"เครือข่ายชาวพุทธ" ขู่ฟ้อง "บิ๊กตู่" ผิดม.157 ยื้อตั้งสังฆราชฯ ทำสงฆ์เสียหาย ???

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

นอกเหนือจากเรื่องของการเมืองที่มีการถกเถียงกันแบบรายวันแล้ว เรื่องของการแต่งตั้งสังฆราชก็เช่นกันที่ยังไม่จบลงง่ายๆ ล่าสุดเป็นทางเครือข่ายชาวพุทธในนาม สมาคมเปรียญธรรม 9ประโยค ที่มีการเตรียมหารือนักกฎหมายหาช่องทางจัดการรัฐบาล ปมทูลเกล้าฯชื่อสมเด็จพระราชาคณะขึ้นโปรดเกล้าเป็นพระสังฆราช

 

 

 


นายรักสยาม นามา นุภาพ นายกสมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค กล่าวถึงกรณีรัฐบาลยังไม่เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) ขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 ว่า ในเร็ว ๆ นี้สมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยคจะหารือกับนักกฎหมายเพื่อดูว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่มีข้อใดบ้างที่จะดำเนินการฟ้องร้องได้ เพราะขณะนี้การเสนอนามสมเด็จพระสังฆราชให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาก็ล่วงเลยมากว่า 3 เดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการพิจารณาแต่งตั้งแต่อย่างใด จึงเท่ากับว่า นายกฯ ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อการปกครองคณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนา

 


นายรักสยาม กล่าวอีกว่า มีองค์กรสงฆ์มากมายได้รับผลกระทบนี้ เช่น องค์กรพระธรรมทูต องค์กรเผยแผ่ซึ่งต้องมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานในหลายองค์กรโดยตำแหน่ง เมื่อดำเนินการล่าช้าก็เกิดความเสียหายทำให้องค์กรคณะสงฆ์ต่าง ๆ ออกมาเรียกร้องทั่วโลก เพราะประสบปัญหา เนื่องจากไม่มีผู้บังคับบัญชาก็อาจฟ้องศาลเอาผิดต่อนายกฯ ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ได้เพื่อให้กฎหมาย มาคุ้มครองกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชให้ดำเนินต่อไป นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอีกข้อหนึ่งคือ ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์บางเรื่องยังไม่มีการตัดสิน ก็ไปใส่ความจนภาพลักษณ์มัวหมอง เช่น การใส่ความสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ว่าผิดอย่างนั้นอย่างนี้ทั้งที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้เริ่ม ยังไม่มีการตัดสิน การใส่ความมหาเถรสมาคมว่าเล่นพวกเล่นพ้อง โดยไม่มีผลทางกฎหมายว่าเป็นความผิดถือเป็นการใส่ความ เป็นต้น ก็สามารถแจ้งความเอาผิดต่อผู้ใส่ความให้เกิดความเสียหายได้ด้วย

 


ขณะเดียวกัน พุทธะอิสระได้เขียนข้อความลงเฟซบุ๊ก “หลวงปู่พุทธะอิสระ” ตอบโต้ ใจความโดยสรุปว่า หากพุทธะอิสระยังเชื่อมั่นว่าพระบรมศาสดาทรงชนะทุกข์และพญามารด้วยความเป็นจริง ต่อให้ทั้งสังฆมณฑลจะขู่ฟ้องหรือขับไล่ ก็ไม่สามารถหยุดพุทธะอิสระได้นอกจากความตาย พุทธะอิสระไม่เคยไปขอพึ่งพาอาศัยคณะสงฆ์ใดๆ นอกจากคณะสงฆ์ภายในวัด สงฆ์หมู่ใดจะประกาศขับไล่พุทธะอิสระออกจากหมู่คณะ ขอถามว่าพุทธะอิสระไปร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมแบ่งลาภกับพวกท่านตั้งแต่เมื่อไร เพราะนี่คือเหตุผลที่สงฆ์จะสามารถประกาศขับไล่พุทธะอิสระได้ตามพุทธบัญญัติ แล้วท่านเอาสิทธิอะไรมาประกาศขับไล่พุทธะอิสระ หรือเพราะพุทธะอิสระไม่ยอมห่มจีวรแดงเป็นพวกเดียวกับอลัชชีขายชาติบางคน ทีหลังหากจะโชว์โง่ ต้องระวังคุกหน่อย เพราะสิ่งที่ประกาศออกมานี้ กำลังทำผิดหลักธรรมวินัย ผิดกฎหมายในข้อหาละเมิด เตรียมหาเงินไว้จ่ายค่าปรับและประกันตัวในชั้นศาลก็แล้วกัน

 


ด้านพระปลัดนรุตม์ชัย อภินนฺโท เลขาธิการองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนา ภาคใต้ กล่าวว่า แม้พุทธะอิสระจะโพสต์ข้อความในลักษณะดังกล่าว ก็ยังยืนว่าจะเดินหน้าทำพิธีอุกเขปนียกรรมต่อไป เพราะเป็นมติขององค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาภาคใต้

 


ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุภาคีเครือข่ายยังจะเดินหน้าแสวงหาความเป็นธรรมกรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ใหม่ว่า ไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่าเป็นการกดดันรัฐบาลหรือไม่ ตอนนี้พูดอะไรก็ผิด บางคำถาม ตอบแล้วไม่ชอบ ก็กลายเป็นว่าเราเลือกฝักเลือกฝ่าย ที่จริงทางลงของปัญหามีอยู่ ถ้าทุกฝ่ายสงบ ปล่อยให้กระบวนการเดินไปแล้วจะดีเอง และยืนยันได้ขอร้องทุกฝ่าย เป็นไปไม่ได้ที่จะห้ามฝ่ายหนึ่งแล้วยุอีกฝ่ายหนึ่ง

 


ขณะที่พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ก็ออกมาประกาศย้ำชัดอีกครั้งในเชิงว่า หากสมเด็จช่วงไม่ได้รับการนำชื่อขึ้นทูลเกล้านแต่งตั้งเป็นสังฆราชจะมีการออกมาเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน ซึ่งสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่มีการออกมาประกาศอย่างชัดเจนในการเตรียมเคลื่อนไหว

 


เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตอนหนึ่งว่าทางออกของปัญหามีผู้คนถามไถ่ว่าจะเดินหน้าอย่างไร จะเคลื่อนไหวแบบไหน อาตมายืนยันไปแล้วว่าจะตอบคำถามให้ชัดเจนคงเป็นไปได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในวันข้างหน้า ทั้งนี้ ที่บอกได้ชัดเจนคือ ศพศ. และเครือข่ายภาคีองค์กรพุทธได้มีมติว่าจะเดินหน้าทำงานเรื่องการสถาปนาสมเด็จ พระสังฆราช พระองค์ที่ 20 ต่อไป

 


พระเมธีธรรมาจารย์ ระบุต่อว่ายืนยันว่า ปัญหานี้มีทางออกแน่นอน คือรัฐบาลต้อง ไม่หล่อเลี้ยงกระแสความขัดแย้งนี้ และต้องจริงใจในการแก้ปัญหา ตัดคนบางกลุ่มที่คิดว่า มีบุญคุณออกไป มองให้เห็นความจริง เห็นเหตุแห่งปัญหา แก้ปัญหาให้ตรงจุด ถ้ารัฐบาลคิด ที่จะแก้ไขปัญหาของคณะสงฆ์อย่างแท้จริง ความขัดแย้งทั้งหลายย่อมยุติลงได้ในที่สุด

 


ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา พระเมธีธรรมาจารย์ ก็ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเช่นกันในเชิงว่าจะออกมาเคลื่อนไหว โดยใจความสำคัญระบุว่า กิจนิมนต์ที่จะต้องมีระยะเวลาและเงื่อนไขอื่นเป็นตัวกำหนด การรับนิมนต์พิเศษจาก พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องการยุติการเคลื่อนไหวใดๆ เพื่อให้เกิดความสบายใจและความสงบเรียบร้อยของทุกฝ่าย

 

 

วันนี้ชัดเจนว่ากิจนิมนต์พิเศษ ซึ่งเป็นความปรารถนาอันดีงามของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น มีเพียงอาตมา ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายเท่านั้นที่รับนิมนต์อยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่ฝ่ายต่อต้านการสถาปนาฯ ไม่ยินดียินร้ายใดๆ หนักไปกว่านั้น รัฐบาลกลับไม่ใส่ใจ ทำงานสวนนโยบาย ซึ่งเป็นการสาดน้ำมันถังใหญ่เข้าไปในกองเพลิง ก็ยิ่งเพิ่มความร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้งโดยทางภาคีเครือข่าย จึงต้องเรียกประชุมโดยด่วน เพื่อกำหนดท่าทีและแนวทางปฏิบัติต่อไป

 


สำหรับพระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ราชวรมหาวิหาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้เคยนัดหมายพระสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 แห่งทั่วประเทศ ชุมนุมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อจัดสัมมนา “สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย” จนเกิดเหตุปะทะชุลมุนระหว่างกลุ่มพระสงฆ์และเจ้าหน้าที่ทหารที่นำกำลังไปรักษาความสงบเรียบร้อย จนมีการดำเนินคดีต่อมา

 


การที่พระเมธีประกาศจะออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ได้แฝงไปด้วยนัยยะของเป้าหมาย ประกอบกับพฤติกรรมของพระเมธีธรรมาจารย์ ก็เคยไปร่วมปรากฎตัวอยู่กับเครือข่ายทักษิณมานับไม่ถ้วนทำให้การจะออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้นั้นถูกมองว่าอาจจะมีความหมายแอบแฝงไปทางการเมืองอีกหรือไม่

 


ต้องติดตามกันต่อไปว่าการออกมาประกาศหนักแน่นในเชิงข่มขู่รัฐบาลแบบย้ำชัดของพระเมธี ในครั้งนี้จะซ้ำรอยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาหรือไม่ และรัฐบาล คสช.ซึ่งมี พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะอยู่ในมือจะยอมให้เกิดการออกมาของพระสงค์หรือไม่ต้องติดตาม