิดขึ้น
ขณะที่นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เขียนห้ามผู้เคยกระทำผิดต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ลงสมัคร ส.ส.ตลอดชีวิต คนที่มีประวัติ แม้ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แม้แต่การรอลงอาญา แม้ส่อว่าเข้ามาแสวงประโยชน์แก่ตน ก็ควรตัดสิทธิตลอดชีวิต ถือเป็นการปฏิรูป ต่อไปนี้นักการเมืองต้องมือสะอาด เป็นรัฐธรรมนูญขจัดนักการเมืองชั่วร้าย ปราบโกง
นายวันชัย กล่าวว่า ประเด็นที่มา ส.ว. 250 คน ควรสรรหาโดยกรรมการสรรหาก็เพียงพอแล้ว กรรมการสรรหาเป็นใครเขียนให้ชัด สรรหาโปร่งใสดีกว่า วิธีของ กรธ. คนจะได้เห็นว่าไม่ใช่ ส.ว.ของ คสช. ส่วนอำนาจหน้าที่ ส.ว.ที่ให้ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่ไม่มีสิทธิโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น ถือว่าได้ในระดับหนึ่ง ถ้ามี ส.ว.มานั่งดู แต่ไม่มีอำนาจช่วย ส.ส.โหวตรัฐบาลชั่วออกได้ เหมือนสักแต่ว่ามี รปภ.ในระยะเปลี่ยนผ่าน
อย่างไรก็ตาม วันที่ 1 เม.ย. ตนจะอภิปราย เสนอเป็นคำถามควบคู่ไปกับการทำประชามติ ในที่ประชุมใหญ่ สปท.ว่าในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เห็นควรให้รัฐสภามีสิทธิโหวตเลือกนายกฯ และลงมติไม่ไว้วางใจได้ด้วยหรือไม่ มีขยายแนวคิดนี้ไปในสปท.บ้างแล้ว หลายคนเห็นด้วย โดยเฉพาะ สปท.กลุ่มการเมือง
ดุสิตโพลเผยผลสำรวจการรับข่าวพบ ปชช.อยากรู้เรื่อง รธน.มากที่สุด
สวนดุสิตโพลก็ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ส่วนใหญ่ซึ่งผลสำรวจออกมาว่าประชาชนว่าอยากรู้ข่าวการเมือง เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด เช่นเดียวกับอยากพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญและ กังวลการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันต้องระมัดระวังในการพูดเรื่องการเมืองมากขึ้น
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผย ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “พฤติกรรมในการรับรู้และพูดคุยข่าวสารการเมือง” ในระหว่างวันที่ 20 - 24 มี.ค. ที่ผ่านมา จำนวนทั้งสิ้น 1,243 คน
ผลสำรวจ “ข่าวการเมือง ที่ประชาชนอยากรับรู้มากที่สุด” คือ การร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 83.03 %, ความคืบหน้าของการจัดการเลือกตั้ง 81.72 % , การทำงานของ คสช.และรัฐบาล 78.48 % ,การปราบทุจริตคอรัปชั่น มาเฟีย ผู้มีอิทธิพล 68.12 % และการพัฒนาประเทศ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง พัฒนาระบบคมนาคมพื้นฐาน 62.31 %
ส่วนข่าวการเมือง ที่อยากพูดคุยมากที่สุด คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 81.46 % , การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล 80.34 % , คดีนักการเมือง พฤติกรรมของนักการเมือง 75.47 %,การใช้เงินงบประมาณในโครงการต่างๆ 70.62 % และสเถียรภาพ ความมั่นคงของรัฐบาล 64.12 %
สำหรับ ณ วันนี้เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนที่มีรัฐประหาร บรรยากาศในการพูดคุยเรื่องข่าวการเมืองของประชาชนเองเป็นอย่างไร พบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าต้องระมัดระวังมากขึ้น 40.54 %, ปกติ/เหมือนเดิม 32.43 % ,พูดคุยน้อยลง 15.32 % และไม่พูดเลย 11.71 %
ด้านผลสำรวจประชาชนวิตกกังวลเกี่ยวกับ ข่าวการเมืองไทย ในเรื่องอะไรบ้าง พบว่าอันดับ 1 คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การปฏิรูปประเทศ 77.91 % อันดับ 2 คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล 76.70 %
อันดับ 3 คือการทะเลาะเบาะแว้ง ความขัดแย้ง ความไม่สงบในบ้านเมือง 74.15 %
อันดับ 4 คือ การทุจริตคอรัปชั่น ระบบอุปถัมภ์ ใช้อำนาจในทางที่ผิด 73.65 %
และอันดับ 5 การปล่อยข่าวลือ ข่าวเท็จ สร้างกระแส 66.11 %
พท.จวกกรธ.ร่างรธน. ทำประเทศถอยหลัง
ขณะที่ทางด้านฝานกฝั่งของทางพรรคการเมืองก็มีการแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก เริ่มกันที่ทางด้านของพรรคเพื่อไทยที่ระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ประเทศไทยถอยหลัง
นายอำนวย คลังผา อดีตส.ส. ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ในมาตรา 2 เขียนไว้ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงน่าเชื่อถือว่าเป็นหลักการพื้นฐานที่กรธ.จะใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะเป็นหลักการพื้นฐานที่นานาประเทศยึดถือ
แต่การยินยอมให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพียงไม่กี่คนตั้งส.ว. 250 คน ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศที่มีประมาณ 50 ล้านคน กลับเลือกส.ส.ได้ 500 คน สิทธิที่แตกต่างกันเช่นนี้ขัดหลักการที่ว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่
และการที่กรธ.ต้องการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปนั้น จะต้องดีกว่าของเก่าที่เคยมีมา การทำให้ประชาชนมีสิทธิอย่างไม่เท่าเทียมกันในการเลือกสมาชิกรัฐสภาเช่นนี้ถือเป็นการก้าวถอยหลัง จะทำให้ประเทศชาติเสียหายในระยะยาว
"พท." ชี้ไม่เหนือคาดหมาย กรธ.ตามใจ คสช.
ส่วนนายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการที่ กรธ.สรุปให้ คสช.เลือก ส.ว. และให้ 6 ตำแหน่งเป็นของผู้นำเหล่าทัพว่า เป็นที่เข้าใจได้และไม่เหนือความคาดหมาย ลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ และเมื่อท่านเปรียบเปรยว่าเป็นการสร้างบ้าน คนให้สร้างต้องการเช่นนั้นก็ต้องตามใจ ปัญหาคือใครให้สร้าง ใครเป็นเจ้าของบ้าน คงต้องถามว่าท่านอุปโลกน์กันเอาเองหรือบังคับเอา เจ้าของบ้านจริงๆ เขาเห็นพ้องด้วยหรือ
นายชูศักดิ์กล่าวว่า ส.ว. 250 คน ตามบทเฉพาะกาล 5 ปี ก็คือคนที่ คสช.ตั้งนั่นเอง แม้จะมี 50 คน แบบไขว้แต่ที่สุด คสช.เป็นคนเลือก มีข้าราชการประจำแน่ๆ หกคน ไม่แน่ว่าจะมีเพิ่มมาอีกไหม ดูแล้วคือยอมให้มี ส.ว.แต่งตั้งไป 5 ปี แล้วจะว่าไม่สืบทอดอย่างไร
"วัชระ" อ้างห่วง รธน.ไม่ผ่านประชามติ แนะทบทวนร่าง รธน.ใหม่
นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ห่วง ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านการทำประชามติ โดยเฉพาะกรณีให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นการตัดสิทธิ์ของประชาชนในการเลือกตั้ง ส.ว. ทั้งนี้ แนะให้ทบทวนการร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยใหม่
"นิกร" จี้กรธ.เคาะอำนาจส.ว.แค่เฉพาะกาล ฟันธงได้รบ.ผสม
นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) กล่าวถึงการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า น่าเห็นใจ เพราะในมุมของกรธ.ก็คงถอยให้เต็มที่แล้ว แต่ก็ต้องถอยอีกก้าวหนึ่งจนหลังพิงฝาถอยต่อไม่ได้แล้ว
โดยเฉพาะประเด็นที่มาและอำนาจส.ว.ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ทางรัฐบาลให้น้ำหนักเป็นอย่างมาก ทางพรรคชาติไทยพัฒนา.สนใจเรื่องอำนาจมากกว่าที่มา เพราะถ้าส.ว.มีอำนาจเพียงแค่กลั่นกรองกฏหมายจะให้มาจากการสรรหา หรือแม้แต่จะแต่งตั้งก็ยังรับได้ การปรับแก้ล่าสุด มองว่ากรธ.ยังรักษาระยะของตนเองไว้ได้ เพราะกรธ.ยังไม่ให้ส.ว.ตามบทเฉพาะกาลมีอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
นายนิกร กล่าวต่อว่า การปรับแก้ที่มาส.ว.ตามบทเฉพาะกาลใหม่นั้น มีการเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก เรียกว่า เป็นการแต่งตั้งก็ยังได้ ทั้งยังเป็นการแต่งตั้งตั่งแต่ต้นทาง จนถึงทางปลายทั้ง 2 รูปแบบ เพราะกรรมการสรรหา แต่งตั้งโดย คสช. และเมื่อคัดได้ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจาก คสช.อีกครั้ง
ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจชั่วคราวของ ส.ว.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีตามบทเฉพาะกาลเท่านั้น เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญกันไม่ให้คนอื่นแก้ แต่ตนอยากจะขอคำยืนยันในอนาคตด้วย เพราะนอกจากพิทักษ์คนอื่นแล้ว ส.ว.จะต้องพิทักษ์ตัวเองด้วย โดยจะไม่มีแก้ไขให้อำนาจชั่วคราวของตัวเองตามบทเฉพาะกาลนี้เป็นอำนาจไปตลอดกาล เพราะมิเช่นนั้น จะเป็นการเอาปรียบกันในทางการเมือง
นายนิกร กล่าวว่า แน่นอนว่าการเมืองหลังจากนี้ คงมีสาระสำคัญอยู่ที่วิธีการเลือกตั้ง โดยกรธ.ยึดวิธีการเลือกตั้ง แบบจัดสรรปั่นส่วนผสม ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่เล็กลง อาจจะได้ส.ส.แบบเขตเพิ่มขึ้น แต่จะได้ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อน้อยลงแน่นอน
