- 16 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เป็นสถานการณ์ที่ยังต้องติดตาม และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กับสภาวะภัยแล้งที่สร้างความกังวลให้หลายภาคส่วน โดยเฉพาะน้ำในแหล่งกักเก็บ ณ ปัจจุบัน ซึ่งคงเหลืออยู่ในปริมาณที่น้อยมาก และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่า ทั่วประเทศจะมีน้ำใช้อุปโภคและบริโภคน้อยเต็มทีรวมถึงในเวลานี้อากาศนั้นก็จะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจึงทำให้ประเทศไทยนั้นมีอากาศร้อน
นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวถึงสถานการณ์ฝนในช่วงนี้ว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนน้อยทั่วทุกภูมิภาค แม้จะมีฝนตกช่วงก่อนสงกรานต์ แต่ถือว่ายังมีปริมาณน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากในปีนี้ประเทศไทยได้รับผล กระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญ ซึ่งขณะนี้กำลังค่อยๆ อ่อนกำลังลง และเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัวประมาณปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน และอาจจะเริ่มเป็นลานิญาในช่วงปลายปี หรือประมาณเดือนพฤศจิกายนธันวาคม ซึ่งจะมีปริมาณฝนมากที่สุด
แต่คาดว่าจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปริมาณฝนทั่วประเทศ ซึ่งจะอยู่ที่ 1,460 มิลลิเมตรต่อปี โดยจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 5-6 ดังนั้นในช่วงนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการในต้นเดือนมิถุนายน
ด้านนายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ประเทศไทยจะเริ่มมีฝนตกเพื่อบรรเทาภัยแล้งได้ในช่วงฤดูฝนหรือประมาณกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ส่วนฝนตกเหนือเขื่อนเพื่อเติมปริมาณน้ำในเขื่อนจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมจากทะเลจีนใต้หรือพายุไต้ฝุ่น แต่ยังบอกไม่ได้ว่าปีนี้จะมีพายุเข้ามามากหรือน้อยกว่าปีก่อนแต่คาดว่าปริมาณฝนในปีนี้จะมากกว่าปี 2558 เพราะไม่ได้มีปัญหาเรื่องเอลนิโญเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 15-17 เมษายนนี้จะมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ลักษณะเป็นฝนตกกระจายตัวและมีปริมาณฝนไม่มากแต่มีลมกระโชกแรงส่งผลให้บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างเสียหายได้จึงขอเตือนให้ประชาชนระมัดระวังด้วย
นายวันชัยกล่าวว่า สำหรับสภาพอากาศช่วงนี้ยังคงมีอุณหภูมิสูงต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถือว่าร้อนที่สุด คาดว่าอากาศจะร้อนที่สุดในช่วงปลายเดือนเมษายน อุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 43-44 องศาเซลเซียส และต้องติดตามว่าในปีนี้อากาศจะร้อนจนทำลายสถิติสูงสุดได้หรือไม่ จากสถิติพบว่าในปี 2503 ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 44.5 องศาเซลเซียส
ขณะเดียวกัน หากย้อนกลับไปดูข้อมูลก่อนหน้านี้ ก็จะพบว่าสถานการณ์ของเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำหลายๆ แห่งต้องประสบภาวะที่มีปริมาณน้ำน้อยที่สุด ในรอบหลายสิบปี
อย่างไรก็ดี เพื่อให้เห็นถึงสถานการณ์ปัจจุบัน สนข.ทีนิวส์ ได้สำรวจปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ ซึ่งจากข้อมูลของศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน กระทวงเกษตรและสหกรณ์
ซึ่งปัจุบัน(16-04-59)ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในประเทศไทยล่าสุดว่า ปริมาณน้ำใช้การ ของ 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นั้น มีน้ำใช้การได้รวม 2,068 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)
โดยขณะนี้เ ขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำที่ใช้ได้จริง 512 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 5 ส่วนปริมาณน้ำไหลลงอ่างไม่มี ปริมาณการระบายน้ำอยู่ที่ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร
เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำที่ใช้ได้จริง 1,045 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ส่วนปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 1.47ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณการระบายน้ำอยู่ที่ 10.09 ล้านลูกบาศก์เมตร
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาณน้ำที่ใช้ได้จริง 239 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 27 ส่วนปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 0.24ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณการระบายน้ำอยู่ที่ 1.04 ล้านลูกบาศก์เมตร
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำที่ใช้ได้จริง 275 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 28 ส่วนปริมาณน้ำไหลลงอ่างไม่มี ปริมาณการระบายน้ำอยู่ที่ 1.80 ล้านลูกบาศก์เมตร
ขณะที่เขื่อนหลักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้เขื่อนลำตะคอง มีปริมาณใช้ได้จริง 62 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 21
เขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณใช้ได้จริง -20 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ -1
และเขื่อนจุฬาภรณ์ 20 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 12
ภาคตะวันตก เขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำใช้การได้จริง 1,812 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 10
และเขื่อนวชิราลงกรณ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้จริง 1,101 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 12
ภาคตะวันออก เขื่อนขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำใช้การได้จริง 70 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 31
และเขื่อนคลองสียัด มีปริมาณน้ำใช้การได้จริง 71 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ17
ภาคใต้ เขื่อนรัชชประภา มีปริมาณน้ำใช้การได้จริง 2,760 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 49
และเขื่อนบางลาง มีปริมาณน้ำใช้การได้จริง 581 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 40
ขณะที่จังหวัดที่ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ปัจจุบันมี 27 จังหวัด 136 อำเภอ 614ตำบล 4,911 หมู่บ้าน ดังนี้
ภาคเหนือประสบปัญหาภัยแล้งทั้งหมด 9 จังหวัด 49 อำเภอ ประกอบด้วย
เชียงใหม่ 13 อำเภอ
อุตรดิตถ์ 8 อำเภอ
พะเยา 6 อำเภอ
สุโขทัย 8 อำเภอ
นครสวรรค์ 4 อำเภอ
น่าน 2 อำเภอ
พิจิตร 1 อำเภอ
ลำพูน 1 อำเภอ
ตาก 6 อำเภอ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้งทั้งหมด 6 จังหวัด 25 อำเภอ ประกอบด้วย
นครราชสีมา 11 อำเภอ
นครพนม 2 อำเภอ
มหาสารคาม 4 อำเภอ
บุรีรัมย์ 6 อำเภอ
สุรินทร์ 1 อำเภอ
ขอนแก่น 1 อำเภอ
ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ประสบปัญหาภัยแล้งทั้งหมด 8 จังหวัด 46ประกอบด้วย
กาญจนบุรี 9 อำเภอ
เพชรบุรี 5 อำเภอ
ชัยนาท 4 อำเภอ
สระบุรี 4 อำเภอ
สระแก้ว 6 อำเภอ
จันทบุรี 10 อำเภอ
ชลบุรี 1 อำเภอ
ตราด 7 อำเภอ
ภาคใต้ประสบปัญหาภัยแล้งทั้งหมด 4 จังหวัด ประกอบด้วย
สตูล 5 อำเภอ
กระบี่ 4 อำเภอ
ตรัง 6 อำเภอ
นครศรีธรรมราช 1 อำเภอ
