- 06 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
กรณีเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ร่วมกับหนังสือพิมพ์ Suddeutsche Zeitung ของประเทศเยอรมัน เปิดเผยข้อมูลบุคคลและหน่วยงานผู้มีรายชื่อเป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขต ทั่วโลก
ข้อมูลดังกล่าวระบุรายชื่อผู้ถือครองบริษัทนอกอาณาเขตทั่วโลกที่ใช้บริการจดทะเบียนบริษัทของสำนักกฎหมาย มอสแซก ฟอนเซก้า (Mossack Fonseca) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศปานามา และมีสาขาในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย
สำหรับ สำนักงานทำความรู้จัก "มอสแซค ฟอนเซกา" ก่อตั้งเมื่อปี 2520 โดยเดิมชื่อมอสแซค ก่อนรวมกับบริษํทของฟอนเซกา เมื่อปี 2529 เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องในปานามา ก่อตั้งโดยนายเจอร์เกน มอสแซค นักกฎหมายชาวเยอรมัน วัย 68 ปี และนายรามอน ฟอนเซกา นักเขียนระดับได้รับรางวัลและนักกฎหมายชาวปานามา วัย 63 ปี
ทั้งนี้ บิดาของมอสแซคซึ่งเป็นอดีตสมาชิกพรรคนาซี มีประวัติเคยทำงานให้กับสำนักข่าวกรองกลาง ( ซีไอเอ ) ในด้านการสอดแนมคิวบา ก่อนพาครอบครัวมาตั้งรกรากที่ปานามา เมื่อปี 2491 ขณะที่ฟอนเซกาเคยเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีฮวน คาร์ลอส วาเลรา ผู้นำปานามาคนปัจจุบัน
ลักษณะการเลี่ยงภาษีในปานามา ประกอบด้วย
1.ตั้งบริษัทบังหน้า เป็นบริษัทที่มีเพียงชื่อที่อยู่เท่านั้นและปกปิดว่าใครเป็นเจ่าของบริษัท เพื่อหลบเลี่ยงการแสดงบัญชีทรัพย์สิน
2.สวรรค์เลี่ยงภาษี เมื่อได้รับ เมื่อได้บริษัทบังหน้าแล้ว ก็ต้องหาแหล่งที่ตั้งในประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กในแปซิฟิก ซึ่งมีกฎหมายว่าด้วยความลับของธนาคาร (Banking Secrecy) และยังมีอัตราภาษีที่ต่ำมากสำหรับการทำธุรกรรม เช่น หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เคย์แมน โมนาโก และสวิตเซอร์แลนด์
3.ออกหุ้นและหุ้นกู้ เพื่อที่จะได้ปฏิเสธความเป็นเจ้าของและระบุว่าเป็นเพียงผู้ถือหุ้นกู้ โดยการถือหุ้นและหุ้นกู้ไม่ระบุชื่อผู้ถือ เท่ากับมีเงินเข้ามาถือในมือ และยังช่วยให้เคลื่อนย้ายทรัพย์สินได้สะดวก
4.ฟอกเงิน โดยเป็นกลวิธีที่ใช้ฟอกเงินผิดกฎหมาย ทั้งเงินจากค้ายา แชร์ลูกโซ่ หรือคอร์รัปชั่น ให้กลายเป็นเงินที่ถูกต้อง ด้วยการส่งเงินไปยังบริษัทออฟชอร์ และเปลี่ยนเงินดังกล่าวเป็นหุ้นกู้
5.หนีการคว่ำบาตร การคว่ำบาตรเป็นมาตรการลงโทษทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ ตู้กระทำผิดอาจช่วยถือบัญชีการเงินให้แก่ผู้ที่ถูกคว่ำบาตรหรือแม้กระทั่งคอยจัดหาอาวุธให้แก่ทั้ง 2 ฝากความขัดแย้งได้ และนำเงินเหล่านั้นไปปกปิดไว้ในบัญชีลับหรือที่บริษัทออฟชอร์
ขณะที่ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทกฎหมายที่เป็นที่มาของชุดเอกสาร “ปานามา เปเปอร์” ระบุว่า บริษัทของถูกแฮกจากเซิฟเวอร์ต่างประเทศ
รามอน ฟอนเซกา กล่าวว่า บริษัทมอสแซกฟอนเซกาได้ยื่นร้องทุกข์กับคณะอัยการของปานามา เกี่ยวกับการละเมิดดังกล่าวจากแฮกจากเซิฟเวอร์ต่างประเทศ
ทั้งระบุอีกว่า รายงานทั้งหมดจนถึงตอนนี้ “ไม่มีใครพูดถึงการแฮกเลยและนั่นคือความผิดเดียวที่ถูกกระทำ แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าว่าการแฮกดังกล่าวถูกกระทำจากประเทศไหน
ฟอนเซกาก็รู้สึกเสียใจด้วยกับความจริงที่ว่า รายงานเกี่ยวกับเอกสาร 11.5 ล้านฉบับที่ถูกดึงจากระบบคอมพิวเตอร์ของมอสแซกฟอนเซกานั้นให้ความสำคัญแต่กับลูกค้าที่มีชื่อเสียงซึ่งใช้บริษัทกฎหมายแห่งนี้จัดตั้งบริษัทนอกประเทศเพื่อถือครองทรัพย์สินของพวกเขา
ซึ่งการแฮกดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาคบริการทางการเงินของปานามาซึ่งอาศัยการใช้ดุลยพินิจในการดำเนินธุรกิจ
เอกสารลับ ของ “มอสแซค ฟอนเซกา” นำเสนอข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอำนาจในอดีตและปัจจุบัน 12 คนวมถึงผู้นำเผด็จการที่ขโมยเงินประเทศของตนเอง ตลอดจนนักการเมือง ประมาณ 143 คน
สำหรับผู้นำและอดีตผู้นำทั้ง 12 คนที่มีชื่อปรากฎในเอกสารดังกล่าว ได้แก่
1.ประธานาธิบดี มัวริซิโอ แมครี แห่งอาร์เจนตินา
2.สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลลาซิซ
3.ประธานาธิบดี เปโตร โปโรเชนโก แห่งยุเครน
4.ประธานาธิบดี เคาะลีฟะฮ์ บิน ซายิด อัลนะฮ์ยาน แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์,
5.นายกรัฐมนตรี ซิกมุนเดอร์ ดาวิโอ กันล็อกสัน แห่งไอซ์แลนด์,
6.อดีตนายกรัฐมนตรี บิดซินา อิวานิชวิลี แห่งจอร์เจีย
7.อดีตนายกรัฐมนตรี อะยาด อัลลาวี แห่งอิรัก
8.อดีตนายกรัฐมนตรี อาลี อาบู อัล-รักเฮบ แห่งจอร์แดน
9.อดีตนายกรัฐมนตรี ฮาหมัด บิน จัสซิม บิน จาเบอร์ อัลธานี แห่งกาตาร์
10.อดีตเจ้าผู้ครองนครรัฐกาตาร์ ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล-ธานี
11.อดีตประธานาธิบดี อาหมัด อาลี อัล-เมียร์กานี แห่งซูดาน
12.อดีตนายกรัฐมนตรี พัฟโล ลาซาเรนโก แห่งยูเครน
นอกจากนั้น ข้อมูลจากเอกสารยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับครอบครัวและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอดีตประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก แห่งอียิปต์, พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการแห่งลิเบีย และประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด แห่งซีเรีย
รวมถึงยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับการฟอกเงินมูลค่านับพันล้านดอลลาร์สหรัฐของกลุ่มคนใกล้ชิดกับ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และธนาคารแบงค์ รอสสิยา ของรัสเซีย ที่ถูกสหรัฐและสหภาพยุโรป(อียู) คว่ำบาตรจากการที่รัสเซียผนวกแคว้นไครเมียเข้ากับตนเอง
ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยวิธีการปฏิบัติงานของธนาคาร โดยมีการส่งเงินออกไปยังบริษัทต่างๆ นอกประเทศ ซึ่ง นายเซอร์เก รอลดูกิน เพื่อนสนิทของประธานาธิบดีปูตินเป็นเจ้าของอยู่สองแห่ง เนื้อหาในเอกสารที่รั่วไหล ชี้ให้เห็นว่านายเซอร์เกสร้างผลกำไรหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐได้แบบไม่ชอบมาพากล
แต่จะเป็นผลสืบเนื่องกับกรณีการเผยแพร่เอกสารลับข้อมูลธุรกรรมทางการเงินกว่า 11.5 ล้านฉบับที่รั่วไหลออกมาจากบริษัทกฏหมาย หรือไม่
เพราะ ล่าสุด นายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ เป็นรายแรกที่ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เรียบร้อยแล้ว
นายซิกมุนเดอร์ เดวิด กุนน์ลอจสัน นายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ ประกาศในที่ประชุมสมาชิกรัฐสภาของพรรค ว่าเขาจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและผมจะทำหน้าที่แทน”
ด้าน นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเอกสาร ปานามา เปเปอร์ส หลังมีรายชื่อบิดาผู้ล่วงลับไปแล้วของเขา ปรากฏอยู่ในรายชื่อลูกค้าของบริษัทมอสแซค ฟอนเซกา บริษัทกฎหมายในปานามา ซึ่งถูกระบุว่าให้ความช่วยเหลือลูกค้าหลีกเลี่ยงภาษีและฟอกเงิน โดยนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ยืนยันว่า เขาไม่เคยถือหุ้น มีเพียงเงินเดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เงินเก็บจำนวนหนึ่ง และบ้านเพียงหนึ่งหลัง
นายอัลวาโร อเลแมน รัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีของปานามา เปิดเผยว่า ประเทศปานามาไม่ควรตกเป็นแพะรับบาป ในเรื่องที่มีเอกสารลับจากบริษัทกฎหมาย มอสแซค ฟอนเซก้า ของปานามา ที่รั่วไหลออกมากว่า 11 ล้านฉบับ พร้อมทั้งรับปากกับประชาชนว่า รัฐบาลจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอน
ขณะที่ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวว่า การเปิดเผยเอกสารที่เรียกว่า ปานามา เปเปอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่รั่วไหลจากมอสแซค ฟอนเซคา บริษัทกฎหมายของปานามา เป็นสิ่งที่แสดงว่า ผู้นำของโลกมีความคืบหน้าในการปิดโครงการหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศ แต่สิ่งนี้ยังไม่เพียงพอ เพราะปัญหาอยู่ที่ว่าการหลบเลี่ยงภาษีมักทำได้โดยอาศัยช่องโหว่จากกฎหมายภาษีที่มีการออกแบบมาไม่ดี ซึ่งเป็นต้นเหตุของการแสวงหาประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าว
ในกรณีของประเทศไทยพบนักธุรกิจและกลุ่มธุรกิจชื่อดัง สำหรับบุคคลหรือองค์กรสัญชาติไทยนั้น พบว่ามีการใช้บริการจดทะเบียนบริษัทผ่านสาขา มอสแซก ฟอนเซก้า ในประเทศไทยและในต่างประเทศ
ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ถึงกับเร่งดำเนินการประสานงานไปยังแหล่งที่มาของข้อมูลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องพร้อมนัดแถลงข่าวความคืบหน้า 8 เม.ย.
ล่าสุด รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการตรวจสอบข้อเท็จจริง
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ ซึ่งกำลังจะถามคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่าเหตุใดถึงไม่รายงานเรื่องดังกล่าวกับตนทั้งที่มีการเสนอข่าวออกมาแล้ว หรืออาจจะเพราะไม่ทราบ อย่างไรก็ตามเงินที่นำไปฝากไว้ยังบริษัทในประเทศปานามาแห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินผิดกฎหมาย แต่คนดีๆ คงคิดไม่ออกว่าทำไมต้องนำเงินไปฝากที่นี่ ส่วนหากมีการนำเงินผิดกฎหมายไปฝากพอเบิกออกมาจะกลายเป็นเงินบริสุทธิ์หรือไม่นั้น ต้องถามก่อนว่านำเงินจำนวนนั้นออกจากประเทศได้อย่างไร จะเป็นการฟอกเงินหรือไม่ก็ต้องพิจารณาเพราะลำพังการนำเงินไปฝากไม่ทำให้เป็นการฟอกเงิน เว้นแต่เงินที่ได้ไปเป็นเงินผิดกฎหมายเลยไปฟอกให้ถูกกฎหมาย ถ้าเงินขาเข้าไม่ผิด เงินขาออกก็ไม่ผิด และการที่มีคนไทยนำเงินไปฝากได้ ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายของไทยมีช่องโหว่ แต่เป็นเพราะกระบวนการนั้นถี่ลอดตาช้าง หางลอดตาเล็งจึงหลุดไปได้
“บางทีเงินไม่ได้ส่งตรงจากไทย แต่ส่งไปที่อื่นก่อน แต่คนเราถ้าวิริยะอุตสาหะขนาดนั้น มันต้องผิดปกติแล้ว ทั้งนี้กฎหมายของไทยมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะติดตามเงินผิดกฎหมายเหล่านี้ได้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์กรต่อต้านการฟอกเงินซึ่งประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าปฏิบัติตามเป็นอย่างดี เมื่อมีเรื่องดังกล่าวถูกเปิดเผยออกมา ปปง.สามารถตรวจสอบเชิงรุกไปในพื้นที่อื่นๆที่อาจมีเงินผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ได้ ซึ่งโทษสูงสุดของกฎหมายฟอกเงินไทยคือจำคุกตลอดชีวิต รวมถึงยึดทรัพย์สินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย”
ขณะที่ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้ กรมฯ ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับคนไทยที่มีรายชื่อในปานามา เปเปอร์ ที่ไปฟอกเงินในต่างแดน เพื่อเลี่ยงภาษี ซึ่งต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเรื่องมาให้ แต่หากมีข้อมูลที่แน่ชัดแล้ว ก็พร้อมที่จะดำเนินการ เพราะการตรวจสอบภาษี ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรต้องดำเนินการ เพื่อให้เกิดความถูกต้อง มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติ โดยที่ผ่านมา กรมฯได้ตรวจสอบการยื่นเสียภาษีของบุคคลธรรมดา และบริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลทุกรายอยู่แล้ว ว่ายื่นเสียภาษีถูกต้องหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูล “ปานามาลีก” ในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดเผยครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา โดยข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ครบคลุมระยะเวลา 40 ปี
ซึ่งแน่นอนว่า 1 ใน 21 ของคนไทยที่ปรากฏในปานามา เปเปอร์ส ต้องออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้
นายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอซีซี ในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ตนเองเพิ่งทราบข่าวเมื่อวานนี้ (5 เม.ย.) โดยยืนยันว่า บริษัทไม่มีชื่อปรากฎในปานามา เปเปอร์ส แน่นอน เพราะธุรกิจในเครือสหพัฒน์ค่อนข้างตรงไปตรงมา
และยอมรับว่า มีการไปจดทะเบียนติดตั้งโรงงานในต่างประเทศ แต่กรณีที่จดทะเบียนแบบออฟชอคอมมานีในประเทศเกาะทั้งหลาย ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวยืนยันว่า มีชื่ออยู่ในบัญชี ออฟชอร์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับบัญชีปานามา ลีค ที่มีการฟอกเงิน โดยเมื่อกว่า 10 ปี ก่อนได้เปิดบัญชีไพรเวทแบงก์กิ้ง วงเงินประมาณ 10 ล้าน ซึ่งน้อยมาก เป็นการลงทุนปกติในต่างประเทศ ยอมรับว่า พอเห็นรายชื่อปรากฏก็ตกใจเหมือนกัน ยืนยันได้ว่า การเปิดบัญชีเป็นการลงทุน ไม่ได้ใช้เพื่อการฟอกเงินแน่นอน
