- 04 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
กลับมาเป็นอีกประเด็นใหญ่อีกครั้งสำหรับข้อพิพาทว่าด้วยการทวงคืนท่อก๊าซปตท.ที่เป็นปัญหาฟ้องร้องกันมาตั้งแต่ปี 2549 และมีแง่มุมทางกฎหมายหลายประเด็นให้ต้องพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติให้ถูกต้อง
โดยเฉพาะกับข้อมูลความเห็นที่แตกต่างกันของหลายฝ่าย ทั้งบมจ.ปตท. เครือข่ายภาคประชาชน และรวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งยึดถือข้อเท็จจริงที่มีความต่างในเรื่องสถานะของท่อก๊าซของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ว่าบมจ.ปตท.มีการส่งมอบคืนเป็นทรัพย์สินแผ่นดินว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือไม่ อย่างไร
ล่าสุดวันนี้ ( 4 เม.ย.) นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนถึงผลการพิจารณาข้อร้องเรียนของ พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ ชีวพันธ์ศรีและคณะ ที่ร้องเรียนขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริง กรณีการไม่คืนท่อก๊าซธรรมชาติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและการนำท่อก๊าซซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินไปแสวงหาประโยชน์ของผู้ถูกร้องเรียนรวม 11 ราย ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง , รมว.คลัง ,กระทรวงพลังงาน , รมว.พลังงาน อธิบดีกรมธนารักษ์ , บมจ.ปตท. (PTT) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. ในช่วงดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2555
โดยผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน ต่อกรณีคำร้องเรื่องการส่งมอบท่อก๊าซปตท. ประกอบด้วยสาระสำคัญ ๆ เพื่อดำเนินการดังนี้
1.ทำความเห็นต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งให้เพิกถอนมติ ครม.เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2550 และวันที่ 10 ส.ค.2553 ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สิน ประกอบด้วย ที่ดินที่ได้จากการเวนคืน , สิทธิการใช้ที่ดินเหนือที่ดินเอกชน และทรัพย์สินที่เป็นระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ที่ระบุไว้ในคำพิพากษาของศาล คือ โครงการท่อบางปะกง-วังน้อย, โครงการท่อจากชายแดนไทยพม่า-ราชบุรี และโครงการท่อราชบุรี-วังน้อย รวมถึงโครงการท่อย่อย ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชี ณ วันที่ 30 ก.ย. 2544 ประมาณ 16,175 ล้านบาท
2.ขอให้ศาลปกครอง วินิจฉัยและมีคำสั่งให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และ PTT ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยให้กระทรวงการคลัง ตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 ก.ย.2544 จำนวน 68,569 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่ง PTT ได้นำส่งมอบคืนแล้วประมาณ 16,175 ล้านบาท คงเหลือทรัพย์สินที่ต้องโอนคืนให้แก่กระทรวงการคลังอีกจำนวนไม่น้อยกว่า 52,393 ล้านบาท รวมทั้งค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นใดจากการใช้ทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์และทรัพย์สินอื่น และสิทธิหรือสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนที่ PTT ได้อาศัยใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนดให้ครบถ้วนต่อไป
3.เพิกถอนการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของ PTT ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎ
เพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับที่มาที่ไปของคำร้องเครือข่ายภาคประชาชนและความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินที่เกิดขึ้น เราจะย้อนกลับไปดูรายละเอียดบางส่วนเพื่อความเข้าใจในเรื่องนี้ว่ามีจุดขัดแย้งจากตรงไหนจึงถึงขั้นต้องมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง
เริ่มจากผลสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีนโยบายอย่างชัดเจนเรื่องการแปรรูปรัฐวิสากิจของไทยไปเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งรัฐวิสาหกิจหนึ่งที่หนีไม่พ้นการถูกกลืนกินโดยระบอบทุนนิยม ทั้ง ๆ ที่เป็นหน่วยงานด้านพลังงานที่ความสำคัญสูงสุดในแง่ความมั่นคงประเทศ ก็คือ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ซึ่งมีการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521 แต่รัฐบาลทักษิณนำไปแปรรูปเป็นบริษัทจดทะเบียน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 และถูกแปรสภาพเป็นบริษัทจดทะเบียน นำเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2544
ต่อมาในวันที่ 31 สิงหาคม 2549 ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นำโดย นายแพทย์ประวิท ย์ ลี่สถาพรวงศา เลขาธิการมูลนิธิ ฯ และพวก ได้ร่วมเป็นกันโจทก์ยื่นฟ้องรัฐบาล ในขณะนั้น โดยขอให้ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายกเลิกและเพิกถอนพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 และ พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนไขเวลาการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544 เนื่องจากมีผลทำให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของไทยอย่าง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. กลายสภาพเป็นนิติบุคคลเอกชน ในรูปของบมจ.ปตท. และรวมถึงยังมีผลทำให้ทรัพย์สินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ถูกโอนย้ายไปอยู่ภายใต้การถือครองของเอกชนที่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร
ต่อมาเมื่อ วันที่ 14 ธันวาคม 2550 ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาในคำร้องซึ่งมีการประทับรับฟ้องเป็น คดีหมายเลขดำที่ ฟ.47/2549 และ คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550 ใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ
1.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันกระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐ ออกจากอำนาจและสิทธิของบมจ.ปตท. ให้เสร็จสิ้นก่อนการแต่งตั้ง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550
2.ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของ บมจ. ปตท. พ.ศ. 2544 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของ บมจ. ปตท. ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550 และ พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนไขเวลาการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544
กับคำวินิจฉัยของศาลปกครองในขณะนั้นต้องถือเป็นจุดสำคัญที่นำมาซึ่งปมประเด็นที่เกิดขึ้นกับความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินในวันนี้ เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมามีการต่อสู้ในเรื่องข้อเท็จจริงว่าบมจ.ปตท.ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินในส่วนของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมาโดยตลอดว่าเป็นไปโดยครบถ้วนตามคำสั่งศาลปกครองหรือไม่
โดยจากการสืบค้นพบว่าภายหลังที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้บมจ.ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติ ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การครอบครองของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและได้มาโดยอำนาจรัฐส่งมอบคืนแก่แผ่นดิน เนื่องจากการปิโตรเลียมได้แปรสภาพจากองค์การของรัฐซึ่งเป็นนิติบุคคลมหาชน ไปเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว ในการประชุมคณะรัฐมนตรี รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อ วันที่ 18 ธันวาคม 2550 จึงได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง รับไปดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิตามคำพิพากษา และเห็นชอบให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิ ส่วนหากมีข้อโต้แย้งทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาของศาล ฯ ในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณาเพื่อให้มีข้อยุติต่อไป
อย่างไรก็ตามเนื่องจากรายละเอียดของทรัพย์สิน เพื่อนำไปสู่การแบ่งแยกให้เป็นตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดมีเป็นจำนวนมาก จึงทำให้การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินฯไม่แล้วเสร็จทันในช่วงรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ แต่ด้วยผลของคำพิพากษาก็ยังถือเป็นเรื่องผูกมัดมาถึงรัฐบาลต่อ ๆ มา
โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งปรากฏว่าเป็นทางด้าน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (ในขณะนั้น) ได้ทำหนังสือเป็นรายงานผู้ตรวจสอบบัญชีมูลค่าทรัพย์สินแบ่งแยกระหว่างกระทรวงการคลังกับบมจ.ปตท. นำส่งถึงรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รวมถึงคณะกรรมการบริษัท บมจ.ปตท. เพื่อให้รับทราบร่วมกันถึงผลการตรวจสอบความถูกต้องของการแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิ ตามที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้รับมอบหมายตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550
ซึ่งผลการตรวจสอบของสำนักการตรวจเงินแผ่นดิน ตามหนังสือลงวันที่ 10 ตุลาคม 2551 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รายงานแบ่งแยกทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยให้กระทรวงการคลัง เมื่อ วันที่ 31 มกราคม 2551 ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด พบมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันที่ 30 กันยายน 2544 รวม 16,176.19 ล้านบาท ประกอบด้วยทรัพย์สิน 3 ประเภท คือ
1.ที่ดินเวนคืนจำนวน 1.39 ล้านบาท
2.สิทธิการใช้ที่ดินเหรือที่ดินเอกชนจำนวน 1,124.11 ล้านบาท
3.ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกที่อยู่บนที่ดินเวนคืน และที่ดินรอนสิทธิจากเอกชน จำนวน 15,050.69 ล้านบาท
โดยเฉพาะในส่วนระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกที่อยู่บนที่ดินเวนคืน และที่ดินรอนสิทธิจากเอกชนที่แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง จำนวน 15,050.69 ล้านบาท สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เฉพาะระบบท่อส่งก๊าซ มีมูลค่าทางบัญชีสุทธิ ณ วันที่ 30 กันยายน 2544 จำนวน 47,664.14 ล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ปรากฎชื่อโครงการในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดจำนวน 36,642.76 ล้านบาท ซึ่งบมจ.ปตท.แบ่งแยกและส่งมอบให้กระทรวงการคลัง จำนวน 14,808.60 ล้านบาท คงเหลือส่วนที่บริษัทยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง จำนวน 21,834.14 ล้านบาท
และเป็นระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ไม่ปรากฎชื่อโครงการในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่น่าเชื่อว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา 1304 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกจำนวน 11,021.38 ล้านบาท ซึ่งบริษัทแบ่งแยกและส่งมอบให้กระทรวงการคลังจำนวน 242.07 ล้านบาท คงเหลือส่วนที่ บมจ.ปตท.ยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง จำนวน 10,779.31 ล้านบาท
รวมระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ที่บมจ.ปตท.ยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลังจำนวนทั้งสิ้น 32,613.45 ล้านบาท ประกอบด้วย ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกจำนวน 14,393.16 ล้านบาท และในทะเล จำนวน 18,220.29 ล้านบาท
ดังนั้นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จึงเห็นว่ามูลค่าทรัพย์สินตามที่บมจ.ปตท.แบ่งแยกและส่งมอบให้กระทรวงการคลังดังกล่าว ตามหลักการแบ่งแยกทรัพย์สินที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 ยังไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ประเด็นสำคัญที่ทำให้เรื่องดังกล่าวยืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้ ก็เพราะในแง่มุมความเห็นของบมจ.ปตท.เองได้ยืนยันหลักการมาโดยตลอดว่ามีการส่งมอบทรัพย์สินคืนกระทรวงการคลังครบถ้วนตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแล้ว
โดยข้อมูลสำคัญ ๆ ที่สามารถสืบค้นได้ คือข้อมูลที่ บมจ.ปตท. อ้างว่าภายหลังที่มีการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินตามมติครม. กรมธนารักษ์ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและกำหนดแนวทางดำเนินการ เกี่ยวกับการรับโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 ธันวาคม 2551 แจ้งมายัง บมจ.ปตท. ให้รายงานผลการแบ่งแยกทรัพย์สินต่อศาลปกครอง
บมจ.ปตท. จึงได้ยื่นคำร้องรายงานสรุปการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาต่อศาลฯ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 โดยได้รายงานความเป็นมาของเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่การกำหนดเกณฑ์การแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษาศาลฯ การรายงานการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินที่ ปตท.ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ รวมจำนวน 9 ครั้ง จนกระทั่งการโอนทรัพย์สินที่แบ่งแยกให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษามีความครบถ้วนสมบูรณ์ และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ศาลปกครองจึงได้มีคำสั่งในคำร้องรายงานสรุปดังกล่าวว่า ปตท. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. (ในขณะนั้น) ยังได้หนังสือทำถึงกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นหนังสือที่ 520/14/51 ลงวันที่ 23 มกราคม 2552 เรื่อง การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำพิพากษา ที่เกี่ยวกับ บมจ.ปตท.
โดยใจความในรายละเอียดของหนังสือฉบับดังกล่าว ได้นำเสนอสาระสำคัญ ๆ เพื่อชี้แจงต่อผู้ถือหุ้นบมจ.ปตท.ผ่านตลาดหลักทรัพย์ดังนี้
1.ภายหลังที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้แบ่งแยกทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยคืนกลับให้กระทรวงการคลัง ทางบมจ.ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมาเป็นลำดับ ตามกรอบระยะเวลาที่บมจ.ปตท.ได้ขอขยายเวลาการดำเนินการตามคำพิพากษา เพิ่มอีก 150 วัน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551
2.บมจ.ปตท.แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัทได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในส่วนที่ดินเวนคืน ตามคำพิพากษาให้กับกรมธนารักษ์ และ โอนกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 และบมจ.ปตท.ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าวให้สำนักงานศาลปกครองทราบแล้ว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2551
จะเห็นได้ว่ากับข้อมูลของผู้ตรวจการแผ่นดินกับบมจ.ปตท.ค่อนข้างมีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลทำให้กรณีการส่งมอบท่อก๊าซปตท.ยังคงเป็นกรณีพิพาทมาถึงทุกวันนี้
โดยเฉพาะข้อกังขาของเครือข่ายภาคประชาชนที่เห็นว่าการรายงานข้อมูลการส่งมอบทรัพย์สินต่อศาลปกครองสูงสุด บมจ.ปตท.ไม่ได้นำความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินนำเสนอศาลปกครองพิจารณาประกอบ จึงทำให้ทรัพย์สินที่ส่งมอบเมื่อปี 2551 ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์...
