- 08 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ยังเป็นประเด็นร้อน ๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง สำหรับท่าทีของสหรัฐกลุ่มชาติตะวันตกบางกลุ่มที่ดูเหมือนจะรับรู้สถานการณ์ของประเทศไทยนับตั้งแต่ช่วงปี 2552 แต่แท้จริงแล้วไม่เคยเข้าใจเลยว่าหลังเหตุการณ์วันที่ 22 พ.ค. 2557 จนมาถึงวันนี้อะไรคือปัจจัยสำคัญทำให้ประเทศไทยอยู่ในความสงบมาอย่างต่อเนื่องถ้าไม่ใช่การทำหน้าที่ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะคสช.
ชัดเจนตรงไปตรงมาเหมือนเพราะไม่ว่าจะมีรูปธรรมชัดเจนขนาดไหน หรือมีการชี้แจงรายละเอียดอย่างไร ดูเหมือนชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐและกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียู ก็ยังวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์และคสช.ในเชิงลบ
อย่างเช่นล่าสุดกับเฟซบุ๊ก "European Union in Thailand" ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักการของเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นและยอมรับฟังเสียงต่างๆ ทุกเสียง โดยอ้างว่าเป็นผลสำคัญเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปสำหรับการลงประชามติที่เป็นธรรมตามความประสงค์ของประชาชนไทยทุกคนและเพื่อให้ประชาชนทุกคนยอมรับในผลนั้นๆ
ที่สำคัญกับท่าทีสหภาพยุโรปยังไปไกลถึงขนาดวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการการเรียกปรับทัศนคติของคสช.ว่าเป็นสิ่งขัดแย้งกับหลักการเสรีภาพและเห็นว่ามาตรการเรียกปรับทัศนคติต่อไปซึ่งอาจจะมีระยะเวลาที่นานขึ้นไปอีกกับผู้ที่มีมุมมองที่ต่างออกไปถือเป็นการพัฒนาด้านประชาธิปไตยที่น่ากังวล
ไม่เท่านั้นแนวคิดของสหภาพยุโรปที่เดินคู่ขนานมากับสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ก็ยังทำให้เห็นว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม เมื่อมีการพาดพิงถึงคำสั่งที่ 13/2559 ของ คสช. ซึ่งสหภาพยุโรปอ้างว่าเป็นการให้อำนาจอย่างกว้างขวางต่อคณะบุคคลอย่างพลการ โดยนละเมิดหลักนิติธรรมและลิดรอนสิทธิในการได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักกระบวนการอันควรแห่งกฎหมายซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดไปจากพลเมือง
และกับท่าทีของสหภาพยุโรปหนนี้ ทำให้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับการประคับประคองสถานการณ์ประเทศให้เดินหน้าไปตามโรดแมปอย่างคสช.ต้องออกมาอธิบายข้อเท็จจริงให้กับสหภาพยุโรปเข้าใจถึงข้อเท็จจริง
โดยทางด้าน พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป และภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักการของเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นและยอมรับฟังเสียงต่างๆ ทุกเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับการลงประชามติ ว่า ต้องขอขอบคุณอียู และทุกภาคส่วนที่แสดงความห่วงใยมาในที่นี้ แต่การแสดงออกและแสดงความคิดเห็นต่างๆ มีความจำเป็นต้องคำนึงและเคารพถึงกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติด้วย ซึ่งในที่นี้ย้ำว่าคสช.ก็เคารพกฎหมายและปฏิบัติทุกขั้นตอนด้วยความเท่าเทียม เพราะในฐานะเจ้าหน้าที่ก็ต้องรู้อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าการปฏิบัติหน้าที่จะไปสามารถละเมิดกฎหมายได้ ที่สำคัญทุกคนที่เป็นคนไทยยังต้องเคารพกฎหมายฉบับเดียวกัน
หลังจากที่ก่อนหน้านั้นกระทรวงต่างประเทศของไทย ได้สื่อสารทำความเข้าใจทิศทางการเดินหน้าประเทศไทยต่อจากนี้ในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ
1. รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นการดำเนินการตาม Roadmap โดยกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ตาม Roadmap เพื่อการลงประชามติ ซึ่งในชั้นนี้กำหนดเป็นวันที่ 7 สิงหาคม 2559ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปภายในปี 2560
2. การร่างรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม และรัฐบาลมีความชัดเจนในการนำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย โดยขณะนี้ การร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จและอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการเพื่อการลงประชามติ โดยในระหว่างนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นการดำเนินการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมีเป้าหมายคือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
3. ประเด็นสิทธิมนุษยชนและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยเคารพหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยการดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย มีความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ยึดหลักนิติธรรม รวมถึงมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
4. แนวคิดการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์สำหรับผู้นำ หรือ แกนนำประชาชนทั่วไปนั้น ยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักปฏิบัติสากล แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันความแตกแยกในสังคมด้วย เนื่องจากขณะนี้ไทยอยู่ในช่วงของการปฏิรูปเพื่อนำสู่ความปรองดองภายในประเทศ โดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมดังกล่าวเป็นการดำเนินการอย่างสุภาพชน ไม่มีการใช้ความรุนแรงและอาจมีการเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย
5. ไทยมีความพร้อมที่จะปฏิสัมพันธ์กับนานาประเทศ องค์การระหว่างประเทศและภาคส่วนต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ และพร้อมเปิดรับฟังคำแนะนำและข้อคิดเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ และยินดีที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหลายประเทศให้ข้อเสนอแนะอย่างฉันมิตร และได้พยายามมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการดำเนินการตาม Roadmap ของไทย ในการนี้ ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่า สถานเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปในประเทศไทยต่างรู้ถึงสถานการณ์ในไทยดีที่สุด จึงหวังว่าจะรับฟังข้อมูลและความเห็นจากทั้งสองด้านเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องอันจะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือที่ใกล้ชิดและผลประโยชน์ร่วมกัน
ก็อธิบายกันถึงขนาดนี้แล้วไม่รู้ว่าระยะเวลาก่อนเลือกตั้งปี 2560 สหภาพยุโรปจะเข้าใจจุดยืนของประเทศไทยหรือไม่ เพราะท่าทีของทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปที่ผ่าน ๆ มา ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จึงต้องออกมาแสดงความรู้สึกผิดหวังเหมือนกับคนไทยอีกเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรปซึ่งมีจุดยืนชัดเจนแม้กระทั่งการไม่เคารพกฎหมายของไทย โดยการออกมาวิพากวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมของไทย ว่าใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 กับนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีต บก. นิตยสาร “ Voice of Taksin” อย่างต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2556 จนถูกคนไทยลุกฮือตอบโต้สหภาพยุโรปในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการชุมนุมยื่นหนังสือประท้วงและการแสดงความเห็นจากบุคคลสำคัญ ๆ ว่า ท่าทีของสหภาพยุโรปกำลังบั่นทอนความเป็นมิตรอย่างรุนแรง เพราะกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีไว้เพื่อปกป้องสถาบันเบื้องสูงอันเป็นที่เคารพสูงสุดของปวงชนชาวไทย เนื่องจากทุกพระองค์ไม่อยู่ในสถานะจะลงมาปกป้องข้อกล่าวหาใด ๆ ที่มีลักษณะจาบจ้วง ล่วงละเมิดได้เหมือนปุถุชนทั่วไป
และที่ตลกร้ายกว่านั้นก็คือการที่สมาชิกรัฐสภายุโรป ซึ่งเป็นรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของสหภาพยุโรป (EU) สภายุโรป คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมกันทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของสหภาพยุโรป ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุความขัดแย้งวุ่นวายในปี 2556 ต่อเนื่องปี 2557 จากการลุกฮือของคนไทยหลายล้านคน ก็ยัง ทำหนังสือเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อขอให้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ หรือเมืองสตราสบูร์ก ตามที่น.ส.ยิ่งลักษณ์สะดวก
แต่ปรากฏว่าท้ายสุดกลับปรากฏข้อเท็จจริงว่าหนังสือฉบับดังกล่าวที่ออกในนามรัฐสภายุโรป เป็นการตัดสินใจส่วนตัวของ นาย Elmar Brok หนึ่งในสมาชิกรัฐสภายุโรป ซึ่งถูกระบุว่าเป็นนนักลอบบี้ตัวยงให้กับ Bertelsmann สื่อยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมัน และเคยถูกกรรมาธิการของรัฐสภายุโรปตรวจสอบ เนื่องจากใช้เส้นสายในการปิดกั้นไม่ให้นักข่าว Lutz Mukke ตรวจสอบและตีพิมพ์พฤติกรรมอันเสื่อมเสียของตัวเอง และเป็นที่มาของการสืบค้นในเวลาต่อมาว่าการพิจารณาส่งหนังสือเชิญน.ส.ยิ่งลักษณ์ไปพูดที่กรุงบรัสเซลส์ มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการล็อบบี้ยิสต์ทางการเมืองเพื่อประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และสร้างภาพลักษณ์ในเชิงลบต่อคสช.และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์
จาก 2 ตัวอย่างพฤติกรรมของสหภาพยุโรป คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าคุณสมบัติของสหภาพยุโรปที่พยายามวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลและคสช.ในสายตาคนไทยส่วนใหญ่จริง ๆ วันนี้ยังอยู่ในระดับที่เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ทั้ง ๆ อีกมุมหนึ่งความสัมพันธ์ของไทยกับสหภาพยุโรปควรจะรุดหน้าไปกว่านี้ถ้าสหภาพยุโรปไปติดกับดักทางการเมืองที่ฝ่ายสูญเสียอำนาจจากการถูกรัฐประหารพยายามชี้นำให้เกิดขึ้น
โดยสหภาพยุโรป หรือ European Union เป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่มีจุดกำเนิดเกิดขึ้นจาก ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (ECSC) ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2495 โดยกลุ่มสมาชิก 6 ประเทศ ประกอบด้วย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และ ลักเซมเบิร์ก
ก่อนจะที่ทั้ง 6 ประเทศจะร่วมกันลงนามในสนธิสัญญากรุงโรม พร้อมยกระดับรูปแบบองค์กรเป็นประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งถือเป็นต้นแบบสหภาพยุโรปในปัจจุบัน ภายใต้สนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการสละอธิปไตยบางส่วน ในกลุ่มประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ เพื่อเป้าประสงค์ใน 5 ประเด็นหลัก คือ
1.การจัดการด้านภาษีศุลกากร
2.การออกกฎระเบียบด้านการแข่งขัน
3.การกำหนดนโยบายการเงินโดยการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน
4.การอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพทะแล
5.การดำเนินนโยบายการค้าร่วมกัน
ขณะที่ข้อมูลกระทรวงต่างประเทศของไทย ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ว่า ในส่วนของไทยให้ความสำคัญกับอียู เนื่องจากเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 500 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศปีละประมาณ 16,000 พันล้านยูโร และเป็นภูมิภาคที่มีอำนาจซื้อสูง
ส่วนสหภาพยุโรปก็ให้ความสำคัญกับไทย ในฐานะของการเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหภาพยุโรป ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในมิติการเมืองและความมั่นคง เนื่องจากไทยมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งในกรอบอื่นๆ เช่นอาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU) และในกรอบ ARF (ASEAN Regional Forum) ซึ่งไทยถือเป็นประเทศจะช่วยอียูในการขยายการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงการรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากอียู
ขณะที่จากการตรวจสอบข้อมูลการค้า ในรายงานของกระทรวงต่างประเทศ พบข้อมูลในช่วงปี 2552 – 2554 อียูถือเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากอาเซียน ญี่ปุ่น และจีน โดยมีสัดส่วนทางการค้าคิดเป็นร้อยละ 9.19 ของการค้าต่างประเทศของไทย
ขณะเดียวกันไทยก็เป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับที่ 4 ของอียู รองจากญี่ปุ่น อาเซียน และจีน โดยมูลค่าการค้าสองฝ่ายในปี 2554 คิดเป็นมูลค่า 4.2 หมื่นล้านดอลาร์ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17.66 จากปี 2553 โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับอียู มูลค่าประมาณ 6.3 พันล้านดอลลาร์
และจนถึงปัจจุบันทั้งไทยและอียู ก็ยังทำการค้าในสัดส่วนตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน โดยไทยส่งออกสินค้าไปอียูด้วยมูลค่าราว 6.16 แสนล้านบาท และ ไทยนำเข้าสินค้าจากอียู ด้วยมูลค่าราว 7.41 แสนล้านบาท หรือ เรียกว่าเป็นการทำการค้าการขายที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันโดยแท้จริง มากกว่าจะแสดงความคิดให้เกิดความรู้สึกไม่ดีระหว่างกัน
เพื่อตอกย้ำให้ชาติตะวันตกได้รับรู้บริบทที่สำคัญของวิกฤตการเมืองไทยก่อนหน้าที่พล.อ.ประยุทธ์และคสช.จะตัดสินใจเข้ามาเบรคเกมส์เพื่อหยุดยั้งความรุนแรงและนำพาประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตการณ์ที่เป็นมานับสิบปี ช่วงหน้าเราจะไปดูสภาพข้อเท็จจริงสถานการณ์การเมืองไทยที่เป็นเหตุเป็นผล และเติมเต็มความเข้าใจกันอีกสักครั้งว่าทำไมพล.อ.ประยุทธ์ต้องพูดย้ำหลายครั้งหลายหนว่าจะยืนเคียงข้างประชาชนคนไทยและจะไม่ยอมให้ประเทศย้อนคืนวิกฤตซ้ำ
