"ผู้ตรวจการฯ" ฟ้อง "ปตท." 5.2 หมื่นล้าน 10 ปี ปมท่อก๊าซยังไม่จบง่ายๆ !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 


กลับมาเป็นอีกประเด็นใหญ่อีกครั้งสำหรับข้อพิพาทว่าด้วยการทวงคืนท่อก๊าซปตท.ที่เป็นปัญหาฟ้องร้องกันมาตั้งแต่ปี 2549   และมีแง่มุมทางกฎหมายหลายประเด็นให้ต้องพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

 

 


โดยเฉพาะกับข้อมูลความเห็นที่แตกต่างกันของหลายฝ่าย  ทั้งบมจ.ปตท.    เครือข่ายภาคประชาชน  และรวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน    ซึ่งยึดถือข้อเท็จจริงที่มีความต่างในเรื่องสถานะของท่อก๊าซของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  ว่าบมจ.ปตท.มีการส่งมอบคืนเป็นทรัพย์สินแผ่นดินว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือไม่  อย่างไร

 


ล่าสุดวันนี้ ( 4 เม.ย.)  นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน  ได้เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนถึงผลการพิจารณาข้อร้องเรียนของ    พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ ชีวพันธ์ศรีและคณะ    ที่ร้องเรียนขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริง   กรณีการไม่คืนท่อก๊าซธรรมชาติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและการนำท่อก๊าซซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินไปแสวงหาประโยชน์ของผู้ถูกร้องเรียนรวม 11 ราย   ประกอบด้วย   กระทรวงการคลัง   ,  รมว.คลัง   ,กระทรวงพลังงาน  , รมว.พลังงาน อธิบดีกรมธนารักษ์  ,  บมจ.ปตท. (PTT) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. ในช่วงดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่  27 มี.ค. 2555

 


โดยผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน  ต่อกรณีคำร้องเรื่องการส่งมอบท่อก๊าซปตท. ประกอบด้วยสาระสำคัญ ๆ เพื่อดำเนินการดังนี้


1.ทำความเห็นต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งให้เพิกถอนมติ ครม.เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2550 และวันที่ 10 ส.ค.2553  ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สิน ประกอบด้วย  ที่ดินที่ได้จากการเวนคืน , สิทธิการใช้ที่ดินเหนือที่ดินเอกชน และทรัพย์สินที่เป็นระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ  ที่ระบุไว้ในคำพิพากษาของศาล คือ โครงการท่อบางปะกง-วังน้อย, โครงการท่อจากชายแดนไทยพม่า-ราชบุรี และโครงการท่อราชบุรี-วังน้อย รวมถึงโครงการท่อย่อย  ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชี ณ วันที่ 30 ก.ย. 2544 ประมาณ  16,175 ล้านบาท 


2.ขอให้ศาลปกครอง วินิจฉัยและมีคำสั่งให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และ PTT  ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยให้กระทรวงการคลัง  ตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 ก.ย.2544  จำนวน 68,569 ล้านบาท   โดยส่วนหนึ่ง   PTT  ได้นำส่งมอบคืนแล้วประมาณ 16,175 ล้านบาท     คงเหลือทรัพย์สินที่ต้องโอนคืนให้แก่กระทรวงการคลังอีกจำนวนไม่น้อยกว่า  52,393   ล้านบาท รวมทั้งค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นใดจากการใช้ทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์และทรัพย์สินอื่น และสิทธิหรือสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนที่ PTT ได้อาศัยใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนดให้ครบถ้วนต่อไป


3.เพิกถอนการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของ PTT ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎ

 


เพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับที่มาที่ไปของคำร้องเครือข่ายภาคประชาชนและความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินที่เกิดขึ้น เราจะย้อนกลับไปดูรายละเอียดบางส่วนเพื่อความเข้าใจในเรื่องนี้ว่ามีจุดขัดแย้งจากตรงไหนจึงถึงขั้นต้องมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง   

 


เริ่มจากผลสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีนโยบายอย่างชัดเจนเรื่องการแปรรูปรัฐวิสากิจของไทยไปเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์     ซึ่งรัฐวิสาหกิจหนึ่งที่หนีไม่พ้นการถูกกลืนกินโดยระบอบทุนนิยม    ทั้ง ๆ ที่เป็นหน่วยงานด้านพลังงานที่ความสำคัญสูงสุดในแง่ความมั่นคงประเทศ  ก็คือ    การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)  ซึ่งมีการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521    แต่รัฐบาลทักษิณนำไปแปรรูปเป็นบริษัทจดทะเบียน  เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544     และถูกแปรสภาพเป็นบริษัทจดทะเบียน   นำเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  เมื่อ  6 ธันวาคม พ.ศ. 2544

 


ต่อมาในวันที่  31  สิงหาคม 2549   ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  นำโดย นายแพทย์ประวิท ย์ ลี่สถาพรวงศา  เลขาธิการมูลนิธิ ฯ และพวก   ได้ร่วมเป็นกันโจทก์ยื่นฟ้องรัฐบาล    ในขณะนั้น โดยขอให้ศาลปกครองสูงสุด   มีคำพิพากษายกเลิกและเพิกถอนพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)  กำหนดอำนาจ  สิทธิ  และประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  พ.ศ. 2544 และ พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนไขเวลาการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  พ.ศ. 2544      เนื่องจากมีผลทำให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของไทยอย่าง   การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  หรือ   ปตท.    กลายสภาพเป็นนิติบุคคลเอกชน   ในรูปของบมจ.ปตท.  และรวมถึงยังมีผลทำให้ทรัพย์สินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน   ถูกโอนย้ายไปอยู่ภายใต้การถือครองของเอกชนที่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร

 


ต่อมาเมื่อ  วันที่   14  ธันวาคม  2550    ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาในคำร้องซึ่งมีการประทับรับฟ้องเป็น    คดีหมายเลขดำที่  ฟ.47/2549  และ คดีหมายเลขแดงที่  ฟ.35/2550    ใน   2   ประเด็นสำคัญ  คือ 


1.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันกระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติแผ่นดิน   สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ      รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐ  ออกจากอำนาจและสิทธิของบมจ.ปตท.  ให้เสร็จสิ้นก่อนการแต่งตั้ง  คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน  พ.ศ.  2550 


2.ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)  กำหนดอำนาจ  สิทธิ  และประโยชน์ของ บมจ. ปตท.   พ.ศ. 2544  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา  กำหนดอำนาจ  สิทธิ  และประโยชน์ของ บมจ. ปตท.  ฉบับที่  2  พ.ศ. 2550  และ พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนไขเวลาการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544  

 

กับคำวินิจฉัยของศาลปกครองในขณะนั้นต้องถือเป็นจุดสำคัญที่นำมาซึ่งปมประเด็นที่เกิดขึ้นกับความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินในวันนี้  เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมามีการต่อสู้ในเรื่องข้อเท็จจริงว่าบมจ.ปตท.ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินในส่วนของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมาโดยตลอดว่าเป็นไปโดยครบถ้วนตามคำสั่งศาลปกครองหรือไม่

 


โดยจากการสืบค้นพบว่าภายหลังที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้บมจ.ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติ    ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การครอบครองของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและได้มาโดยอำนาจรัฐส่งมอบคืนแก่แผ่นดิน   เนื่องจากการปิโตรเลียมได้แปรสภาพจากองค์การของรัฐซึ่งเป็นนิติบุคคลมหาชน ไปเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว  ในการประชุมคณะรัฐมนตรี   รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์  จุลานนท์     เมื่อ  วันที่  18  ธันวาคม  2550       จึงได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง        รับไปดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิตามคำพิพากษา        และเห็นชอบให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิ            ส่วนหากมีข้อโต้แย้งทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาของศาล ฯ   ในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน     กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณาเพื่อให้มีข้อยุติต่อไป       


อย่างไรก็ตามเนื่องจากรายละเอียดของทรัพย์สิน  เพื่อนำไปสู่การแบ่งแยกให้เป็นตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดมีเป็นจำนวนมาก   จึงทำให้การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินฯไม่แล้วเสร็จทันในช่วงรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์  แต่ด้วยผลของคำพิพากษาก็ยังถือเป็นเรื่องผูกมัดมาถึงรัฐบาลต่อ ๆ มา 

 


โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล  นายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์     ซึ่งปรากฏว่าเป็นทางด้าน คุณหญิงจารุวรรณ  เมณฑกา   ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน   (ในขณะนั้น)       ได้ทำหนังสือเป็นรายงานผู้ตรวจสอบบัญชีมูลค่าทรัพย์สินแบ่งแยกระหว่างกระทรวงการคลังกับบมจ.ปตท.  นำส่งถึงรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์     รวมถึงคณะกรรมการบริษัท บมจ.ปตท. เพื่อให้รับทราบร่วมกันถึงผลการตรวจสอบความถูกต้องของการแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิ     ตามที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้รับมอบหมายตามมติคณะรัฐมนตรี   เมื่อวันที่    18  ธันวาคม  2550 

 


ซึ่งผลการตรวจสอบของสำนักการตรวจเงินแผ่นดิน   ตามหนังสือลงวันที่  10  ตุลาคม  2551    ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า    รายงานแบ่งแยกทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยให้กระทรวงการคลัง     เมื่อ  วันที่  31   มกราคม   2551    ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด    พบมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ      ณ    วันที่ 30  กันยายน 2544   รวม  16,176.19  ล้านบาท     ประกอบด้วยทรัพย์สิน   3 ประเภท  คือ   

            1.ที่ดินเวนคืนจำนวน 1.39 ล้านบาท 

            2.สิทธิการใช้ที่ดินเหรือที่ดินเอกชนจำนวน  1,124.11 ล้านบาท

            3.ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกที่อยู่บนที่ดินเวนคืน  และที่ดินรอนสิทธิจากเอกชน จำนวน 15,050.69  ล้านบาท 

 


โดยเฉพาะในส่วนระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกที่อยู่บนที่ดินเวนคืน  และที่ดินรอนสิทธิจากเอกชนที่แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง  จำนวน  15,050.69  ล้านบาท   สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน    ตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  เฉพาะระบบท่อส่งก๊าซ    มีมูลค่าทางบัญชีสุทธิ  ณ   วันที่  30  กันยายน  2544  จำนวน  47,664.14  ล้านบาท  

 


ในจำนวนนี้เป็นระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ปรากฎชื่อโครงการในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดจำนวน   36,642.76 ล้านบาท   ซึ่งบมจ.ปตท.แบ่งแยกและส่งมอบให้กระทรวงการคลัง จำนวน  14,808.60  ล้านบาท    คงเหลือส่วนที่บริษัทยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง  จำนวน   21,834.14    ล้านบาท     

 


และเป็นระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ไม่ปรากฎชื่อโครงการในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด  ที่น่าเชื่อว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน  ตามมาตรา 1304 (3)  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกจำนวน  11,021.38  ล้านบาท    ซึ่งบริษัทแบ่งแยกและส่งมอบให้กระทรวงการคลังจำนวน  242.07  ล้านบาท   คงเหลือส่วนที่ บมจ.ปตท.ยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง จำนวน 10,779.31 ล้านบาท

 


รวมระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ    ที่บมจ.ปตท.ยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลังจำนวนทั้งสิ้น  32,613.45  ล้านบาท    ประกอบด้วย    ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกจำนวน  14,393.16  ล้านบาท  และในทะเล  จำนวน 18,220.29  ล้านบาท                             

 

 

ดังนั้นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน    จึงเห็นว่ามูลค่าทรัพย์สินตามที่บมจ.ปตท.แบ่งแยกและส่งมอบให้กระทรวงการคลังดังกล่าว    ตามหลักการแบ่งแยกทรัพย์สินที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่  18  ธันวาคม  2550     ยังไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด 

 


ประเด็นสำคัญที่ทำให้เรื่องดังกล่าวยืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้   ก็เพราะในแง่มุมความเห็นของบมจ.ปตท.เองได้ยืนยันหลักการมาโดยตลอดว่ามีการส่งมอบทรัพย์สินคืนกระทรวงการคลังครบถ้วนตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแล้ว

 


โดยข้อมูลสำคัญ ๆ  ที่สามารถสืบค้นได้    คือข้อมูลที่ บมจ.ปตท. อ้างว่าภายหลังที่มีการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินตามมติครม.   กรมธนารักษ์ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและกำหนดแนวทางดำเนินการ  เกี่ยวกับการรับโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย   ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 ธันวาคม 2551 แจ้งมายัง บมจ.ปตท. ให้รายงานผลการแบ่งแยกทรัพย์สินต่อศาลปกครอง

 


บมจ.ปตท. จึงได้ยื่นคำร้องรายงานสรุปการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาต่อศาลฯ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551  โดยได้รายงานความเป็นมาของเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่การกำหนดเกณฑ์การแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษาศาลฯ การรายงานการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินที่ ปตท.ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ รวมจำนวน 9 ครั้ง จนกระทั่งการโอนทรัพย์สินที่แบ่งแยกให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษามีความครบถ้วนสมบูรณ์ และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม   2551   ศาลปกครองจึงได้มีคำสั่งในคำร้องรายงานสรุปดังกล่าวว่า ปตท. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 


นอกจากนี้นายประเสริฐ  บุญสัมพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บมจ.ปตท.  (ในขณะนั้น)   ยังได้หนังสือทำถึงกรรมการและผู้จัดการ  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย    เป็นหนังสือที่  520/14/51   ลงวันที่ 23  มกราคม  2552      เรื่อง   การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำพิพากษา  ที่เกี่ยวกับ บมจ.ปตท.

 


โดยใจความในรายละเอียดของหนังสือฉบับดังกล่าว    ได้นำเสนอสาระสำคัญ ๆ เพื่อชี้แจงต่อผู้ถือหุ้นบมจ.ปตท.ผ่านตลาดหลักทรัพย์ดังนี้


1.ภายหลังที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้แบ่งแยกทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยคืนกลับให้กระทรวงการคลัง   ทางบมจ.ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมาเป็นลำดับ  ตามกรอบระยะเวลาที่บมจ.ปตท.ได้ขอขยายเวลาการดำเนินการตามคำพิพากษา เพิ่มอีก  150  วัน   เมื่อวันที่  15 กรกฎาคม  2551 


2.บมจ.ปตท.แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า   บริษัทได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย   ในส่วนที่ดินเวนคืน ตามคำพิพากษาให้กับกรมธนารักษ์   และ  โอนกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง   เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่  28  พฤศจิกายน  2551  และบมจ.ปตท.ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าวให้สำนักงานศาลปกครองทราบแล้ว  เมื่อวันที่  4 ธันวาคม  2551

 


จะเห็นได้ว่ากับข้อมูลของผู้ตรวจการแผ่นดินกับบมจ.ปตท.ค่อนข้างมีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลทำให้กรณีการส่งมอบท่อก๊าซปตท.ยังคงเป็นกรณีพิพาทมาถึงทุกวันนี้  

 


โดยเฉพาะข้อกังขาของเครือข่ายภาคประชาชนที่เห็นว่าการรายงานข้อมูลการส่งมอบทรัพย์สินต่อศาลปกครองสูงสุด  บมจ.ปตท.ไม่ได้นำความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินนำเสนอศาลปกครองพิจารณาประกอบ จึงทำให้ทรัพย์สินที่ส่งมอบเมื่อปี 2551 ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์...