"ป.ป.ง." ตรวจสอบ !! เจอ 16 คนไทย โยง "ปานามาเปเปอร์" - ยังไม่พบกระทำผิด "กม."

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


หลังจากที่มีการเปิดเผยของ  “ปานามา เปเปอร์” ปรากฏขึ้น ความน่าสนใจคงจะอยู่ที่ชื่อ“คนไทย”และข้อมูลอันเกี่ยวกับบริษัทของไทย

 

 

 


ซึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงวันนี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่า มี16 ราย ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ปรากฏชื่อก่อนหน้านี้ รวมทั้งนักการเมืองแต่ยังไม่พบว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายแต่อย่างใด

 


พันตำรวจเอก สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ปรึกษาประจำสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงิน กล่าวว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ปปง. ได้มีการดำเนินการ ด้วยการบูรณาการข้อมูลกับเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินข้ามชาติทั่วโลกกว่า 150 ประเทศ สำหรับในกรณีที่เป็นข่าวนั้น เนื่องจากแหล่งข่าวที่เปิดเผยรายชื่อมิใช่หน่วยงานของรัฐโดยตรง

 


สำนักงาน ปปง. จึงได้ดำเนินการประสานงานไปยังแหล่งที่มาขอความร่วมมือให้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมายังสำนักงาน ปปง. เพื่อสอบทานยืนยันความถูกต้องของข้อมูล คือ

1.หน่วยข่าวกรองทางการเงิน (FINANCAIL INTELLIGENCE UNIT-FIU) ของประเทศต่างๆ

2.เครือข่ายผู้สื่อข่าว สืบสวนสอบสวนนานาชาติ (The International Consortium of Investigative Journalists – ICIJ)

3.สำนักพิมพ์ ซุสดอยเชอร์ ไซตุง (Suddeutsche Zeitung) ของประเทศเยอรมัน

 


สำหรับข้อมูลจากเอกสารปานามาลีกที่ปรากฏรายชื่อคนไทย 21 รายนั้น ปปง. ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่า เพียง 16 ราย ซึ่งเป็นนักธุรกิจชื่อดังที่ปรากฏในข่าวก่อนหน้านี้ รวมทั้งนักการเมืองด้วย โดยเป็นรายชื่อใหม่

 


สำหรับ กลุ่มบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคนไทยกว่า 719 รายชื่อ แบ่งเป็น

-บุคคลไทย 411 รายชื่อ

-บุคคลต่างชาติ 262 รายชื่อ

-นิติบุคคล 46 บริษัท

 


บุคคลไทย 411 รายชื่อ  ทำการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ รวม 48 บริษัท สถานะในบริษัทเป็นทั้ง ผู้ถือหุ้น กรรมการ และผู้รับประโยชน์ทอดสุดท้าย

 


ซึ่ง ปปง.มีที่อยู่ในเมืองไทย ซึ่งบุคคลสำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท มีจำนวน 634 ที่อยู่แบ่งเป็น

1.กรุงเทพมหานคร จำนวนที่อยู่ 418

2.ภูเก็ต จำนวนที่อยู่ 88

3.อื้นๆ จำนวนที่อยู่ 72

4.นนทบุรี จำนวนที่อยู่15

5.พัทยา จำนวนที่อยู่ 13

6.สมุทรปราการ จำนวนที่อยู่ 13

7.หาดใหญ่ จำนวนที่อยู่ 4

8.สมุทรสาคร จำนวนที่อยู่ 3

9.ปทุมธานี จำนวนที่อยู่ 3

10.สุราษฎร์ธานี  จำนวนที่อยู่ 3

11.เชียงใหม่ จำนวนที่อยู่ 2

12.ระยองจำนวนที่อยู่ 2

13.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวนที่อยู่ 2

14.นครราชสีมา จำนวนที่อยู่ 1

15.ขอนแก่น จำนวนที่อยู่ 1

 


ซึ่งหากสังเกตจังหวัดส่วนใหญ่นั้นจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นที่อยู่ของชาวต่างชาติที่นำมาอ้างอิงในการจดทะเบียนในบริษัท

 


จากการตรวจสอบในเบื้องต้นในขณะนี้ สำนักงาน ปปง. ยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่าบุคคลตามข่าวมีความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การที่สำนักงาน ปปง. จะเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินหรือความผิดฐานฟอกเงินได้นั้น บุคคลที่ถูกตรวจสอบจะต้องมีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน หรือความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงาน ปปง. เคยพบบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน ก็ได้มีการดำเนินการลักษณะนี้ มาก่อนแล้ว

 


อาทิเช่น กรณีของอดีตผู้บริหารของบริษัท(ชาวต่างชาติ)รายหนึ่ง มีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกง และนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานไปเปิดบริษัทลงทุนในต่างประเทศอันมีลักษณะเป็นการฟอกเงินในกลุ่มประเทศที่เป็นข่าว

 


ซึ่งสำนักงาน ปปง. ได้ทำการตรวจสอบเชิงลับ และนำมาซึ่งการยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดดังกล่าวไปแล้ว และบุคคลนี้ ก็มีรายชื่อในฐานข้อมูลของ ICIJ ด้วยเช่นกัน

 


อย่างไรก็ตาม การทำงานของสำนักงาน ปปง. นั้นเป็นการดำเนินการเชิงลับ จึงไม่สามารถชี้แจงได้ว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบบุคคลใด ซึ่งหากมีความชัดเจนสำนักงาน ปปง. จะดำเนินการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อรวบรวบข้อมูลหลักฐานเสนอคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อนำไปสู่การยึดหรืออายัดหรือทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

 


ต่อจากนี้เราคงต้องดูบทบาทของสำนักงาน ปปง.อีกครั้งในการตรวจสอบข้อมูลที่บุคคลชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ที่เราทั้งทราบชื่อและยังไม่ทราบชื่อนั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องตามที่ “สื่อเยอรมันและองค์กรสื่อทั่วโลก” เสนอข่าวหรือไม่

 


เพราะตอนนี้เราก็รู้กันแค่ว่ามีคนไทยถูกกล่าวหาว่ากระทำการฟอกเงินดังเช่นบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลกในหลากหลายอาชีพด้วยกัน ซึ่งคงเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่ทางสำนักงาน ปปง.ต้องตอบสังคมไทยและสังคมโลกต่อไป

 


นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ตามปกติแล้วการลงทุนในต่างประเทศนั้น บริษัทส่วนใหญ่มักจะไปจดทะเบียนในต่างประเทศที่ไม่จัดเก็บภาษี ทำให้นักลงทุนไทยเลือกไปใช้สิทธิประโยชน์ส่วนนั้นมากกว่า ซึ่งยังยืนยันไม่ได้เป็นการเลี่ยงภาษีหรือไม่ แต่เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรจะตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง ว่าการจดทะเบียนบริษัทของนักลงทุนไทยทั้ง 21 รายนั้น ทำเพียงเพื่อทำธุรกิจ หรือเพื่อเทคนิคในการเลี่ยงภาษีหรือทางการเมืองหรือไม่

 


แต่ในเชิงลึกแล้ว ดูเสมือนว่าเหตุการณ์ที่ทั่วโลกตื่นกลัวและจับจ้องรอการพิสูจน์อย่างตรงไปตรงมานั้นก็

 


ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นกังวลอยู่ไม่น้อยเพราะมีการสั่งการให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วและหากกระทำผิดจริงก็ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย

 


สำหรับวิธีการดำเนินการ จากข้อมูลของ ปานามา เปเปอร์ส เริ่มจาก


1.มีลูกค้าจากไทย อยากจะทำธุรกิจข้ามชาติเนื่องจากการทำธุรกิจพบปัญหา เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา , ประเทศคู่ค้าไม่ปลอดภัย และมีการเก็บภาษีที่เหลื่อมล้ำ  โดยจะติดต่อไปยังธนาคาร


2.จากนั้นธนาคารจะแนะนำลูกค้าจากไทยให้ติดต่อกับบริษัทมอสแซค ฟอนเซก้า


3.หลังจากได้คำแนะนำจากธนาคารลูกค้าจากไทยจะติดต่อไปที่ บริษัทมอสแซค ฟอนเซก้า


4.โดยบริษัทมอสแซค ฟอนเซก้า จะรับข้อมูลจากไทย เพื่อติดต่อเองโดยตรงกับบริษัทออฟเชอร์ ในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า


ซึ่งการกระทำของบริษัทออฟเชอร์ถูกกล่าวหาว่า

-ช่วยปกปิด

-ช่วยหนีภาษี

-ช่วยฟอกเงิน

 


สำหรับการตรวจสอบข้อมูลการถือครองบริษัทนอกอาณาเขต ของบุคคลในประเทศไทย สำนักข่าวทีนิวส์จะได้ยกตัวอย่างชื่อคนไทยที่ถูกเปิดเผยมาบางท่านว่าเข้าไปมีชื่อในปานามาเปเปอร์ ได้อย่างไร

 


ในฐานข้อมูลของบริษัทพอร์ตคูลลิสต์ ทรัสต์เน็ต ซึ่งเป็นบริษัทรับจัดการเรื่องการจดทะเบียนเป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขตรายใหญ่ของเอเซียตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์  มีชื่อนางนลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทยและอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และนาย อนุรัช มิสรา น้องชาย เป็นผู้ถือหุ้นและผู้อำนายการบริษัท ฮอลล์ คิงสตัน อินเตอร์เนชั่นนัล ลิมิดเต็ด (ที่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ในปี 2551

 


นางนลินีและนายอนุรัชเข้าซื้อบริษัทฮอลล์ คิงสตัน อินเตอร์เนชั่นนัล ลิมิดเต็ด ด้วยการจดทะเบียนเป็นผู้อำนวยการและถือหุ้นคนละ 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่นางนลินีจะเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษา และ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมในปีเดียวกัน โดยบริษัทบริษัทฮอลล์ คิงสตัน อินเตอร์เนชั่นนัล ลิมิดเต็ด จดทะเบียนก่อตั้งเพียงสองวันก่อนหน้าที่บุคคลทั้งสองเข้าถือหุ้น คือในวันที่ 25 สิงหาคม 2551

 


ขณะที่ ดร.นลินี ยืนยันว่า ข้อมูลที่ระบุว่าตนเอง ไม่ได้ไปถือหุ้นอยู่ที่เกาะบริติช เวอร์จิ้น ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน

 


ขณะที่ ปานามาเปเปอร์  ยังมีชื่อ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี และคุณหญิงวรรณา ซึ่งมีตำแหน่งรองประธานกรรมการบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ใช้บริการสำนักกฎหมาย มอสแซก ฟอนเซก้า สาขาบริติชเวอร์จิน จดทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทนอกอาณาเขตทั้งหมด 5 บริษัท ดังนี้


1. Pacific Sea International Holding Limited จดทะเบียนก่อตั้งที่บริติชเวอร์จินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2535 ทุนจดทะเบียน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยนายเจริญและคุณหญิงวรรณาเป็นผู้ถือหุ้นรายละ 25,000 หุ้น นายเจริญมีตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทเมื่อแรกตั้งในขณะที่คุณหญิงวรรณารับตำแหน่งผู้อำนวยการอีกผู้หนึ่งในเดือนพฤษภาคม 2544


2. Tower Top Worldwide Limited จดทะเบียนก่อตั้งที่บริติชเวอร์จินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2535 ทุนจดทะเบียน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยนายเจริญและคุณหญิงวรรณาเป็นผู้ถือหุ้นรายละ 25,000 หุ้น คุณหญิงวรรณามีตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทเมื่อแรกตั้งในขณะที่นายเจริญรับตำแหน่งผู้อำนวยการอีกผู้หนึ่งในเดือนพฤษภาคม 2544 อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม 2553 นายเจริญและคุณหญิงวรรณาลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท และมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการใหม่ 3 รายคือ นาย สุรพงษ์ พรศิริกุล Chow Kam Kun (สัญชาติอังกฤษ) และ Man Kit Yee (สัญชาติจีน)


3. Dragon Management Ltd. จดทะเบียนก่อตั้งที่บริติชเวอร์จินเมื่อเดือนมกราคม 2535 ทุนจดทะเบียน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยเมื่อแรกตั้งมีนายเจริญและคุณหญิงวรรณาเป็นผู้ถือหุ้นรายละ 25,000 หุ้น ต่อมาได้เปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็นบริษัท Oriole Pacific Group Limited เป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว ผู้อำนวยการบริษัทตามเอกสาร พ.ศ. 2549 ระบุชื่อว่า Ip Kwun Sing Frederick และ Seng Lai


4. Fortune Associates Ltd. จดทะเบียนก่อตั้งที่บริติชเวอร์จินเมื่อเดือนมกราคม 2535 ทุนจดทะเบียน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยนายเจริญและคุณหญิงวรรณาเป็นผู้ถือหุ้นรายละ 25,000 หุ้น โดยทั้งสองมีตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทตั้งแต่แรกตั้ง


5. United Development Ltd. จดทะเบียนก่อตั้งที่บริติชเวอร์จินเมื่อเดือนธันวาคม 2534 ทุนจดทะเบียน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ มีนายเจริญและคุณหญิงวรรณาเป็นผู้ถือหุ้นรายละ 25,000 หุ้น โดยทั้งสองมีตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทตั้งแต่แรกตั้ง

 


เป็นเพียงบางส่วนของรายชื่อคนไทยที่มีชื่อใน ปานามาเปเปอร์  ซึ่งอย่างไรก็ตามสำนักข่าวทีนิวส์จะได้นำเสนอข้อเท็จจริงต่อไป

 


บริษัท มอสแซค ฟอนเซกา ก่อตั้งเมื่อปี 2520 โดยเดิมชื่อ มอสแซค ก่อนรวมกับบริษัทของฟอนเซกา เมื่อปี 2529 เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องในปานามา ก่อตั้งโดย นายเจอร์เกน มอสแซค นักกฎหมายชาวเยอรมัน วัย 68 ปี และ นายรามอน ฟอนเซกา นักเขียนระดับได้รับรางวัลและนักกฎหมายชาวปานามา วัย 63 ปี ทั้งนี้บิดาของ นายเจอร์เกน มอสแซค อดีตสมาชิกพรรคนาซี มีประวัติเคยทำงานให้กับสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ในด้านการสอดแนมคิวบา ก่อนพาครอบครัวมาตั้งรกรากที่ปานามา เมื่อปี 2491 ขณะที่ นายรามอน ฟอนเซกา เคยเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีฮวน คาร์ลอส วาเลรา ผู้นำปานามาคนปัจจุบัน

 


ตามข้อมูล...ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา บริษัท มอสแซค ฟอนเซกา ให้ความช่วยเหลือลูกค้าจำนวนมากในการฟอกเงิน โดยใช้วิธีจดทะเบียนตั้งบริษัทนอกอาณาเขต และลูกค้าสำคัญรวมถึงนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ ดารานักแสดงและนักกีฬามีชื่อเสียง โดยบริษัทมีพนักงานราว 600 คน ประจำสำนัก งานใน 35 ประเทศ ช่วยเหลือลูกค้าจดทะเบียนบริษัทนอกอาณาเขตมากกว่า 214,000 แห่ง...แต่บริษัทยืนยันทำธุรกิจถูกกฎหมายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินตามที่ถูกทั่วโลกกล่าวหาแต่อย่างใด