- 09 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ตามกันต่อเนื่อง สำหรับประเด็นเรื่องการทำหน้าที่ของคสช.และการบริหารจัดการประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงทิศทางอนาคตประเทศภายหลังการร่วมกันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและ 1 คำถามพ่วงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้
ขณะที่ สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนประเด็นเกี่ยวกับการลงประชามติรัฐธรรมนูญพบว่า ประชาชนจะไปลงประชามติร่าง รธน. เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมือง อยากมีส่วนร่วมทางการเมืองและแสดงออกทางประชาธิปไตย
หัวข้อประชาชนคิดว่าการลงประชามติรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างไร
อันดับ 1 เป็นการแสดงออกทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
อันดับ 2 มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการจัดการเลือกตั้งในปีหน้า
อันดับ 3 ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน
สาเหตุที่คนจะไปลงประชามติเพราะอะไร
80.43% เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของตนเอง
76.97% อยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้าและนำไปสู่การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น
69.49% เพื่อแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตย การเคารพกฎหมายบ้านเมือง
สำหรับหัวข้อสาเหตุที่คนจะไม่ไปลงประชามติเพราะอะไร
72.12% มาจากเหตุผลส่วนตัว ติดธุระ ไม่สะดวก ไม่ว่าง ไม่สนใจ ไม่ได้ติดตามข่าว เบื่อการเมือง
68.83% ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าใจถึงเนื้อหาและความสำคัญ
60.18% ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความคิดเห็นที่แตกต่าง
ประชาชนคิดว่าควรจะมีการรณรงค์ให้ประชาชนไปลงประชามติรัฐธรรมนูญอย่างไร
71.79% ประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆ ให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มหลากหลายช่องทาง โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย
67.43% ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญประโยชน์ของการลงประชามติครั้งนี้
68.95% ทำเอกสาร แผ่นพับที่สวยงาม น่าสนใจ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ส่งไปตามบ้าน
64.14% ให้บุคคลออกมากระตุ้น เชิญชวน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและ กรธ.
ถึงนาทีนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าคำถามพ่วงประชามติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข พ.ศ. 2557 ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติคืออะไร แต่บริบทข้อคำถามที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับช่วยนำพาการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ผลสำเร็จ
โดยคำถามพ่วงประชามติ คือ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศต่อเนื่องตามแผน ยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดในบทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรก ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี
หลังจากที่มีคำถามพ่วงออกมา ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น จนทำให้หลายฝ่ายท้วงติงเรื่องคำถาม ในการทำประชามติ
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ชี้แจง หลังถูกตำหนิกรณีท้วงติงเรื่องคำถามที่สอง ในการทำประชามติ ว่าทราบดีว่า หน้าที่การตั้งคำถามที่สองเป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาก็ประกอบด้วยผู้ทรงภูมิปัญญา มีกระบวนการกลั่นกรองคำถาม และผ่านการช่วยเหลือขัดเกลาจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก และ กกต.ไม่มีสิทธิและอำนาจในการแก้ไขคำถาม แต่คำถามประชามติ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการทำประชามติ หากคำถามไม่ชัดเจน มีข้อกังขา มีคำยากที่ประชาชนทั่วไปยากจะเข้าใจ โดยเฉพาะมีลักษณะเป็นการชี้นำ การทำประชามติทั้งกระบวนการไม่ว่าจะทำได้ดีเพียงไร ก็ยากที่จะให้เกิดความเที่ยงธรรมสมดังความตั้งใจของทุกฝ่ายได้
นายสมชัย ยกตัวอย่างคำถาม ที่ให้เหตุผลจูงใจไปกับคำถาม เช่น "เพื่อให้มีสุขภาพดีควรทานอาหารเสริมหรือไม่" หรือคำถามที่ว่า "ในฐานะที่เป็นคนไทยควรรับใช้ชาติด้วยการไปเกณฑ์ทหารหรือไม่" หรือคำถามที่ว่า "ในฐานะที่เป็นพลเมืองดีท่านจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่" ซึ่งคำถามลักษณะนี้ทางวิชาการจะจัดกลุ่มว่าเป็นคำถามนำ (leading question)
นายสมชัย กล่าวอีกว่า หากการให้ความเห็นของตนจะเป็นประโยชน์ ในการนำไปสู่การขัดเกลาข้อความให้สั้น กะทัดรัด ชัดเจน ไม่มีคำยากหรือศัพท์แสงทางวิชาการที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ยาก เช่นคำว่า "ปฏิรูป" "ยุทธศาสตร์" "บทเฉพาะกาล" หรือ แม้กระทั่งคำว่า "รัฐสภา" และ ไม่มีลักษณะที่อาจถูกเข้าใจว่ามีการชี้นำจนทำให้การทำประชามติเกิดความกังขาและอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเที่ยงธรรมได้ โดยยังคงสามารถยึดความหมายและเจตนาในการถามและการตอบได้อย่างชัดเจน จนสามารถสะท้อนตรงตามเจตนาของทั้งผู้ถามและผู้ตอบได้ ก็เป็นสิ่งที่น่ายินดี
"แต่หากทุกฝ่ายยืนยันว่า เกินขอบเขตเงื่อนไขทางกฎหมายในการปรับแก้แล้ว ผมในฐานะผู้ปฏิบัติตามกฎหมายก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการให้มีการออกเสียงประชามติอย่างเต็มที่"
หลายฝ่ายแสดงความคิดเห็นกับปัญหาการส่งคำถามพ่วงเพื่อให้ประชาชนลงมติไปพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี กับ ส.ส.ตามที่ สนช.เสนอ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กแสดงความเห็นทางการเมือง ระบุว่า ถ้าติดตามดูความพยายามของแม่น้ำ 5 สายตลอดมาจนถึงวันนี้ ก็จะเห็นว่าเขามีความมุ่งหมายชัดเจนที่จะให้ได้รัฐบาลที่มีคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยวิธีให้สว.ที่มาจากคสช.สามารถร่วมตั้งนายกรัฐมนตรีได้ และยังสามารถกำกับควบคุมการทำงานของรัฐบาลในเรื่องสำคัญๆทั้งหลายได้ด้วย ระบบแบบนี้จะอยู่ไปอย่างน้อย 5 – 8 ปี
ผมคิดว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคำถามพ่วงในการลงประชามติคงไม่สามารถทำให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำถามหรืองดเว้นการพ่วงคำถามได้แล้ว การที่เขาแบไต๋ออกมาหมดแบบนี้ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน ประชาชนจะได้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้
แน่นอนว่า การแสดงความเห็นต่างๆ สามารถทำได้ และมองเป็นเรื่องที่ดีในการเริ่มต้นเข้าสู่ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นคงต้องจับตาว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งได้หรือไม่
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึง กรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงคำถามพ่วงท้ายการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของ สปท. ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบไปแล้ว ว่า เป็นปกติที่ทุกฝ่ายที่จะแสดงความเห็นได้ แต่สุดท้ายจะอยู่ที่ประชาชนเป็นคนตัดสินใจในการจะออกเสียงประชาติ
การแสดงความเห็นต่างๆ สามารถทำได้ และมองเป็นเรื่องที่ดีในการเริ่มต้นเข้าสู่ประชาธิปไตย อย่ามองว่าการออกมาคัดค้านดังกล่าว เป็นความแตกแยก แต่ควรมองในวิถีประชาธิปไตย ที่กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง
“การแสดงความคิดเห็นอย่างมีคุณภาพ โดยหลีกเหลี่ยงการกล่าวหาบิดเบือน เป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ ไม่ได้ปิดกั้นในส่วนนั้น ถือเป็นปกติ ในเส้นทางของการเป็นประชาธิปไตย และผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ขณะเดียวกัน ขอให้เป็นเรื่องของประชาขนตัดสินในขั้นสุดท้าย ในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง” นายอลงกรณ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คำถามพ่วงของ สปท.ยาว จนอาจทำให้ประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะระดับล่างจะไม่เข้าใจนั้น นายอลงกรณ์ เชื่อว่า ประชาชนในขณะนี้มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น และควรให้เกียรติประชาชน โดยอย่าคิดแทนประชาชนว่าจะไม่เข้าใจ เพราะคำถามมีความชัดเจน ว่า ส.ว.มีสิทธิร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี
"ขณะนี้กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ดังนั้นคำถามพ่วงจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากที่ประชาชนจะเข้าใจ หัวใจสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ต้องการป้องกันไม่ให้เกิดวิฤตทางการเมืองกลับมาอีก และประเทศต้องไปสู่การปฎิรูป"
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงต้องติดตาม การเดินสายทำความเข้าใจประชาชนถึงการทำประชามติ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ชัดเจนมากขึ้น และสถานการณ์ที่ต้องจับตากับต่อไปคือความขัดแย้งว่าจะย้อนคืนสู่อดีตหรือไม่ ขณะที่รัฐบาลก็อออกมาย้ำว่า จะไม่ยอมให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น
