ลุ้นคำถามประชามติ 7 เม.ย. !! "สนช." จะนำพาประเทศเปลี่ยนผ่าน หรือ ย้อนคืนวิกฤต !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

ถึงเวลานี้ ชัดแล้วว่าในการประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) ในวันพฤหัสบดีที่ 7 เม.ย.นี้ จะมีการลงมติส่งคำถามพ่วงประชามติ ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติพร้อมกับร่าง รธน.ของ กรธ. ที่จะมีการลงประชามติกันในวันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค.

 

 

 

 

 


หากทุกอย่างเป็นไปตามนี้ ก็จะทำให้วันลงประชามติ ประชาชนผู้ไปใช้สิทธิก็จะได้รับบัตรลงคะแนน 2 ใบ คือ บัตรประชามติร่าง รธน. กับประชามติคำถามพ่วงนั่นเอง

 


นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาคำถามพ่วงประชามติในวันที่ 7 เม.ย.ว่า ตามขั้นตอนเมื่อสนช.มีมติแล้วจะส่งไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทันที ส่วนรายจ่ายที่จะเพิ่มขึ้นจากคำถามพ่วงนั้นคงมีไม่มาก เพราะเราใช้บัตรลงคะแนนใบเดียวกัน และที่คุยกันไว้จะใช้คำถามว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญสีหนึ่ง คำถามพ่วงอีกสีหนึ่ง เพื่อป้องกันประชาชนสับสน

 


ขณะที่หน้าที่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำถามพ่วงยังไม่ได้คิดว่าจะให้หน่วยงานไหนรับผิดชอบ แต่คิดว่าใครก็ได้โดยใช้งบประมาณของตัวเอง ส่วนกรณีเกิดคำถามพ่วงผ่านประชามติแต่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็ไม่มีปัญหาอะไร จะมองว่าเสียเปล่าหรือไม่ก็ได้ เพราะคำถามพ่วงจะชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการอะไรในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คำตอบมีนัยสำคัญส่งสัญญาณว่าประชาชนต้องการอะไร แต่ไม่ถึงขนาดเป็นการข้อผูกพันทางกฎหมาย

 


ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายการเมืองเรียกร้องให้บอกทางออกหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติเพื่อประกอบการตัดสินใจ นายวิษณุ กล่าวว่า วันนี้ยังบอกไม่ได้และไม่ควรให้รู้เพราะจะทำให้เกิดอคติเผื่อเลือกขึ้นมา อย่างไรเสียต้องหาทางทำให้รู้โดยเร็ว เพราะหลังวันที่ 7ส.ค.หากประชามติไม่ผ่านจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ว่าให้ใช้วิธีใด

 


 

ซึ่งจะชัดเจนว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้ หรือเขียนใหม่โดยไม่ใช้ฉบับใด หรือใช้หลายฉบับเป็นฐาน ซึ่งรัฐธรรมนูญที่อยู่ในข่ายคือ รัฐธรรมนูญปี 40 รัฐธรรมนูญปี 50 ร่างรัฐธรรมนูญปี 58 และร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เท่านั้น คงไม่ย้อนไปไกลกว่านั้น เพียงแต่จะเอาฉบับใดมาเป็นฐานแล้วขยายต่อไป หรือตัดอะไรออก หรือผสมรวมกัน หรือไม่เอาอะไรเลยแล้วเขียนใหม่ทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องไปลงประชามติ

 


ต่อข้อถามว่า หากต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จะไม่มีการทำประชามติอีกครั้งใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า โดยรูปการณ์เพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วคงต้องเป็นเช่นนั้น แม้กระทั่งการทำประชามติครั้งนี้ตนยังงงว่าจะทำประชามติทำไม เพราะตนคิดในใจว่ามันมีวิธีอื่นที่สามารถทำได้โดยเร็วและประหยัด แต่เมื่อไม่เลือกใช้ก็ต้องมีการทำประชามติ

 


ขณะที่ทางด้านของนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช. และรองประธานวิปสนช. กล่าวว่า เรื่องการตั้งคำถามประชามติที่ประชุมวิปสนช.ได้มีการหารือ โดยได้สรุปว่าให้ไปหารือกับที่ประชุมใหญ่สนช.อีกครั้ง เพราะร่างคำถามจากสปท. โดยเสนอให้รัฐสภาคือส.ส. ส.ว. โหวตเลือกนายกฯในช่วยเปลี่ยนผ่าน ที่เรานำมาพิจารณานั้น ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าขัดกับบทบัญญัติหลักในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งถ้าขัดอาจจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเยอะมาก ส่วนตัวคำนึงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจอาจเกิดปัญหาตามมาได้

 


นายพีระศักดิ์กล่าวอีกว่าส่วนตัวผมชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการตั้งคำถามประชามติ เพราะจะทำให้เกิดความสับสน กับการลงประชามติของประชาชนได้ จึงอยากให้รอมติที่ชัดเจนจากที่ประชุมใหญ่สนช.ในที่ 7เม.ย.

 


ส่วน พล.ร.อ.ยุทธนา ฟักผลงาม สมาชิกสนช. กล่าวว่า มติวิปสนช. ชัดเจนว่าให้มีคำถามประชามติได้หนึ่งคำถาม ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยให้เสนอเข้าที่ประชุมใหญ่ ส่วนที่ประชุมใหญ่ว่าอย่างไร จะให้ตั้งหรือไม่ ถ้าให้ตั้ง จะตั้งว่าอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ประชุมสนช. จะได้หารือกัน ที่เป็นอย่างนี้ เพราะเราที่ไม่สามารถไปตัดสิทธิ์สมาชิกสนช.ได้ในการเสนอตั้งคำถาม หรือแสดงความเห็นได้ ดังนันทั้งคำถามของสปท.ที่ส่งมา และคำถามของสมาชิกสนช. จะได้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสนช.

 


พล.ร.อ.ยุทธนา กล่าวต่อว่า ส่วนผลการหารือของสนช.จะออกมาเป็นอย่างไร จะให้ตั้งคำถามหรือไม่ ตั้งอย่างไร ผมไม่สามารถบอกได้ แต่ยืนยันว่าไม่มีใบสั่งใดๆแน่นอน เพราะเราเคารพสิทธิของกันแลกัน จะไม่มีการไปบอกให้เขาทำอย่างโน้นอย่างนี้ หรือมาบอกให้เราทำโน้นอย่างนี้

 


อย่างไรก็ตามการตั้งคำถามจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นก็อยู่ที่การประชุมของ สนช.ในวันที่ 7 เมษายน นี้ ซึ่งก็ได้มีการเตรียมการใก้กรรมาธิการแต่ละคณะไปหารือกันเองก่อนที่จะส่งมติไปที่วิป สนช.

 


เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับเราจะไปพูดคุยกับรศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน กรรมาธิการการเมืองสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่าทิศทางของคำถามพ่วงประชามติที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านประเทศที่สมบูรณ์

 


สำหรับประเด็นของการตั้งคำถามพ่วงประชามตินั้นก็มีการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก

 


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะตั้งคำถามพ่วงประชามติ เรื่องการเพิ่มอำนาจให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี เพราะจะให้ ส.ว. ซึ่งมาจากการสรรหาหรือแต่งตั้ง มาลงคะแนนลบล้างคะแนนเสียง ส.ส.ที่ประชาชนเลือกมา ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ โดยสิ่งที่ควรต้องทำคือการทำประชามติต้องเป็นไปตามหลักสากล ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออก คณะรักษาความสงบแห่งชาติควรทำให้ชัดเจนว่าทางเลือกของประชาชนคืออะไร หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน รวมทั้ง สนช.ควรหลีกเลี่ยงการพ่วงคำถามใด ๆ ที่จะนำไปสู่ความสับสน ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน

 


นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงประเด็นประชามติว่าพรรคฟังเสียงประชาชน ไม่ว่าประชามติจะออกมาอย่างไร จะเห็นหรือไม่เห็นชอบ พวกเราในพรรคได้คุยกันแล้วว่าไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็พร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนด กฎเกณฑ์ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทุกประการ และเราพร้อมในทุกสถานการณ์

 


นายอนุทินกล่าวต่ออีกว่า เราเป็นนักกีฬา เราไม่ได้เป็นคนเขียนกติกา เมื่อมีกติกาออกมาแล้วก็เป็นหน้าที่เราปฏิบัติตามกติกา ไม่เช่นนั้นก็แข่งกันไม่ได้ ถ้าใครไม่พร้อมแข่งก็ไม่ต้องลง ถ้าใครพร้อมแข่งก็เสนอตัว จากการศึกษาคร่าวๆ ร่างรัฐธรรมนูญไม่น่ามีปัญหาอะไรสำคัญ พรรคภูมิใจไทยจะเสนอตัวให้เป็นทางเลือกของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หวังว่าจะเป็นไปตามโรดแม็พของหัวหน้าคสช