ตามติด !! ประมูลคลื่นฉาว 900MHz จับตาผลสอบจัสมินลงทุน 4G หรือปั่นหุ้น ??

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 


มาถึงอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องถือว่าเป็นปมฉาวสำหรับวงการโทรคมนาคมไทยอย่างที่สุด  สำหรับการที่บริษัทแจส โมบาย  บรอดแบรนด์  ในเครือของบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล   ได้เข้าประมูลใบอนุญาตคลื่น 4 จี  900 MHz  แต่ปรากฎว่าเมื่อชนะการประมูลแล้วเบี้ยวจ่ายเงินกับกสทช. โดยอ้างว่ามีปัญหาในเชิงเทคนิคกับกลุ่มผู้ร่วมทุนต่างประเทศ

 

 

 


ประเด็นสำคัญก็คือพฤติกรรมที่บริษัท แจส โมบาย  และ  บมจ.จัสมิน  อินเตอร์เนชั่นแนล เจตนาไม่จ่ายเงินให้กับกสทช.เพื่อนำใบอนุญาตไปดำเนินการในเชิงธุรกิจ แต่ทุ่มทุนสร้างด้วยการแจ้งตัวเลขการประมูลสูงถึง 75,654  ล้านบาท  ทำให้ถูกมองว่าดีลธุรกรรมที่เกิดขึ้นนี้มีนัยผลประโยชน์อื่นๆเคลือบแฝงหรือไม่

 


และกลุ่มหนึ่งที่มีการเดินหน้าเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมของ บริษัท แจส โมบาย ฯ   และ  บมจ.จัสมิน  อินเตอร์เนชั่นแนล อย่างจริงจังก็คือ   เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค  ซึ่งเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  ให้เร่งตรวจสอบการดำเนินการของ  บริษัท แจส โมบาย ฯ   และ  บมจ.จัสมิน  อินเตอร์เนชั่นแนล  ว่า  เข้าข่ายฮั้วการประมูลหรือไม่   โดยประเด็นข้อเรียกร้องทั้งหมดประกอบด้วย

 


 

1.ขอให้ตรวจสอบแจสในข้อหาฮั้วประมูล  ภายหลังการไม่ชำระค่าคลื่นความถี่ 900 MHz   เนื่องจากมีกระแสข่าวว่าสำนักงาน กสทช.  ให้ข้อมูลว่า JAS  ไม่ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ   ทั้งที่คณะทำงานยังไม่ได้เริ่มลงมือหาข้อเท็จจริงใด ๆ   ทั้งที่ในหนังสือยินยอมเข้าร่วมประมูลระบุชัดเจนว่าผู้ประมูลอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า กสทช. จะดำเนินการค้นหาความจริงและหาผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายของประเทศ อย่างจริงจังหรือไม่

 


2.ขอให้กสทช. ทบทวนมติในการดำเนินการประมูล และเร่งประมูลให้คลื่นใช้ประโยชน์ การตัดสินใจของกสทช. เพื่อเตรียมการจัดประมูลใหม่   เนื่องจากการที่สำนักงาน กสทช. ระบุว่าหากไม่มีผู้มาประมูลรอบที่ 2 จะเก็บคลื่นไว้ 1 ปี   ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว ยิ่งจะทำให้คลื่นความถี่ที่มีคุณค่าไม่ถูกใช้งาน และทำให้การกำหนดค่าเสียหายจากการทิ้งคลื่นเนิ่นนานออกไป เหมือนไม่ต้องการหาผู้รับผิดชอบที่ทิ้งการประมูลอย่างจริงจัง

 


ขณะที่  นายฐากร ตัณฑสิทธิ์   เลขาธิการกสทช.  กล่าวถึงการดำเนินการตรวจสอบแจส โมบายฯ    ว่า   ฝ่ายกฎหมายของแจสได้ตอบกลับหนังสือของคณะทำงานกสทช.มาแล้ว  โดยยืนยันว่า   นายพิชญ์ โพธารามิก   ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล   จะเดินทางมาให้ข้อมูลด้วยตัวเอง ส่วนประเด็นที่กสทช.จะสอบถาม  คงเป็นไปตามแนวทางที่ได้เคยแถลงไปแล้วคือ 

1.การเข้าประมูล JAS  มีเจตนาเข้าประมูลเพื่อรับใบอนุญาตหรือไม่

2.เมื่อชนะการประมูลแล้ว JAS  ได้ดำเนินการติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอการสนับสนุนอย่างไร 

 


โดยกรณีหลังนี้มีข้อกำหนดให้แจสทำเอกสารชี้แจงส่งกสทช.ด้วย ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ ให้ถือเป็นประเด็นที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)   และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)      จะเป็นผู้พิจารณาเอง  อย่างไรก็ดีสำหรับการตรวจสอบอาจเสร็จไม่ทันกำหนดสรุปในวันที่   28  เม.ย.  เนื่องจากอาจต้องเชิญสถาบันการเงินหรือผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงเพิ่ม  ซึ่งอาจต้องมีการประชุมอีก 2-3 ครั้ง

 


ต้องยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับแจส โมบายฯนี้มีการตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่ต้น หรือตั้งแต่ก่อนการประมูลคลื่นความถี่ในธุรกิจ 4 จี  แล้วว่าแจส โมบายฯ และ บมจ.จัสมินมีเป้าหมายในทางธุรกิจอย่างไร เพื่อการแข่งขันกับเอกชนอีก 3 รายที่เป็นเจ้าตลาดโทรศัพท์มือถือ   รวมถึงมีข่าวในเชิงลบมาโดยตลอดเกี่ยวกับสถาบันการเงินที่จะมาค้ำประกันเงินค่าประมูลกว่า 7.5 หมื่นล้าน 

 


โดยเฉพาะกับความเห็นของ นพ.ประวิทย์   ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.   ที่ยอมรับว่า  กสทช.เห็นความไม่ปกติเกี่ยวกับตัวเลขการประมูลของ  บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์  จำกัด  อยู่พอสมควร    โดยเฉพาะการดันตัวเลขไปถึง 7.5 หมื่นล้านบาท   ทั้งที่ดีแทคส่งสัญญาณจะหยุดการประมูลไว้ที่เพียง 7 หมื่นล้านแล้ว    


ส่วน JAS  หรือ   บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล  ในฐานะบริษัทแม่ของ  บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด  ซึ่งประกอบธุรกิจใน  4 กลุ่มหลัก  คือ

1. ธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Business)
 
2. ธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม (Telecom Network & Service Provider Business)

3. ธุรกิจงานจัดหา ออกแบบและวางระบบสื่อสารและโทรคมนาคม (System Integration Business)

4. ธุรกิจอื่นๆ (Other Businesses)

 


ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตจาก  นายบรรยง วิทยวีรศักดิ์   อดีตนายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน   ว่า  อาจมีความเป็นได้ที่การประมูลคลื่น 4 จีครั้งนี้ของบมจ.จัสมิน  อินเตอร์เนชั่นแนล    มีเป้าหมายในเชิงธุรกิจอื่นมากกว่าความต้องการนำคลื่นความถี่ไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจโทรคมนาคมอย่างที่แถลงชี้จงต่อสาธารณะ

 


โดยจุดสำคัญที่นายบรรยงพยายามชี้เห็นความไม่ปกติ    ก็คือหากมีการติดตามการซื้อขายหุ้นของบมจ.จัสมิน  หรือ  JAS   จะพบว่ามูลค่าการซื้อขายของ  JAS  ที่ตามปกติจะมีมูลค่ากลางๆระดับร้อยล้านบาท  แต่ปรากฏว่าในช่วงต้นเดือน กันยายน2558 เป็นต้นมา  หรือเป็นช่วงที่มีการเปิดตัวว่า  JAS   จะร่วมประมูลคลื่นสัญญา 4G  จู่ๆมูลค่าการซื้อขายก็กระโดดขึ้นมาระดับ 2,000-5,000 ล้านบาท 

 


ไม่เท่านั้นในช่วงที่มีระดับการซื้อขายขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของแต่ละวัน  พบว่าช่วงเวลา 16.30 น.  ก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์จะปิดการซื้อขาย    หุ้น JAS จะแสดงปาฏิหาริย์ได้แทบทุกวัน  โดยการปิดกระชากขึ้นหรือลงจากราคาล่าสุด  โดยบางครั้งราคากระชากขึ้นไปปิดเพิ่มขึ้นถึง 5% จากราคาเคาะก่อนหน้า   ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่จะปิดในราคาใกล้เคียงกับราคาซื้อขายก่อนหน้าเพียง 1-2 ระดับราคาเท่านั้น

 


ข้อสังเกตที่เกี่ยวโยงกับความไม่ปกติกับการขึ้นลงราคาหุ้นของบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS  ของนายบรรยงไม่ได้มีเท่านั้น  แต่นายบรรยงยังลงลึกไปถึงพฤติกรรมของผู้บริหาร JAS  ที่สวนทางกับความเป็นจริงในอีกหลายจุด

 


โดยเฉพาะช่วงจังหวะที่  JAS  มีปัญหาข่าวจัดหาสถาบันการเงินค้ำประกันไม่ได้   และราคาหุ้นลดลงจาก  6.10 บาท ลงไปเหลือเพียง  2.80  บาท  ปรากฏว่าผู้บริหารของ JAS  ได้เลือกทำในสิ่งเกิดคาดหมาย    ด้วยการประกาศการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น  0.30 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของราคาหุ้นในขณะนั้น  และที่น่าตกใจมากกว่านั้นก็คือการที่ผู้บริหารของ JAS   ได้ประกาศซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นโดยตรงในราคา  5 บาท  ทั้ง ๆ ที่ราคาหุ้นในตลาดมีระดับราคาเพียง  3.10 บาท   ขณะที่สถานะของ JAS   ในช่วงเวลานั้นกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความเสี่ยงจะถูกขึ้นบัญชีดำจากกสทช.  เพราะไม่สามารถจัดหาหนังสือค้ำประกันของสถาบันการเงินไปมอบให้กับกสทช.ได้

 


คำถามก็คือในภาวะที่    JAS   กำลังระดมเงินเพื่อจะไปใช้เป็นเงินทุนในการจ่ายค่าใบอนุญาตสัมปทาน    แทนที่จะกันเงินเอาไว้ลงทุน กลับทำตรงข้ามด้วยการระดมเงินออก (Cash out)  โดยการนำเงินไปซื้อหุ้นคืนจำนวน   20%  จากผุ้ถือหุ้นทั่วไป  และทำให้ราคาหุ้น JAS พุ่งจาก 3.10 บาท   ทะยานขึ้นไปสูงสุดที่ 3.98  บาทภายในวันเดียว 

 


สุดท้ายนายบรรยง วิทยวีรศักดิ์  ซึ่งสถานะหนึ่งก็คืออดีตนายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน  จึงมีข้อบ่งชี้และข้อคำถามว่าดีลการประมูลคลื่น 4 จีของบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล  จริง ๆ แล้วเป็นไปเพื่อผลประโยชน์จากตลาดหุ้นหรือไม่    จึงมีพฤติกรรมที่เกี่ยวโยงกับหุ้นในหลายมิติ ขณะที่แผนการลงทุนพัฒนาคลื่น 900 MHz  กลับแทบไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ให้เกิดความเชื่อมั่นได้

 


ขณะที่ล่าสุด  นายพิชญ์ โพธารามิก  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล  แถลงภายหลังการเข้าให้ข้อมูลกับกสทช. ว่า   JAS  มีเจตนาที่แท้จริงในการเป็นโอเปอเรเตอร์รายที่  4 ในวงการธุรกิจโทรคมนาคม    และไม่มีนัยแฝงเป็นอย่างอื่นในการเข้าร่วมประมูลคลื่น  900 MHz  รอบที่ผ่านมา                      

 


ต้องติดตามกันต่อไปว่ากรณีของแจส โมบาย และบมจ.จัสมินจะได้รับการสะสางความจริงว่ามีนัยแฝงอื่นมากว่าการประมูลคลื่นความถี่ในเชิงธุรกิจหรือไม่อย่างไร  รวมถึงอนาคตใบอนุญาตใช้คลื่น 900 MHz  เอกชนรายได้จะได้นำไปดำเนินการ โดยเฉพาะกับ บมจ.เอเอไอสที่ประกาศรับช่วงต่อโดยการเสนอราคาเดียวกับแจส โบมาย ซึ่งจะทำให้สมรภูมิ 4 จีในอนาคตยิ่งดุเดือดมากขึ้น เพราะการเผชิญหน้าระหว่างบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กับ บมจ.เอไอเอส