- 05 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
มาถึงอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องถือว่าเป็นปมฉาวสำหรับวงการโทรคมนาคมไทยอย่างที่สุด สำหรับการที่บริษัทแจส โมบาย บรอดแบรนด์ ในเครือของบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เข้าประมูลใบอนุญาตคลื่น 4 จี 900 MHz แต่ปรากฎว่าเมื่อชนะการประมูลแล้วเบี้ยวจ่ายเงินกับกสทช. โดยอ้างว่ามีปัญหาในเชิงเทคนิคกับกลุ่มผู้ร่วมทุนต่างประเทศ
ประเด็นสำคัญก็คือพฤติกรรมที่บริษัท แจส โมบาย และ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล เจตนาไม่จ่ายเงินให้กับกสทช.เพื่อนำใบอนุญาตไปดำเนินการในเชิงธุรกิจ แต่ทุ่มทุนสร้างด้วยการแจ้งตัวเลขการประมูลสูงถึง 75,654 ล้านบาท ทำให้ถูกมองว่าดีลธุรกรรมที่เกิดขึ้นนี้มีนัยผลประโยชน์อื่นๆเคลือบแฝงหรือไม่
และกลุ่มหนึ่งที่มีการเดินหน้าเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมของ บริษัท แจส โมบาย ฯ และ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล อย่างจริงจังก็คือ เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้เร่งตรวจสอบการดำเนินการของ บริษัท แจส โมบาย ฯ และ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ว่า เข้าข่ายฮั้วการประมูลหรือไม่ โดยประเด็นข้อเรียกร้องทั้งหมดประกอบด้วย
1.ขอให้ตรวจสอบแจสในข้อหาฮั้วประมูล ภายหลังการไม่ชำระค่าคลื่นความถี่ 900 MHz เนื่องจากมีกระแสข่าวว่าสำนักงาน กสทช. ให้ข้อมูลว่า JAS ไม่ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่คณะทำงานยังไม่ได้เริ่มลงมือหาข้อเท็จจริงใด ๆ ทั้งที่ในหนังสือยินยอมเข้าร่วมประมูลระบุชัดเจนว่าผู้ประมูลอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า กสทช. จะดำเนินการค้นหาความจริงและหาผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายของประเทศ อย่างจริงจังหรือไม่
2.ขอให้กสทช. ทบทวนมติในการดำเนินการประมูล และเร่งประมูลให้คลื่นใช้ประโยชน์ การตัดสินใจของกสทช. เพื่อเตรียมการจัดประมูลใหม่ เนื่องจากการที่สำนักงาน กสทช. ระบุว่าหากไม่มีผู้มาประมูลรอบที่ 2 จะเก็บคลื่นไว้ 1 ปี ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว ยิ่งจะทำให้คลื่นความถี่ที่มีคุณค่าไม่ถูกใช้งาน และทำให้การกำหนดค่าเสียหายจากการทิ้งคลื่นเนิ่นนานออกไป เหมือนไม่ต้องการหาผู้รับผิดชอบที่ทิ้งการประมูลอย่างจริงจัง
ขณะที่ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. กล่าวถึงการดำเนินการตรวจสอบแจส โมบายฯ ว่า ฝ่ายกฎหมายของแจสได้ตอบกลับหนังสือของคณะทำงานกสทช.มาแล้ว โดยยืนยันว่า นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จะเดินทางมาให้ข้อมูลด้วยตัวเอง ส่วนประเด็นที่กสทช.จะสอบถาม คงเป็นไปตามแนวทางที่ได้เคยแถลงไปแล้วคือ
1.การเข้าประมูล JAS มีเจตนาเข้าประมูลเพื่อรับใบอนุญาตหรือไม่
2.เมื่อชนะการประมูลแล้ว JAS ได้ดำเนินการติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอการสนับสนุนอย่างไร
โดยกรณีหลังนี้มีข้อกำหนดให้แจสทำเอกสารชี้แจงส่งกสทช.ด้วย ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ ให้ถือเป็นประเด็นที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะเป็นผู้พิจารณาเอง อย่างไรก็ดีสำหรับการตรวจสอบอาจเสร็จไม่ทันกำหนดสรุปในวันที่ 28 เม.ย. เนื่องจากอาจต้องเชิญสถาบันการเงินหรือผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงเพิ่ม ซึ่งอาจต้องมีการประชุมอีก 2-3 ครั้ง
ต้องยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับแจส โมบายฯนี้มีการตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่ต้น หรือตั้งแต่ก่อนการประมูลคลื่นความถี่ในธุรกิจ 4 จี แล้วว่าแจส โมบายฯ และ บมจ.จัสมินมีเป้าหมายในทางธุรกิจอย่างไร เพื่อการแข่งขันกับเอกชนอีก 3 รายที่เป็นเจ้าตลาดโทรศัพท์มือถือ รวมถึงมีข่าวในเชิงลบมาโดยตลอดเกี่ยวกับสถาบันการเงินที่จะมาค้ำประกันเงินค่าประมูลกว่า 7.5 หมื่นล้าน
โดยเฉพาะกับความเห็นของ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ที่ยอมรับว่า กสทช.เห็นความไม่ปกติเกี่ยวกับตัวเลขการประมูลของ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด อยู่พอสมควร โดยเฉพาะการดันตัวเลขไปถึง 7.5 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ดีแทคส่งสัญญาณจะหยุดการประมูลไว้ที่เพียง 7 หมื่นล้านแล้ว
ส่วน JAS หรือ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ในฐานะบริษัทแม่ของ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจใน 4 กลุ่มหลัก คือ
1. ธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Business)
2. ธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม (Telecom Network & Service Provider Business)
3. ธุรกิจงานจัดหา ออกแบบและวางระบบสื่อสารและโทรคมนาคม (System Integration Business)
4. ธุรกิจอื่นๆ (Other Businesses)
ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตจาก นายบรรยง วิทยวีรศักดิ์ อดีตนายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน ว่า อาจมีความเป็นได้ที่การประมูลคลื่น 4 จีครั้งนี้ของบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล มีเป้าหมายในเชิงธุรกิจอื่นมากกว่าความต้องการนำคลื่นความถี่ไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจโทรคมนาคมอย่างที่แถลงชี้จงต่อสาธารณะ
โดยจุดสำคัญที่นายบรรยงพยายามชี้เห็นความไม่ปกติ ก็คือหากมีการติดตามการซื้อขายหุ้นของบมจ.จัสมิน หรือ JAS จะพบว่ามูลค่าการซื้อขายของ JAS ที่ตามปกติจะมีมูลค่ากลางๆระดับร้อยล้านบาท แต่ปรากฏว่าในช่วงต้นเดือน กันยายน2558 เป็นต้นมา หรือเป็นช่วงที่มีการเปิดตัวว่า JAS จะร่วมประมูลคลื่นสัญญา 4G จู่ๆมูลค่าการซื้อขายก็กระโดดขึ้นมาระดับ 2,000-5,000 ล้านบาท
ไม่เท่านั้นในช่วงที่มีระดับการซื้อขายขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของแต่ละวัน พบว่าช่วงเวลา 16.30 น. ก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์จะปิดการซื้อขาย หุ้น JAS จะแสดงปาฏิหาริย์ได้แทบทุกวัน โดยการปิดกระชากขึ้นหรือลงจากราคาล่าสุด โดยบางครั้งราคากระชากขึ้นไปปิดเพิ่มขึ้นถึง 5% จากราคาเคาะก่อนหน้า ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่จะปิดในราคาใกล้เคียงกับราคาซื้อขายก่อนหน้าเพียง 1-2 ระดับราคาเท่านั้น
ข้อสังเกตที่เกี่ยวโยงกับความไม่ปกติกับการขึ้นลงราคาหุ้นของบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS ของนายบรรยงไม่ได้มีเท่านั้น แต่นายบรรยงยังลงลึกไปถึงพฤติกรรมของผู้บริหาร JAS ที่สวนทางกับความเป็นจริงในอีกหลายจุด
โดยเฉพาะช่วงจังหวะที่ JAS มีปัญหาข่าวจัดหาสถาบันการเงินค้ำประกันไม่ได้ และราคาหุ้นลดลงจาก 6.10 บาท ลงไปเหลือเพียง 2.80 บาท ปรากฏว่าผู้บริหารของ JAS ได้เลือกทำในสิ่งเกิดคาดหมาย ด้วยการประกาศการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น 0.30 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของราคาหุ้นในขณะนั้น และที่น่าตกใจมากกว่านั้นก็คือการที่ผู้บริหารของ JAS ได้ประกาศซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นโดยตรงในราคา 5 บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาหุ้นในตลาดมีระดับราคาเพียง 3.10 บาท ขณะที่สถานะของ JAS ในช่วงเวลานั้นกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความเสี่ยงจะถูกขึ้นบัญชีดำจากกสทช. เพราะไม่สามารถจัดหาหนังสือค้ำประกันของสถาบันการเงินไปมอบให้กับกสทช.ได้
คำถามก็คือในภาวะที่ JAS กำลังระดมเงินเพื่อจะไปใช้เป็นเงินทุนในการจ่ายค่าใบอนุญาตสัมปทาน แทนที่จะกันเงินเอาไว้ลงทุน กลับทำตรงข้ามด้วยการระดมเงินออก (Cash out) โดยการนำเงินไปซื้อหุ้นคืนจำนวน 20% จากผุ้ถือหุ้นทั่วไป และทำให้ราคาหุ้น JAS พุ่งจาก 3.10 บาท ทะยานขึ้นไปสูงสุดที่ 3.98 บาทภายในวันเดียว
สุดท้ายนายบรรยง วิทยวีรศักดิ์ ซึ่งสถานะหนึ่งก็คืออดีตนายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน จึงมีข้อบ่งชี้และข้อคำถามว่าดีลการประมูลคลื่น 4 จีของบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จริง ๆ แล้วเป็นไปเพื่อผลประโยชน์จากตลาดหุ้นหรือไม่ จึงมีพฤติกรรมที่เกี่ยวโยงกับหุ้นในหลายมิติ ขณะที่แผนการลงทุนพัฒนาคลื่น 900 MHz กลับแทบไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ให้เกิดความเชื่อมั่นได้
ขณะที่ล่าสุด นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงภายหลังการเข้าให้ข้อมูลกับกสทช. ว่า JAS มีเจตนาที่แท้จริงในการเป็นโอเปอเรเตอร์รายที่ 4 ในวงการธุรกิจโทรคมนาคม และไม่มีนัยแฝงเป็นอย่างอื่นในการเข้าร่วมประมูลคลื่น 900 MHz รอบที่ผ่านมา
ต้องติดตามกันต่อไปว่ากรณีของแจส โมบาย และบมจ.จัสมินจะได้รับการสะสางความจริงว่ามีนัยแฝงอื่นมากว่าการประมูลคลื่นความถี่ในเชิงธุรกิจหรือไม่อย่างไร รวมถึงอนาคตใบอนุญาตใช้คลื่น 900 MHz เอกชนรายได้จะได้นำไปดำเนินการ โดยเฉพาะกับ บมจ.เอเอไอสที่ประกาศรับช่วงต่อโดยการเสนอราคาเดียวกับแจส โบมาย ซึ่งจะทำให้สมรภูมิ 4 จีในอนาคตยิ่งดุเดือดมากขึ้น เพราะการเผชิญหน้าระหว่างบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กับ บมจ.เอไอเอส
