กัดไม่เลิก !! "สหภาพอียู" วิจารณ์ "คสช." เชิงลบ - เมื่อไรจะเข้าใจว่า.. ไทยนี้รักสงบ - คบเพื่อค้าดีกว่าก่อศัตรู ???

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

ยังเป็นประเด็นร้อน ๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง สำหรับท่าทีของสหรัฐกลุ่มชาติตะวันตกบางกลุ่มที่ดูเหมือนจะรับรู้สถานการณ์ของประเทศไทยนับตั้งแต่ช่วงปี 2552   แต่แท้จริงแล้วไม่เคยเข้าใจเลยว่าหลังเหตุการณ์วันที่ 22 พ.ค. 2557 จนมาถึงวันนี้อะไรคือปัจจัยสำคัญทำให้ประเทศไทยอยู่ในความสงบมาอย่างต่อเนื่องถ้าไม่ใช่การทำหน้าที่ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะคสช.

 

 

 


ชัดเจนตรงไปตรงมาเหมือนเพราะไม่ว่าจะมีรูปธรรมชัดเจนขนาดไหน หรือมีการชี้แจงรายละเอียดอย่างไร  ดูเหมือนชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐและกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียู ก็ยังวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์และคสช.ในเชิงลบ

 


อย่างเช่นล่าสุดกับเฟซบุ๊ก   "European Union in Thailand"  ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักการของเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นและยอมรับฟังเสียงต่างๆ ทุกเสียง  โดยอ้างว่าเป็นผลสำคัญเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปสำหรับการลงประชามติที่เป็นธรรมตามความประสงค์ของประชาชนไทยทุกคนและเพื่อให้ประชาชนทุกคนยอมรับในผลนั้นๆ

 


ที่สำคัญกับท่าทีสหภาพยุโรปยังไปไกลถึงขนาดวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการการเรียกปรับทัศนคติของคสช.ว่าเป็นสิ่งขัดแย้งกับหลักการเสรีภาพและเห็นว่ามาตรการเรียกปรับทัศนคติต่อไปซึ่งอาจจะมีระยะเวลาที่นานขึ้นไปอีกกับผู้ที่มีมุมมองที่ต่างออกไปถือเป็นการพัฒนาด้านประชาธิปไตยที่น่ากังวล

 


ไม่เท่านั้นแนวคิดของสหภาพยุโรปที่เดินคู่ขนานมากับสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ก็ยังทำให้เห็นว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม  เมื่อมีการพาดพิงถึงคำสั่งที่ 13/2559 ของ คสช.  ซึ่งสหภาพยุโรปอ้างว่าเป็นการให้อำนาจอย่างกว้างขวางต่อคณะบุคคลอย่างพลการ  โดยนละเมิดหลักนิติธรรมและลิดรอนสิทธิในการได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักกระบวนการอันควรแห่งกฎหมายซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดไปจากพลเมือง

 


และกับท่าทีของสหภาพยุโรปหนนี้  ทำให้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับการประคับประคองสถานการณ์ประเทศให้เดินหน้าไปตามโรดแมปอย่างคสช.ต้องออกมาอธิบายข้อเท็จจริงให้กับสหภาพยุโรปเข้าใจถึงข้อเท็จจริง

 


โดยทางด้าน  พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์   รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป และภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักการของเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นและยอมรับฟังเสียงต่างๆ ทุกเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับการลงประชามติ ว่า   ต้องขอขอบคุณอียู และทุกภาคส่วนที่แสดงความห่วงใยมาในที่นี้   แต่การแสดงออกและแสดงความคิดเห็นต่างๆ  มีความจำเป็นต้องคำนึงและเคารพถึงกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติด้วย  ซึ่งในที่นี้ย้ำว่าคสช.ก็เคารพกฎหมายและปฏิบัติทุกขั้นตอนด้วยความเท่าเทียม   เพราะในฐานะเจ้าหน้าที่ก็ต้องรู้อะไรทำได้  อะไรทำไม่ได้   ไม่ใช่ว่าการปฏิบัติหน้าที่จะไปสามารถละเมิดกฎหมายได้   ที่สำคัญทุกคนที่เป็นคนไทยยังต้องเคารพกฎหมายฉบับเดียวกัน

 


 

 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นกระทรวงต่างประเทศของไทย   ได้สื่อสารทำความเข้าใจทิศทางการเดินหน้าประเทศไทยต่อจากนี้ในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ


1. รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นการดำเนินการตาม Roadmap โดยกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ตาม Roadmap เพื่อการลงประชามติ ซึ่งในชั้นนี้กำหนดเป็นวันที่ 7 สิงหาคม 2559ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปภายในปี 2560


2. การร่างรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม และรัฐบาลมีความชัดเจนในการนำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย โดยขณะนี้ การร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จและอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการเพื่อการลงประชามติ โดยในระหว่างนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นการดำเนินการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมีเป้าหมายคือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน


3. ประเด็นสิทธิมนุษยชนและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยเคารพหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยการดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย มีความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ยึดหลักนิติธรรม รวมถึงมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม


4. แนวคิดการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์สำหรับผู้นำ หรือ แกนนำประชาชนทั่วไปนั้น  ยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักปฏิบัติสากล แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันความแตกแยกในสังคมด้วย เนื่องจากขณะนี้ไทยอยู่ในช่วงของการปฏิรูปเพื่อนำสู่ความปรองดองภายในประเทศ โดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมดังกล่าวเป็นการดำเนินการอย่างสุภาพชน ไม่มีการใช้ความรุนแรงและอาจมีการเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย


5. ไทยมีความพร้อมที่จะปฏิสัมพันธ์กับนานาประเทศ องค์การระหว่างประเทศและภาคส่วนต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ และพร้อมเปิดรับฟังคำแนะนำและข้อคิดเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ และยินดีที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหลายประเทศให้ข้อเสนอแนะอย่างฉันมิตร และได้พยายามมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการดำเนินการตาม Roadmap ของไทย ในการนี้ ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่า สถานเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปในประเทศไทยต่างรู้ถึงสถานการณ์ในไทยดีที่สุด จึงหวังว่าจะรับฟังข้อมูลและความเห็นจากทั้งสองด้านเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องอันจะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือที่ใกล้ชิดและผลประโยชน์ร่วมกัน

 


ก็อธิบายกันถึงขนาดนี้แล้วไม่รู้ว่าระยะเวลาก่อนเลือกตั้งปี 2560  สหภาพยุโรปจะเข้าใจจุดยืนของประเทศไทยหรือไม่  เพราะท่าทีของทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปที่ผ่าน ๆ มา  ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จึงต้องออกมาแสดงความรู้สึกผิดหวังเหมือนกับคนไทยอีกเป็นจำนวนมาก

 


โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรปซึ่งมีจุดยืนชัดเจนแม้กระทั่งการไม่เคารพกฎหมายของไทย  โดยการออกมาวิพากวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมของไทย  ว่าใช้กฎหมายอาญามาตรา 112   กับนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข  อดีต บก. นิตยสาร  “ Voice of Taksin” อย่างต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน   เมื่อวันที่  23 ม.ค. 2556     จนถูกคนไทยลุกฮือตอบโต้สหภาพยุโรปในหลากหลายรูปแบบ   ทั้งการชุมนุมยื่นหนังสือประท้วงและการแสดงความเห็นจากบุคคลสำคัญ ๆ  ว่า  ท่าทีของสหภาพยุโรปกำลังบั่นทอนความเป็นมิตรอย่างรุนแรง เพราะกฎหมายอาญามาตรา 112  เป็นกฎหมายที่มีไว้เพื่อปกป้องสถาบันเบื้องสูงอันเป็นที่เคารพสูงสุดของปวงชนชาวไทย เนื่องจากทุกพระองค์ไม่อยู่ในสถานะจะลงมาปกป้องข้อกล่าวหาใด  ๆ ที่มีลักษณะจาบจ้วง  ล่วงละเมิดได้เหมือนปุถุชนทั่วไป

 


และที่ตลกร้ายกว่านั้นก็คือการที่สมาชิกรัฐสภายุโรป     ซึ่งเป็นรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของสหภาพยุโรป (EU)   สภายุโรป   คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรป   ร่วมกันทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของสหภาพยุโรป     ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี  เป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุความขัดแย้งวุ่นวายในปี  2556  ต่อเนื่องปี  2557  จากการลุกฮือของคนไทยหลายล้านคน   ก็ยัง ทำหนังสือเชิญ   น.ส.ยิ่งลักษณ์   เพื่อขอให้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย  ณ กรุงบรัสเซลส์ หรือเมืองสตราสบูร์ก   ตามที่น.ส.ยิ่งลักษณ์สะดวก  

 


แต่ปรากฏว่าท้ายสุดกลับปรากฏข้อเท็จจริงว่าหนังสือฉบับดังกล่าวที่ออกในนามรัฐสภายุโรป     เป็นการตัดสินใจส่วนตัวของ นาย  Elmar Brok     หนึ่งในสมาชิกรัฐสภายุโรป   ซึ่งถูกระบุว่าเป็นนนักลอบบี้ตัวยงให้กับ   Bertelsmann   สื่อยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมัน และเคยถูกกรรมาธิการของรัฐสภายุโรปตรวจสอบ   เนื่องจากใช้เส้นสายในการปิดกั้นไม่ให้นักข่าว Lutz Mukke   ตรวจสอบและตีพิมพ์พฤติกรรมอันเสื่อมเสียของตัวเอง   และเป็นที่มาของการสืบค้นในเวลาต่อมาว่าการพิจารณาส่งหนังสือเชิญน.ส.ยิ่งลักษณ์ไปพูดที่กรุงบรัสเซลส์  มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการล็อบบี้ยิสต์ทางการเมืองเพื่อประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  และสร้างภาพลักษณ์ในเชิงลบต่อคสช.และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 

 


จาก 2 ตัวอย่างพฤติกรรมของสหภาพยุโรป   คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าคุณสมบัติของสหภาพยุโรปที่พยายามวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลและคสช.ในสายตาคนไทยส่วนใหญ่จริง ๆ วันนี้ยังอยู่ในระดับที่เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน  ทั้ง ๆ อีกมุมหนึ่งความสัมพันธ์ของไทยกับสหภาพยุโรปควรจะรุดหน้าไปกว่านี้ถ้าสหภาพยุโรปไปติดกับดักทางการเมืองที่ฝ่ายสูญเสียอำนาจจากการถูกรัฐประหารพยายามชี้นำให้เกิดขึ้น 

 


โดยสหภาพยุโรป    หรือ  European Union เป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง  ที่มีจุดกำเนิดเกิดขึ้นจาก   ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (ECSC)  ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2495 โดยกลุ่มสมาชิก 6  ประเทศ   ประกอบด้วย  ฝรั่งเศส  เยอรมนี อิตาลี  เนเธอร์แลนด์   เบลเยี่ยม  และ ลักเซมเบิร์ก   

 


ก่อนจะที่ทั้ง  6   ประเทศจะร่วมกันลงนามในสนธิสัญญากรุงโรม   พร้อมยกระดับรูปแบบองค์กรเป็นประชาคมเศรษฐกิจยุโรป     ซึ่งถือเป็นต้นแบบสหภาพยุโรปในปัจจุบัน   ภายใต้สนธิสัญญาลิสบอน   ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการสละอธิปไตยบางส่วน   ในกลุ่มประเทศสมาชิกทั้ง  27 ประเทศ  เพื่อเป้าประสงค์ใน 5 ประเด็นหลัก  คือ

1.การจัดการด้านภาษีศุลกากร

2.การออกกฎระเบียบด้านการแข่งขัน

3.การกำหนดนโยบายการเงินโดยการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน

4.การอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพทะแล

5.การดำเนินนโยบายการค้าร่วมกัน

 


ขณะที่ข้อมูลกระทรวงต่างประเทศของไทย  ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ว่า  ในส่วนของไทยให้ความสำคัญกับอียู  เนื่องจากเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 500 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศปีละประมาณ 16,000 พันล้านยูโร และเป็นภูมิภาคที่มีอำนาจซื้อสูง

 


ส่วนสหภาพยุโรปก็ให้ความสำคัญกับไทย    ในฐานะของการเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหภาพยุโรป  ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในมิติการเมืองและความมั่นคง เนื่องจากไทยมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชีย  รวมทั้งในกรอบอื่นๆ เช่นอาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU) และในกรอบ ARF (ASEAN Regional Forum)   ซึ่งไทยถือเป็นประเทศจะช่วยอียูในการขยายการค้า   การลงทุน   การท่องเที่ยว   รวมถึงการรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากอียู 

 


ขณะที่จากการตรวจสอบข้อมูลการค้า  ในรายงานของกระทรวงต่างประเทศ    พบข้อมูลในช่วงปี 2552 – 2554  อียูถือเป็นคู่ค้าอันดับ  4  ของไทย รองจากอาเซียน  ญี่ปุ่น และจีน    โดยมีสัดส่วนทางการค้าคิดเป็นร้อยละ 9.19  ของการค้าต่างประเทศของไทย    

 


ขณะเดียวกันไทยก็เป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับที่  4 ของอียู   รองจากญี่ปุ่น อาเซียน  และจีน โดยมูลค่าการค้าสองฝ่ายในปี   2554  คิดเป็นมูลค่า 4.2 หมื่นล้านดอลาร์   เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17.66  จากปี   2553   โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับอียู  มูลค่าประมาณ 6.3 พันล้านดอลลาร์  

 


และจนถึงปัจจุบันทั้งไทยและอียู ก็ยังทำการค้าในสัดส่วนตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน  โดยไทยส่งออกสินค้าไปอียูด้วยมูลค่าราว  6.16   แสนล้านบาท และ  ไทยนำเข้าสินค้าจากอียู ด้วยมูลค่าราว  7.41  แสนล้านบาท   หรือ  เรียกว่าเป็นการทำการค้าการขายที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันโดยแท้จริง  มากกว่าจะแสดงความคิดให้เกิดความรู้สึกไม่ดีระหว่างกัน

 


เพื่อตอกย้ำให้ชาติตะวันตกได้รับรู้บริบทที่สำคัญของวิกฤตการเมืองไทยก่อนหน้าที่พล.อ.ประยุทธ์และคสช.จะตัดสินใจเข้ามาเบรคเกมส์เพื่อหยุดยั้งความรุนแรงและนำพาประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตการณ์ที่เป็นมานับสิบปี ช่วงหน้าเราจะไปดูสภาพข้อเท็จจริงสถานการณ์การเมืองไทยที่เป็นเหตุเป็นผล และเติมเต็มความเข้าใจกันอีกสักครั้งว่าทำไมพล.อ.ประยุทธ์ต้องพูดย้ำหลายครั้งหลายหนว่าจะยืนเคียงข้างประชาชนคนไทยและจะไม่ยอมให้ประเทศย้อนคืนวิกฤตซ้ำ