- 03 เม.ย. 2559
จับตา !! "ร่างรธน.ฉบับปราบโกง" พ่วงบทเฉพาะกาลฯกำหนด "ปชต." ครึ่งใบนาน 5 ปี สู่วันประชามติ 7 ส.ค.นี้ ท่ามกลางฝ่ายหนุน-ค้านอย่างหนัก !!!
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงพ่วงบทเฉพาะกาลที่กำหนดให้มีกลไกประชาธิปไตยครึ่งใบเป็นเวลา 5 ปีช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้งซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังเข้าสู่กระบวนการขอประชามติจากประชาชนทั่วประเทศในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากพรรคการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายกลุ่ม
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อมุมมองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า การร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผู้ร่างไม่ได้มีอิสระอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เกิดจากการรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อนำมาประมวลแล้วบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องได้รับประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญอย่างถ้วนหน้า ทั้งนี้ กรธ. ได้คำนึงถึงปัญหาที่ทำให้บ้านเมืองไม่สงบ 3 เรื่องที่จะต้องแก้ไข คือ การทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ปัจจุบันลุกลามไปถึงขั้นเชิงนโยบาย ซึ่งมักเรียกรับผลประโยชน์ เรื่องความไม่มีวินัยของคน ซึ่งเกิดจากการศึกษาที่ไม่ได้มุ่งให้คนเกิดวินัย และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ไม่เข้มงวด โดยเฉพาะผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด แต่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่มีผู้สั่งการ ทั้งจากผู้บังคับบัญชาและผู้มีอิทธิพล พร้อมระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดระยะเวลาการปฏิรูปประเทศ ทั้ง 6 ด้าน ต้องเริ่มภายใน 1 ปี และแล้วเสร็จภายใน 5 ปี
นายมีชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติส่งคำถามพ่วงประชามติในประเด็นให้ ส.ว. มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ว่า ส่วนตัวยังไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากยังเป็นเพียงมติของ สปท. ที่ต้องส่งให้ สนช. พิจารณาเลือก อีกทั้งยังไม่รู้ว่า สนช. จะส่งคำถามพ่วงหรือไม่ ดังนั้น จึงไม่หนักใจเพราะเรื่องยังไม่เกิด แต่เห็นว่าคำถามดังกล่าวนั้น ขัดต่อหลักการที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ หากผ่านขั้นตอนการทำประชามติไปแล้ว จะเกิดปัญหา ซึ่งจะต้องปรับแก้ภายใน 30 วัน หลังจากทำประชามติ ซึ่งหากแก้บทเฉพาะกาลสามารถทำได้ แต่หากแก้เนื้อหาสาระในบทถาวรก็จะขัดกับสิ่งที่ประชาชนลงประชามติไปแล้ว
ทั้งนี้ การเดินสายชี้เเจงร่างรัฐธรรมนูญ มีความจำเป็นที่จะต้องร่วมชี้เเจง เพราะผลสำรวจความเห็นประชาชนที่ออกมาส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญเผยแพร่เเล้ว อีกทั้งกรรมาธิการพิจารณาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ยอมปรับแก้ให้ กรธ. มีหน้าที่ในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ แต่รูปแบบและวิธีการต้องรอกฎหมายประชามติก่อน แต่ยืนยันว่าการแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาได้ให้อิสระอย่างเต็มที่เเละเชื่อว่าการทำประชามติจะไม่มีใครสามารถสั่งการได้ ขณะเดียวกัน พร้อมชี้แจงว่าเงื่อนเวลาในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้โรดแมปเลือกตั้งเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากหากกฎหมายลูก 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งแล้วเสร็จ ก็สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกให้ครบ 10 ฉบับ
ด้าน นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผย ถึงความคืบหน้าในการทำสรุปสาระสำคัญส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่ามีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก เบื้องต้นน่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันที่ 9 เม.ย. และส่งได้ก่อนกำหนดแน่นอน ส่วนการชี้แจงทำความเข้าใจร่าง รธน.กับประชาชน นั้น จะมีการอบรมตัวแทน บุคลากร ที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ เช่น อสม. หรือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาช่วยทำความเข้าใจเพื่อให้ครอบคลุมทั่วถึงในทุกพื้นที่มากขึ้น โดยจะเริ่มจริงจัง หลังมี พ.ร.บ.ประชามติ
ทั้งนี้ นายอมร ยังยืนยันว่า จากการติดตามการตอบรับในร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน รวมถึงระยะเวลาในการทำความเข้าใจที่มีอยู่ ยังมั่นใจว่าจะผ่านประชามติอย่างแน่นอน แม้จะมีปัญหาอุปสรรคเรื่องการบิดเบือนอยู่บ้างก็ตาม โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในการศึกษา
ด้าน นายเจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า ผู้ร่างพยายามที่จะเขียนรัฐธรรมนูญให้สั้นและกระชับ แต่สุดท้ายก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องเขียนรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอแนะของหลายฝ่าย ทำให้ผู้ร่างไม่มีอิสระ ยืนยันว่า ผู้เขียนร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีเจตนาที่จะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความซับซ้อน หรือเข้าใจยาก
พร้อมแสดงความคิดเห็นต่อคำถามพ่วงประชามติของ สปท. ที่เสนอให้นายกรัฐมนตรีมาจากการโหวตเลือกจากสมาชิกรัฐสภา ซึ่งหมายถึง ส.ส. และ ส.ว. ว่า จากการลงพื้นที่ยังพบว่า ชาวบ้านยังไม่เข้าใจกับคำว่ารัฐสภา เพราะส่วนใหญ่ยังเห็นว่าสมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส. ดังนั้น การให้นายกรัฐมนตรีมาจากโหวตเลือกของรัฐสภา จะเป็นการตอกย้ำว่า นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส.
ขณะที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่งกล่าววันนี้ว่าตามที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การเสนอคำถามของสปท.ที่ส่งให้สนช.นั้น สปท.ยินดีน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ และขอให้เข้าใจว่า สปท.ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ญัตติคำถามของสปท.ที่ผ่านการลงมติเมื่อวันที่ 1 เม.ย.นั้นมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนญัตติที่เสนอว่า"ในระยะ 5 ปีแรก นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ.นี้ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากความเห็นชอบของรัฐสภา"ก็ต้องถือเป็นมติของสปท.และเป็นเพียงหนึ่งในหลายคำถามและความเห็นที่สนช.เปิดกว้างรับฟังจากทุกภาคีภาคส่วนเพื่อนำไปพิจารณาก่อนมีมติสุดท้ายในการประชุมสนช.วันที่ 7 เม.ย.และยังไม่แน่ว่าสนช.จะตั้งคำถามพ่วงรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากเห็นว่าควรตั้งคำถามก็ไม่จำเป็นต้องเห็นตามสปท.เพราะสิทธิขาดอยู่ที่สนช.สำหรับคำถามของสปท.ได้ส่งให้สนช.ไปแล้วและจะส่งผู้แทนของสปท.ไปชี้แจงต่อคณะกรรมการพิจารณาความเห็นของสนช.ในวันที่ 4 หรือ 5 เม.ยโดยถือปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้เสนอคนอื่นๆ
เท่าที่ฟังเหตุผลของผู้เสนอและผู้สนับสนุนญัตตินั้นไม่มีใครไม่สนับสนุนประชาธิปไตยเพียงแต่ต้องการให้มีระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีที่ให้มีวุฒิสภาทำหน้าที่ประคับประคองให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยความสงบเรียบร้อยดูแลการปฏิรูปประเทศและป้องกันวิกฤติชาตืมิให้เกิดซ้ำรอยเหมือน 10 ปีที่ผ่านมารวมทั้งการทำหน้าที่รัฐสภาร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดอาจมีเพิ่มเรื่องการมีส่วนเลือกนายกรัฐมนตรีตามญัตติของคุณวันชัยก็เป็นระยะเปลี่ยนผ่านชั่วคราวแต่ทั้งนี้ก็ต้องเลือกนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อของพรรคการเมืองเท่านั้นเว้นแต่รายชื่อที่พรรคการเมืองใหญ่เสนอเกิดล้มหายตายจากไปพร้อมกันจนไม่มีชื่อในบัญชีที่จะเสนอหรือเกิดวิกฤติพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรตกลงกันไม่ได้ถึงทางตันรัฐธรรมนูญก็เขียนทางออกให้รัฐสภาใช้เสียง 2 ใน 3 คืออย่างน้อยต้องมีวุฒิสภาทุกคนและส.ส.ครึ่งสภาจะขาดคนเดียวก็ไม่ได้จึงจะสามารถยกเว้นให้เลือกนายกรัฐมนตรีจากชื่อนอกบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอ ตนเห็นว่าในทางเป็นจริงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เขียนไปก็เท่านั้นเพราะพรรคการเมืองใหญ่มีชื่อนายกรัฐมนตรีพรรคละ1-3ชื่อที่พร้อมจะเสนอให้รัฐสภาเลือกหลังการเลือกตั้งครั้งแรก ดังนั้นโอกาสคนนอกที่จะได้รับเสนอชื่อจึงเป็นไปไม่ได้ในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีตามญัตติคำถามของคุณวันชัยและคณะ
นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ผู้เสนอญัตติและคณะยังไม่ได้คิดเห็นเป็นเรื่องการเมืองหรือผลประโยชน์ส่วนตนโดยระบุในเหตุผลของการเสนอญัตติว่า"..เมื่อพิจารณาจากร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำมาแล้วเห็นว่ายังมีปัญหาต่อการนำไปบังคับใช้อันไม่อาจแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศได้.."ซึ่งสะท้อนถึงความห่วงกังวลต่ออนาคตของประเทศเหมือนหลายๆท่านที่ยังไม่แน่ใจว่าหลังการเลือกตั้งจะเกิดปัญหาทางการเมืองจนนำไปสู่วิกฤติของชาติบ้านเมืองอีกหรือไม่ดังเช่นที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงขอให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุมีผลเห็นด้วยไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องปกติ จะให้คิดเหมือนกันหมดคงไม่ได้และต้องเคารพการแสดงความเห็นที่แตกต่างและสู้กันด้วยข้อมูลและเหตุผล อย่าใช้วิธีกล่าวหาทำลายหรือใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นที่เห็นต่าง มิเช่นนั้นจะถือเป็นนักประชาธิปไตยได้อย่างไร
ด้าน นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนที่สอง (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า จากการลงพื้นที่ตามโครงการสนช.พบประชาชนที่ จ.มหาสารคามและจ.ขอนแก่น ยังไม่มีนักการเมืองท้องถิ่นออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนเพื่อให้สนช.ช่วยแก้ไขปัญหาให้ เรื่องการเมืองยังไม่มี มีเพียงคำถามว่า อยากให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งตนได้ชี้แจงถึงโรดแม็ปของรัฐบาล ซึ่งจะมีการเลือกตั้งแน่นอนประมาณปลายปี 60 ส่วนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็จะเกิดขึ้นประมาณเดือน ส.ค.นี้
ส่วนกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า มีทางออกหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะกระบวนการทั้งหมดอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 57 โดยได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมไปแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่ได้มีการแก้ไขว่า หากประชามติไม่ผ่านจะทำอย่างไร เพียงแต่เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการทำประชามติว่าจะทำแบบไหน
ส่วนประเด็นคำถามของสปท.การให้ส.ว.สรรการ่วมโหวตเลือกนายกฯค่อนข้างมีน้ำหนัก นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า เป็นการหารือกันตั้งแต่ต้นว่าอยากให้ส.ว.มีบทบาทหน้าที่ช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ส่วนตัวตนไม่เห็นด้วย ควรเป็นเรื่องและให้เกียรติส.ส.เพราะเป็นผู้กำหนดนโยบาย และต้องเสนอชื่อนายกฯจำนวน 3 คนเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองไหน ซึ่งส.ส. ที่เป็นคนดีรักชาติบ้านเมืองก็มี อย่าไประแวงกันมาก อย่างไรก็ตามคำถามพ่วงประชามติหรือไม่ก็ขึ้นกับมติสนช. แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะมีการตั้งคำถาม เพราะจะทำให้ประชาชนสับสน ซึ่งประชาชนควรให้ความสนใจเรื่องของการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว
เมื่อถามต่อว่า มองสถานการณ์การเมืองนี้อย่างไร เพราะมีทั้งฝ่ายที่รณณรงค์รับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของแต่ละฝ่าย แต่ตนอยากให้บ้านเมืองเดินไปตามกฎกติกา หากประชามติผ่าน มีการเลือกตั้ง มีการตั้งรัฐบาล เชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนอยากให้บ้านเมืองเดินหน้า แต่ในเรื่องของรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร คงจะเป็นเหมือนที่นายวิษณุพูดไว้ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะแก้ไขก่อนหรือหลังการทำประชามติ แต่ถ้าหลังประชามติไม่ผ่านเป็นหน้าที่ของคสช.จะพิจารณา
เชื่อว่า คงไม่มีความขัดแย้ง เพราะทุกอย่างเดินไปตามกระบวนการ และตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 และเสียงเรียกร้องของพรรคการเมืองและประชาชนที่ต้องการให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ผมมองว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลักการใช้ได้ อะไรที่เป็นเงื่อนไขก็นำไปเขียนอยู่ในบทเฉพาะกาล คนชอบพูดถึงหลักการ กับสถานการณ์ เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนนี้ก็ต้องผสมผสานกัน เพราะไม่ใช่สถานการณ์ปกติ
ขณะที่ความคิดเห็นของฝากฝั่งนักการเมืองอย่าง นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่ารัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อเฉลี่ยความสุขของทุกคน พร้อมขอให้มองในภาพรวมอย่ามองเพียงจุดร้าย ว่า การที่รัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความสุขแก่คนมันไม่ได้อยู่ที่จะกำหนดให้เกิดความสุขแก่คนกลุ่มไหน อย่างไร แต่สำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญจะให้อำนาจประชาชนในการมากำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง และกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเองหรือไม่ แต่หากรัฐธรรมนูญเขียนออกมาแล้วไม่ได้ให้ประชาชนมีอำนาจ หรือมีสิทธิมีเสียงที่จะกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง เมื่อประชาชนมีความเดือดร้อน หรือต้องการมีความสุข ก็ไม่สามารถเสนอหรือเรียกร้องอะไรกับใครได้
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญที่จะทำให้คนมีความสุขคือรัฐธรรมนูญที่สามารถเลือกตัวแทนเข้ามาบริหารปกครองได้ และต้องมีช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบคนที่มาบริหารประเทศ และตรวจสอบองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับยกเอาอำนาจของประชาชนไปให้กลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่งที่มาจากการแต่งตั้งของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกบังคับใช้ เราก็จะพบว่าประชาชนมีปัญหาและไม่มีความสุขในเรื่องอะไร
เรื่องคืนความสุข เห็นพูดกันมา 2 ปีแล้ว ไม่ได้พบว่ามีการคืนความสุขจริง แต่ความเดือดร้อนกลับเพิ่มมากขึ้น และอนาคตข้างหน้ายังไม่มีวี่แววว่าบ้านเมืองจะดีขึ้น หมายความว่าคนยังเดือดร้อนอยู่ แต่ความเดือดร้อนต่าง ๆ ของคน มันสามารถจะแก้ไขได้ หากหลายฝ่ายร่วมกันคิด และร่วมกันหาทางแก้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปิดทางที่จะให้คนส่วนใหญ่มาแก้ปัญหา
ด้าน นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) แสดงความเห็นถึงกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญที่เห็นต่างกันในขณะนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม ไม่ควรไปปิดกั้นมากเกินไปเพราะอาจส่งผลให้กระบวนการลงประชามติไม่มีคุณภาพประชาชนอาจได้ข้อมูลด้านเดียวหรือถูกชี้นำทางใดทางหนึ่งได้
นายสุริยะใส เผยว่า ประชาชนทั่วไปก็ควรใช้โอกาสนี้พิจารณาเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญในภาพรวมมากกว่าจะตัดสินใจด้วยประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ยังมีเวลาอีกกว่า 4 เดือนที่ควรจะถกแถลงกันด้วยเหตุผลและร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการทำประชามติ ที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะต้องรองรับหลักการให้ทุกฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้ด้วยเหตุและผลอย่างเปิดเผย และต้องจำแนกระหว่างกลุ่มคนที่แสดงความเห็นอย่างสุจริตใจออกจากกลุ่มคนที่ใช้เวทีประชามติเพื่อหวังผลมากกว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
ส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่นั้น ไม่มีใครรับประกันได้แน่นอน แม้แต่ คสช.ก็ไม่ควรมั่นใจเกินไปเพราะ 4 เดือนจากนี้ไปอาจมีตัวแปรใหม่ๆในการตัดสินใจของประชาชนเข้ามาเป็นองค์ประกอบก็ได้ เพราะสถานการณ์การเมืองในขณะนี้มีความสลับซับซ้อนและการตัดสินใจของประชาชนอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว เหตุผลในการรับหรือไม่รับจึงอาจสลับซับซ้อนและมีหลายนัยยะบางกลุ่มบางคนอาจะตัดสินใจช่วงสัปดาห์สุดท้ายก็เป็นไปได้
ปัจจัยที่เป็นตัวแปรและอาจมีผลต่อการตัดสินใจในข่วงโค้งสุดท้าย คือรูปธรรมของการปฏิรูปจาก คสช.ถ้าจากนี้ไปเห็นสัญญาณหรือรูปธรรมชัดขึ้นก็อาจเป็นกระแสหนุนให้คนโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น และอาจพร้อมเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง แต่ถ้าเอาการปฏิรูปไปแขวนไว้ที่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด การปฏิรูปก็จะต้องรอรัฐบาลหลังเลือกตั้ง คนจำนวนหนึ่งก็จะไม่เชื่อมั่นการปฏิรูปในรัฐบาลหน้า
นายสุริยะใส ย้ำว่าการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งทำได้เลยไม่ต้องรอประชามติ ไม่ต้องรอร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เรามีโรดแมปรัฐธรรมนูญ การประชามติและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญยั้วเยี้ยะไปหมด แต่โรดแมปเนื้อหาปฏิรูปโดย คสช. ยังต้องมีความชัดเจนกว่านี้ ซึ่งสามารถทำคู่ขนานกันไปได้ก่อนเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องเอาไปผูกกันทั้งหมด
อย่างไรก็ตามท่ามกลางกระแสคัดค้านและสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ในที่สุดปัจจัยชี้ขาดก็คือประชาชนผู้เป็นเสียงสวรรค์ที่จะไปลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. ขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ หากคิดจะรณรงค์ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญคงต้องคิดหนักเพราะอาจได้ไม่คุ้มเสียเจอยาแรงภายใต้อำนาจพิเศษของคสช.จนย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม
