คืบหน้า !! เหตุระเบิด "เบลเยียม" กับความหละหลวมของหน่วยข่าวกรองในยุโรป ??

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น กับเหตุการณ์ระเบิดพลีชีพบุกเข้าโจมตีที่สนามบินและสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จนทางการเบลเยียมต้องประกาศยกระดับเตือนภัยจากการก่อการร้ายขั้นสูงสุดทั่วประเทศ  ล่าสุดความคืบหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามรายละเอียด

 


ความคืบหน้าการของเจ้าหน้าที่ในการหาตัวคนร้ายพบว่า ล่าสุดทางการเบลเยียมได้เปิดเผยว่า นายนาจิม ลาคราวี มือระเบิดฆ่าตัวตายที่ท่าอากาศยานกรุงบรัสเซลส์ คนที่ 2 ได้ทิ้งดีเอ็นเอไว้ในที่เกิดเหตุที่พัวพันกับเหตุก่อการร้ายกรุงปารีสของฝรั่งเศส เมื่อ 4 เดือนก่อน ขณะเดียวกัน มีผู้ต้องสงสัยพัวพันเหตุระเบิดบรัสเซลส์ถูกจับกุมเพิ่มอีก ทั้งในเบลเยียม ฝรั่งเศส และเยอรมนี ด้าน นายซาลาห์ อับเดลซาลาม ผู้ต้องสงสัยจากเหตุโจมตีปารีส หยุด ให้การกับเจ้าหน้าที่โดยสิ้นเชิงแล้ว หลังจาก ที่เกิดเหตุโจมตีที่กรุงบรัสเซลส์ที่มีคนเสียชีวิตไป 31 คนต่อมาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม หลังการ โจมตีที่กรุงบรัสเซลส์ มีการสอบปากคำอีกครั้ง แต่คราวนี้เจ้าหน้าที่บอกว่า อับเดลซาลามไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้น และรัฐมนตรียุติธรรมของเบลเยียมยืนยันในการชี้แจงต่อรัฐสภาด้วยว่า นายอับเดลซาลาม ไม่ต้องการพูดอะไรอีกหลังเกิดเหตุโจมตี

 


ขณะที่สำนักอัยการเบลเยียมประกาศเรื่องการจับกุมบุคคลอีก 9 คนเพิ่มเติม และเกิดเหตุการณ์การเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ต้องสงสัย เป็นชาย ถือกระเป๋าหลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงใส่จากการที่เขาไม่ยอมทำตามที่เจ้าหน้าที่สั่ง สื่อรายงานว่า หลังจากนั้นมีการระเบิดวัตถุต้องสงสัยทิ้ง และเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจที่ติดอาวุธครบมือได้ปิดพื้นที่จัตุรัสไมเซอร์ สื่อในเบลเยียมอ้างผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ชายคนดังกล่าวได้จับผู้หญิงและเด็กเป็นตัวประกัน ต่อมาเขาปล่อยตัวเด็กและพยายามจะใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องกำบังแต่ก็ยังโดนยิง เจ้าหน้าที่บอกว่าชายคนดังกล่าวถูกยิงที่ขาและถูกจับตัวได้แล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่นายจอห์น แคร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กำลังเยือนเบลเยียมเพื่อแสดงการสนับสนุนเบลเยียม ขณะเดียวกัน กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ได้เผยแพร่วีดิทัศน์เกี่ยวกับการก่อเหตุร้ายที่กรุงบรัสเซลส์ โดยระบุว่าเป็นการแก้แค้นที่กลุ่มพันธมิตรโจมตีพื้นที่ไอเอสในซีเรียและอิรัก ขณะที่ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์ ของฝรั่งเศส เตือนว่า แม้กลุ่มที่ก่อการร้ายใน กรุงปารีสและกรุงบรัสเซลส์กำลังถูกกวาดล้าง แต่ก็ยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นภัยอยู่อีก

 


โดยภายหลังเกิดเหตุ ทางการเบลเยียมได้ประกาศระงับการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมด และขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่แต่เฉพาะภายในบ้านเรือน พร้อมทั้งยกระดับการเตือนภัยก่อการร้ายเป็นระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดทั่วประเทศ และประกาศปิดพรมแดนด้านที่ติดกับฝรั่งเศส โดยส่งกองกำลังชุดพิเศษ 225 นาย เข้าไปในกรุงบรัสเซลส์ และส่งไปประจำการใกล้กับบริเวณสนามบินรวมถึงที่ทำการของอียูและสถานที่สำคัญอื่นๆ โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานซาเวนเทม ในกรุงบรัสเซลส์ แจ้งว่า ยังไม่พร้อมในการเปิดให้บริการสนามบินในวันที่ 29 มีนาคมนี้ เนื่องจากต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยแบบใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม และต้องซ่อมแซมอาคารผู้โดยสารขาออกที่เสียหายหนักจากแรงระเบิดของมือระเบิดฆ่าตัว ตาย 2 คน โดยเหตุ ระเบิดทำให้สายการบินต่างๆ เปลี่ยนไปใช้ท่าอากาศยานท้องถิ่น หรือท่าอากาศยานประเทศเพื่อนบ้านของเบลเยียมแทน

 


สำหรับเหตุระเบิดที่กรุงบรัสเซลส์ มีชาวต่างชาติกว่า 10 ประเทศ รวมอยู่ใน ผู้เสียชีวิต 31 คน สะท้อนถึงความเป็นสากลและเมืองหลวงเชิงสัญลักษณ์ของยุโรป โดยมีชาวเนเธอร์แลนด์ 3 คน, อเมริกัน 2 คน, อังกฤษ 1 คน, ฝรั่งเศส 1 คน และจีน 1 คน นอกจากนี้ ยังมีชาวอเมริกันสูญหายยังหาตัวไม่พบหลายคน  ขณะที่เนเธอร์แลนด์แจ้งว่า มีพลเรือน 3 คนเสียชีวิต ในจำนวนนี้ สองคนเป็นพี่น้องกันที่กำลังจะขึ้นเครื่องบิน กลับไปสหรัฐและกำลังคุยโทรศัพท์กับมารดา อีกคนกำลังจะไปงานศพพ่อเลี้ยงที่สหรัฐ

 


แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้ในเรื่องของมาตรการป้องกันเหตุการณ์ก่อการร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นอีกนั้นเป็นสิ่งสำคัญ  คือรัฐบาลของแต่ละประเทศในยุโรปจะรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สามารถเกิดขึ้นทุกเมื่อได้อย่างไร และมีประสิทธิภาพเพียงใด โดยเฉพาะในประเด็นการแบ่งปันข้อมูลด้านข่าวกรองภายในภูมิภาค เพื่อเร่งสืบสวนสอบสวนขยายผลจากสมมติฐานขั้นต้นที่ว่า ขบวนการก่อเหตุในกรุงบรัสเซลส์มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายในกรุงปารีส เมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนมากถึง 130 ราย และแก้ไข "ช่องโหว่" ที่รัฐบาลบรัสเซลส์ยอมรับเรื่องการละเลยคำเตือนของทางการตุรกี ที่เนรเทศนายอิบราฮิม เอล บาคราอุย หนึ่งในมือระเบิดฆ่าตัวตายที่สนามบินนานาชาติซาเวนเทมกลับเบลเยียมเมื่อปีที่แล้ว หลังพบพยายามลักลอบเดินทางเข้าซีเรีย

 


เหตุการณ์ก่อการร้ายเป็นเหตุการณ์ที่คาดเดาได้ยากแต่สร้างความสูญเสียไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตและทรัพย์สิน หลังจากนี้ทั่วยุโรปคงต้องมีความกระตือรือร้นมากกว่านี้ ในการหามาตรการป้องกันให้รัดกุมมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในเรื่องของประสิทธิภาพหน่วยข่าวกรองแต่ละประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการมาตรฐานของระบบรักษาความปลอดภัยในสนามบิน และสถานที่ให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟใต้ดินและรถประจำทาง ซึ่งถือเป็น "เป้าหมายอ่อน" เนื่องจากเป็นจุดที่มีผู้คนพลุกพล่านเข้าออกตลอดเวลาด้วย