จับมาตรการ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" ผ่านสถาบันการเงินรัฐ 5.5 แสนล้าน !! จะขับเคลื่อน "ฐานราก" ได้หรือไม่ ???

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาลหรือแบงก์รัฐ เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการดูแลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะไม่ปกติจึง ต้องอาศัยมาตรการขับเคลื่อนของรัฐ เพื่อช่วยเหลือภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถ ประคองตัวเพื่อรับมือกับสารพัดปัจจัยรุมเร้า ทั้งการส่งออกที่ชะลอตัว  ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ รวมถึงปัญหา ภัยแล้งที่ทำท่าจะขยายวงกว้าง และกินเวลายาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

 

 


รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา จึงใช้สถาบัน การเงินของรัฐ เป็นกลไกในการช่วยเหลือ ประชาชนในระดับฐานรากเกษตรกร และกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านมาตรการการเงินการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น คิดเป็นวงเงินมากกว่าครึ่งล้านล้านบาท

 


ซึ่งมาตรการระยะสั้น ส่วนใหญ่เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเงิน ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ย ยืดเวลา ชำระหนี้ให้ และมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย มีเงินในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน และมีทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการต่อไป โดยไม่เป็นการเพิ่มภาระทางการเงินที่มากเกินไป อัดสินเชื่อกระตุ้นศก. 5.5แสนล้าน

 


มาตรการเหล่านี้ มีทั้งมาตรการที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอุดหนุน หรือชดเชย ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย แต่ก็มีหลายมาตรการ ที่สถาบันการเงินของรัฐสามารถดำเนินการได้เอง โดยที่รัฐบาลไม่ต้องควักงบประมาณอุดหนุน ด้วยการใช้กระบวนการบริหารจัดการภายใน ปรับลดกำไรในการดำเนินกิจการลง หรือ ยอมขาดทุนบ้างในช่วงแรก เพื่อช่วยเหลือรัฐบาล ในการดูแลระบบเศรษฐกิจ

 


ซึ่งก็ไป ตรงตามนโยบายของนายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการให้แบงก์รัฐมีบทบาทในการดูแลระบบเศรษฐกิจมากขึ้น หากเห็นว่ามีส่วนใดมีปัญหา ก็ให้คิดและออกมาตรการช่วยเหลือทันที โดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลสั่งการ ที่สำคัญสถาบันการเงินของรัฐ ไม่จำเป็นต้องมุ่งทำกำไรสูงสุดให้กับองค์กร

 


จากการรวบรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนของรัฐบาล พบว่ามีมาตรการที่ดำเนินการผ่านสถาบันการเงินของ รัฐบาลหลายมาตรการ คิดเป็นวงเงินกว่า 5.56 แสนล้านบาท ประกอบด้วย

 


1.มาตรการ ส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน ผู้มีรายได้น้อย ด้วยการให้สินเชื่อผ่านกองทุนหมู่บ้าน วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท ให้ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้กับกองทุนหมู่บ้านในเกรด A และ B อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี เพื่อให้กองทุนนำเงินไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกต่อ

 


จากมาตรการนี้คาดว่าจะสามารถปล่อยกู้ให้กับกองทุนหมู่บ้านได้ถึง 5 หมื่นกองทุน และกองทุนหมู่บ้านให้เงินกู้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้กว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศระดมมาตรการหนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงทุน 2.มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ทั้งมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟท์โลน สินเชื่อ Policy Loan มาตรการกองทุนร่วมลงทุน การค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร  เมื่อรวมทุกมาตรการแล้ว เป็นวงเงินรวม 3.43  แสนล้านบาท

 


แยกเป็นโครงการสินเชื่อ ซอฟท์โลน วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 4% เป็นเวลา 7 ปี   ดำเนินการโดยธนาคารออมสิน โดยธนาคาร จะปล่อยกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์และแบงก์รัฐ เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในอัตราดอกเบี้ย 4%

 


โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS (พีจีเอส)ระยะที่ 5 ปรับปรุงใหม่ของบรรษัทส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) วงเงินค้ำประกัน รวม 1 แสนล้านบาท  มาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอี ผ่านการร่วมลงทุนหรือเวนเจอร์ แคปิตอล วงเงินร่วมทุนรวม 6 พันล้านบาท โดยธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารกรุงไทย แห่งละ  2 พันล้านบาท

 


โครงการสินเชื่อ Policy Loan ของเอสเอ็มอี แบงก์ วงเงิน1.5 หมื่นล้านบาท และโครงการ สินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร วงเงิน 7.2 หมื่นล้านของธ.ก.ส. แม้ 2 โครงการหลังนี้จะไม่ได้อยู่ในมาตรการกระตุ้นระยะเร่งด่วนของรัฐบาล แต่ถือว่าเป็นโครงการตามนโยบายของรัฐธกส.ช่วยเกษตรกรบรรเทาแล้ง5แสนราย

 


นอกจากการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และเอสเอ็มอีแล้ว รัฐบาลยังมุ่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ที่กำลังประสบปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ และปัญหาภัยแล้ง โดยให้ ธ.ก.ส. ในฐานะแบงก์รัฐ ที่มีพันธกิจในการดูแลช่วยเหลือ และพัฒนาเกษตรกร ซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารกว่า 4 ล้านคน ทำโครงการต่างๆ ออกมา เพื่อบรรเทา ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง พร้อมกับช่วยเหลือในปรับกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มผลผลิต และหันไปปลูกพืชที่มีการใช้น้ำน้อย ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว

 

 

 ธ.ก.ส.ได้ทำมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งหลายมาตรการ ทั้งการขยายระยะเวลาคืนหนี้ การปลดเปลื้องหนี้สิน และการให้สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อใช้จ่ายยามจำเป็น ป้องกันการพึ่งพิงหนี้นอกระบบ

 


มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งในช่วง ที่ผ่านมา ได้ช่วยเหลือเกษตรไปแล้วประมาณ 517,056 ราย คิดเป็นวงเงิน 61,564 ล้านบาท ประกอบด้วย


1. สินเชื่อเพื่อปรับปรุงระบบการผลิต และสินเชื่อเพื่อฟูเกษตรกร ในพื้นที่ภัยแล้ง รวม61,899 ราย วงเงินรวม 1,259 ล้านบาท


2.โครงการขยายระยะเวลาชำระหนี้ 415,176 ราย วงเงินรวม 59,832 ล้านบาท


3.สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และจำเป็นของเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งปี 2558-2559 วงเงิน 6,000 ล้านบาท ให้กู้ต่อรายไม่เกิน 12,000 บาท ล่าสุด มีเกษตรกรมากู้แล้ว 39,981 ราย วงเงินรวม 473 ล้านบาท อัดสินเชื่อดบ.ต่ำกระตุ้นตลาดอสังหาฯ
มาตรการส่วนสุดท้าย ซึ่งแม้จะยังไม่ใช่กลุ่มที่มีปัญหา หรือได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก  แต่เป็น กลุ่มที่ รัฐบาลให้ความสำคัญไม่แพ้ภาคอื่นๆ นั่นคือ "ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์"  เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์ เกี่ยวโยงกับส่วนอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจหลายส่วน

 


ทั้งการลงทุน การก่อสร้าง การบริการ รวมถึงการจ้างงาน  การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศแต่ในทางตรงกันข้าม หาก ภาคอสังหาริมทรัพย์มีปัญหา จะส่งผลกระทบ ต่อเนื่องไปยังภาคส่วนอื่นๆ และทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจชะงักได้

 


รัฐบาลจึงออกมาตรการการเงิน และ การคลังกระตุ้นให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ตัดสินใจซื้อบ้าน หรือที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยระบายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ยังขายไม่หมด  ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% การให้นำค่าใช้จ่ายซื้อบ้านมาหักภาษีได้ 20% เป็นเวลา 5 ปี พร้อมให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท เมื่อปลายปี 2558

 


และล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อเดือนมี.ค.เห็นชอบโครงการบ้านประชารัฐโดยให้สถาบันการเงินของรัฐ 3แห่ง คือ ธอส. ออมสิน และกรุงไทย ทำสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน หรือดอกเบี้ยต่ำวงเงินรวม 7 หมื่นล้านบาท

 


ทั้งนี้ สินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการ ที่อยู่อาศัย (Pre-Finance) วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท แยกเป็นธนาคารละ 1 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (Post-Finance) วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท แยกเป็น ออมสิน 2 หมื่นล้านบาท และ ธอส. 2 หมื่นล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 ปี รวมแล้วเท่ากับว่ารัฐบาลได้มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคอสังหาฯผ่านกลไกของแบงก์รัฐคิดเป็นวงเงินกว่า 9.5 หมื่นล้านบาท