มะกันไม่เข้าใจ!!? "สหรัฐฯ" เรียกร้อง "รบ.ไทย" จำกัดอำนาจทหาร หลังมีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่13/2559

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th



ว่าด้วยคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559  เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบางประการที่เป็นภยันตราย ต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

 

 

 

 

 


และคำสั่งดังกล่าวนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เรียกร้องให้ คสช.จำกัดอำนาจทหาร


แคตินา อดัมส์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ด้านเอเชียตะวันออก ระบุว่า สหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรยาวนานของไทย ขอเรียกร้องรัฐบาลไทยให้เจ้าหน้าที่พลเรือนได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองและนำกระบวนการพิจารณาคดีพลเรือนคืนสู่ศาลพลเรือน


ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อกรณีที่ทางทหารไทยใช้อำนาจพิเศษออกคำสั่งเพิ่มอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยภายในแก่กองทัพ สำหรับยึดทรัพย์สิน ตรวจค้นสถานที่ต่างๆ รวมถึงเรียกตัว จับกุม และสอบปากคำพลเรือน


รายงานของเอพีระบุว่า คำสั่งที่ออกโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหารและนายกรัฐมนตรี มีออกมาท่ามกลางการปราบปรามเสรีภาพพลเรือนอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่ที่เขาก้าวเข้าสู่อำนาจจากการก่อรัฐประหารในปี 2014


สำหรับ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๓/๒๕๕๙เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ


ด้วยปรากฏว่าได้มีบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์กระทําความผิดอาญาบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยการข่มเหง ขู่เข็ญรังแก หรือแสดงตน อันเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเกรงกลัว ไม่กล้าขัดขืน หรือร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพราะเกรงภัยจะเกิดแก่ตน นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ามีบุคคลที่ดํารงชีพด้วยการกระทําผิดกฎหมาย เช่น ค้ายาเสพติด เป็นเจ้ามือพนัน มีพฤติการณ์ซ่องสุมอาวุธ เพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์ต่าง ๆที่มิชอบด้วยกฎหมาย การที่จะนําตัวผู้กระทําความผิดมาดําเนินคดีจึงมีความยุ่งยาก ซับซ้อน หรืออาจเกิดความเสี่ยงภัยต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จึงจําเป็นต้องกําหนดกระบวนการในการป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดอาญาที่มีลักษณะดังกล่าวเป็นพิเศษ เพื่อเป็นมาตรการเสริมกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดอาญา รวมทั้งคุ้มครองความสงบเรียบร้อย และระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตลอดจนเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้แก่สุจริตชน


ข้อ ๑ ในคําสั่งนี้

"เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม" หมายความว่า ข้าราชการทหารซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นร้อยตรีเรือตรี หรือเรืออากาศตรี ขึ้นไป ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามคําสั่งนี้


"ผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม" หมายความว่า ข้าราชการทหารซึ่งมียศต่ํากว่าชั้นร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรี ลงมา และให้หมายความรวมถึง ทหารประจําการ ทหารกองประจําการและอาสาสมัครทหารพราน ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามคําสั่งนี้


ข้อ ๒ ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามดําเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทําอันเป็นความผิดตามที่กําหนดไว้ในบัญชีท้ายคําสั่งนี้


บุคคลซึ่งเป็นผู้กระทําความผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทําความผิดตามวรรคหนึ่งซึ่งจะอยู่ในบังคับตามคําสั่งนี้ ต้องเป็นผู้มีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ดังต่อไปนี้

(๑) กระทําความผิดโดยการข่มขืนใจให้กระทําการใด ไม่กระทําการใด หรือจํายอมต่อสิ่งใดโดยทําให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น

(๒) แสดงตนให้บุคคลอื่นเกรงกลัว ไม่กล้าขัดขืนหรือร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดําเนินการเพราะเกรงภัยจะเกิดแก่ตน

(๓) ดํารงชีพด้วยการกระทําผิดกฎหมายการกระทําตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการใช้ จ้างวาน หรือสนับสนุนการกระทําใดๆที่เป็นการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งด้วย


ข้อ ๓ ในการดําเนินการตามข้อ ๒ ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ออกคําสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามหรือมาให้ถ้อยคํา หรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดตามข้อ ๒

(๒) จับกุมตัวบุคคลที่กระทําความผิดซึ่งหน้า และควบคุมตัวผู้ถูกจับนําส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดําเนินการต่อไป

(๓) ช่วยเหลือ สนับสนุน หรือเข้าร่วมในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนในความผิดตามข้อ ๒ โดยในการเข้าร่วมดังกล่าวให้ถือว่าเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(๔) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นบุคคลหรือยานพาหนะใดๆทั้งนี้ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลซึ่งกระทําความผิด ตามข้อ ๒ หลบซ่อนอยู่หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยการกระทําความผิด หรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทําความผิดตามข้อ ๒ หรือซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่า เนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ บุคคลนั้นจะหลบหนีไป หรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทําลาย หรือทําให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม

(๕) ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบตาม (๔)

(๖) กระทําการอื่นใดตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย


ข้อ ๔ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดได้กระทําความผิดตามข้อ ๒ ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีอํานาจเรียกตัวบุคคลนั้นมาเพื่อสอบถามข้อมูลหรือให้ถ้อยคําอันจะเป็นประโยชน์ต่อการดําเนินการตามข้อ ๒ และในกรณีที่ยังสอบถามไม่แล้วเสร็จจะควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้ก็ได้แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวัน แต่การควบคุมตัวดังกล่าวต้องควบคุมไว้ในสถานที่อื่นที่มิใช่สถานีตํารวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจํา และจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้ต้องหามิได

 


 

 

 

เมื่อมีเหตุอันจะต้องดําเนินคดีต่อบุคคลที่กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งในฐานะเป็นผู้ต้องหาให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามในฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจดําเนินการต่อไป


ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อ ๕ ในกรณีที่บุคคลใดถูกควบคุมตัวตามข้อ ๔ วรรคหนึ่ง เนื่องจากการกระทําความผิดตามข้อ ๒ เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามอาจปล่อยตัวไปโดยมีหรือไม่มีเงื่อนไขก็ได้


เงื่อนไขในการปล่อยตัวตามวรรคหนึ่ง หมายถึง การกําหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา ๓๙ (๒) ถึง (๕) แห่งประมวลกฎหมายอาญา การห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย หรือการสั่งระงับธุรกรรมทางการเงิน


ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการปล่อยตัว ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรบ


ข้อ ๖ ให้ผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามในการปฏิบัติหน้าที่ตามคําสั่งนี้ตามที่เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามสั่งการหรือมอบหมาย


ข้อ ๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคําสั่งนี้ ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามและผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา


ข้อ ๘ การกระทําตามคําสั่งนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง


ข้อ ๙ เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามและผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามที่กระทําการไปตามอํานาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจําเป็น ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. ๒๕๔๘ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้า


หากว่าพิจารณาตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559  เหตุผลประการสำคัญของคสช.คือการที่ไม่ต้องการให้ประเทศชาติกลับไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงเหมือนกับช่วงเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557


พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหมยังกล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สบายใจท่าทีของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เรียกร้องให้คสช.จำกัดอำนาจของทหาร ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการทำงานภายในประเทศของเรา ทหารเองก็รู้ว่าเราควรจะทำแค่ไหน อะไรที่ทำเกินเลยก็ต้องถูกทำโทษ ไม่ใช่ว่าจะไปใช้อำนาจโดยมิชอบ อีกทั้งสมัยนี้โซเชียลมีเดียมีความรวดเร็ว


อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาทุกอย่างเป็นเรื่องภายในประเทศในช่วงนี้เราต้องการให้สิ่งต่างๆ ที่มันไม่ดี ที่เป็นสีเทาหมดไปจากประเทศ แม้ว่าจะหมดไม่ได้ แต่ต้องทำให้ได้


เมื่อถามว่า แต่คนก็ยังวิพากษ์จิวารณ์กันมากในเรื่องการใช้อำนาจของทหาร โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่าน 5 ปี จะทำให้การทำงานของรัฐบาล และ คสช.ไม่ราบรื่นหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คิดว่าการทำงานก็ราบรื่นดี เราพยายามทำทุกอย่างด้วยเจตนาดี ทำทุกอย่างแบบไม่มีนัย เพื่อให้ประเทศดีขึ้น และประชาชนอยู่ดีกินดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน


ส่วนการชี้แจงต่อต่างชาติเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศต้องรับทราบและไปชี้แจงว่าเป็นเพราะอะไรที่เราต้องทำแบบนี้ และประเทศเราเป็นอย่างไร ซึ่งเวลานี้เราพัฒนาของเรามาดีมากแล้ว


พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีสำนักข่าวเอพีรายงานว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สหรัฐอเมริกาด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เรียกร้องให้ คสช. จำกัดอำนาจทหาร หลังมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. รู้สึกไม่สบายใจกับความเห็นดังกล่าว เพราะ การแสดงความเห็นอย่างนี้ไม่ใช่เป็นการแสดงความเห็นครั้งแรก


ทั้งๆที่รัฐบาลได้ชี้แจงแล้วหลายครั้ง ซึ่งดูเหมือนจะพยายามไม่เข้าใจว่าข้อเท็จจริงคืออะไร และเรียกร้องในสิ่งที่สวนทางกับความเป็นจริง เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศไทย ขณะนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาปกติ  รัฐบาลและคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการทำความสะอาดบ้านของตัวเอง ซึ่งไม่สามารถทำได้ในช่วงที่นักการเมืองบริหารราชการอยู่


การออกคำสั่งคสช. แต่ละครั้ง มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการงานให้รวดเร็วขึ้น ไม่เกี่ยวกับการแทรกแซงอำนาจศาลโดยทหาร เพราะหากมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ก็จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อสู้คดี ทั้งศาลพลเรือน และศาลทหาร โดยเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้กฎหมายปกติเป็นหลัก ไม่ว่าจะตัดสินความถูกผิดหรือยึดทรัพย์ก็ตาม


นายกฯอยากให้โฆษก กต. สหรัฐฯ หรือแม้แต่สื่อมวลชน เข้าใจว่า ทั้งนักโทษที่หลบหนีคดี กลุ่มนปช. กลุ่มนักศึกษา กลุ่มต่อต้านสถาบัน ทุกคนรู้ดีว่าตัวเองทำผิดกฎหมาย แต่อ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อให้ดูดี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกฎหมาย การกระทำผิดทุกกรณีมีหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธสงคราม หรือเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งล้วนแต่เชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองทั้งสิ้น จึงอยากถามกลับไปว่าในประเทศของท่าน ทุกคนมีเสรีภาพที่จะกระทำการที่ผิดกฎหมายเช่นนี้ได้ใช่หรือไม่


นายกฯ เรียกร้องให้ถามคนไทยส่วนใหญ่ว่าเขาพอใจที่บ้านเมืองสงบ และรังเกียจผู้ที่ละเมิดกฎหมายหรือใช้ความรุนแรงอย่างไร รวมทั้งขอให้ช่วยกันสื่อสารออกไปบ้างว่าให้นักโทษหนีคดีกลับมาต่อสู้คดีในประเทศ ไม่นำเสนอแต่เพียงเรื่องข้อเรียกร้องของกลุ่มการเมือง นปช. หรือล็อบบี้ยิสต์ เพราะหากยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์ แม้จะอ้างว่าตนเองทำถูกต้อง 1 คดี แต่คดีอื่นๆ อีกเป็นสิบ จะว่าอย่างไร และไม่ใช้ประเทศอื่นเป็นเวทีให้ร้ายบ้านเกิดเมืองนอนของตน อย่างไม่ไยดีอะไร


ขณะที่ วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ขอให้ทุกคนเคารพกฎหมาย เพราะกฎหมายนั้นทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยรับสั่งว่าทุกคนคือคนไทยถ้าประชาชน ทะเลาะขัดแย้ง ท่านห้ามไม่ได้เพราะทุกคนคือคนไทย และเราจะต้องยุติปัญหาที่เกิดให้หมด


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย้ำมาโดยตลอดในการทำงานเพื่อประเทศชาติ ขณะที่ยกตัวอย่างเหตุการณ์ ที่จะถูกโจมตีและสร้างสถานการณ์จากกองกำลังติดอาวุธที่พบว่ามีความเชื่อมกับขั้วอำนาจเก่าทางการเมือง


หากว่าพิจารณาตามข้อเสนอของคสช.เหตุผลประการสำคัญคือการที่ไม่ต้องการให้ประเทศชาติกลับไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงเหมือนกับช่วงเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยเฉพาะกองกำลังติดอาวุธที่ปฏิบัติการมาตั้งแต่การชุมนุมในปี 2553 และได้มีการยกระดับอย่างต่อเนื่อง