- 17 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด ยังคงต้องจับตากันแบบรายวันเกี่ยวกับเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังนับถอยหลัง รอเข้าสู่วันออกเสียงประชามติ ซึ่งถือเป็นจุดชี้ขาดสถานการณ์ของประเทศไทยว่าประชาชนจะให้ผ่านหรือไม่อย่างไร
นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้ากระบวนการออกเสียงทำประชามติในส่วนของกระทรวงมหาดไทยว่า ขณะนี้ทางกรมการปกครองอยู่ระหว่างสำรวจ และจัดทำบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงประชามติทั่วประเทศ หลังจากนั้นเรามีหน้าที่จัดส่งหนังสือรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงประชามติเพื่อแจ้งไปยังเจ้าบ้านทั่วประเทศ ในส่วนของการรณรงค์และประชาสัมพันธ์นั้นกระทรวงมหาดไทยพร้อมให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานหลักที่ดูแลในเรื่องดังกล่าวคือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนั้น คงจะต้องมีการประชุมร่วมกัน เพื่อรอความชัดเจนในการมอบหมายงานอีกครั้งหนึ่ง
ด้านนายวิเชียร ชิดชนกนารถ ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน กล่าวว่า จากการสำรวจจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงประชามติทั่วประเทศ เบื้องต้นพบมีจำนวน 50.6 ล้านคน ต้องเป็นบุคคลที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ โดยเป็นบุคคลที่เกิดก่อนวันที่ 8 ส.ค.2541 ทั้งนี้ จะต้องรอให้ กกต.จัดสรรงบประมาณมาให้ก่อนประมาณ 100 กว่าล้านบาท เพื่อใช้ในการพิมพ์บัญชีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง รวมทั้งหนังสือแจ้งเจ้าบ้านด้วย หลังจากนั้นจะเปิดรับลงทะเบียนผู้ใช้สิทธิ์นอกเขตจังหวัดประมาณเดือนพ.ค.นี้
ขณะที่ สวนดุสิตโพลมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ว่า การลงประชามติรัฐธรรมนูญ ในความคิดเห็นของประชาชนสำคัญหรือไม่อย่างไร?
โดยต่อข้อคำถามที่ว่า การลงประชามติรัฐธรรมนูญ ในความคิดเห็นของประชาชนสำคัญหรือไม่อย่างไร?
อันดับ 1 สำคัญ85.76%
เพราะ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิของตนเอง ได้แสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมทางการเมือง อยากเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ฯลฯ
อันดับ 2 เฉยๆ12.30%
เพราะ สนใจเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องมากกว่า จะทำอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้ทำเพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง ฯลฯ
อันดับ 3 ไม่สำคัญ 1.94%
เพราะ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการร่างรัฐธรรมนูญที่เตรียมการไว้แล้ว เป็นเรื่องทางการเมือง ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบ่อย ฯลฯ
เมื่อถามว่า สาเหตุสำคัญของการที่จะไม่ไปลงประชามติรัฐธรรมนูญ
อันดับ 1อาจติดธุระ มีความจำเป็นที่ทำให้ไปไม่ได้ ตั้งใจที่จะไม่ไปเอง 73.21%
อันดับ 2ไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ 67.40%
อันดับ 3ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่สนใจเรื่องการเมือง 61.82%
อันดับ 4มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์น้อย ไม่เข้าถึงประชาชน 57.76%
อันดับ 5มองว่าการเมืองไทยมีแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์ สิ้นเปลืองงบประมาณ เสียเวลา 56.39%
เมื่อถามว่า ทำอย่างไร? ประชาชนจึงจะไปลงประชามติรัฐธรรมนูญ
อันดับ 1ทำประชาสัมพันธ์เชิงรุก จัดกิจกรรมที่น่าสนใจ รณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญ 78.29%
อันดับ 2 สรุปเนื้อหา ข้อดี-ข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการลงประชามติ ผลที่จะตามมาจากการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 74.54%
อันดับ 3ชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนการลงประชามติให้ชัดเจน เข้าใจง่าย 67.08%
อันดับ 4สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน มีความโปร่งใสในการดำเนินงาน 65.89%
อันดับ 5อำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางให้กับประชาชน 53.24%
ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายต่างๆที่ตามติดมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสื่อ นักการเมือง นักวิชาการ หรือแม้กระทั่งกลุ่มนักศึกษา ซึ่งหลายฝ่ายก็มีความเป็นห่วงว่าหากประชามติไม่ผ่านรัฐบาลจะทำอย่างไร
ซึ่งล่าสุดก็เป็นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกแนวความคิดว่าอาจนำรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 รวมทั้งร่างฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ และร่างฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาปรับปรุงร่วมกัน หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่งกล่าวว่า กรณีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคมนั้นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้มีสิทธิออกเสียงตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยกกต.มีหน้าที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญให้ผู้มีสิทธิอิกเสียงเกิดความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่มีถึง 279 มาตราเพื่อประกอบการตัดสินใจซึ่งการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญแม้เพียงฉบับเดียวก็เป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้ว ฉะนั้นแต่ละฝ่ายทั้งที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยจึงควรเสนอประเด็นข้อดีข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญว่าควรจะรับหรือไม่รับด้วยเหตุด้วยผลด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยให้ประชาชนเห็นมุมคิดหลายๆด้านที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย
นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า"ต้องเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดที่มีความสลับซับซ้อนสัมพันธ์โยงใยในแต่ละหมวดแต่ละมาตราและมีความยากในตัวเองอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้การออกเสียงประชามติทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงกำหนดให้พิจารณาเพียงฉบับเดียว ดังนั้นการจะให้มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาเป็นทางเลือกเปรียบเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยนั้นจะทำให้เกิดความสับสนและเพิ่มความยากในการทำความเข้าใจมากขึ้น และยังไม่สอดคล้องต่อข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและพรบ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ"
ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเพราะในช่วงการไตร่ตรองว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประชาชนจะคิดเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญที่ตนเองชื่นชอบ บางคนนิยมรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือปี 2521 บางคนชอบรัฐธรรรมนูญปี 2550 หรือปี 2517 การตีกรอบเพียงรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งเป็นคู่เทียบหรือแทนร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยหรือข้อเสนอจะให้ผสมผสานรัฐธรรมนูญหลายฉบับเป็นทางเลือกโดยยังไม่ตกผลึกว่าจะมีรูปโฉมเป็นอย่างไรยิ่งเป็นข้อเสนอที่เลื่อนลอยยากจะเป็นไปได้ภายในเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการออกเสียงประชามติ
ส่วนตัว คิดว่าเรากำลังเดินทางสู่การมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งภายในปีหน้าตามโรดแม็ปก็ควรให้เป็นไปตามขั้นตอนและกรอบเวลาดังกล่าวโดยโฟกัสการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยและคำถามพ่วงประชามติให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามีจุดดีจุดด้อยอะไรบ้างก่อนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ ไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร ล้วนมีทางเดินทางออกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้ความเห็นแนวทางนี้ว่า เป็นการคิดเผื่อไว้ว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยไม่ผ่านประชามติแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งในส่วนของ กมธ.ด้านการเมืองฯ จะประชุมกันในวันที่ 19 เมษายนนี้ โดยพิจารณากรณีดังกล่าวเช่นกัน เบื้องต้นที่คิดได้ คือ 1.นำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 มาแก้ไข เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. และ 2.ในรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไข เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ควรให้รัฐบาลใหม่ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขึ้นมา เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จากนั้นนำร่างรัฐธรรมนูญไปทำประชามติ แนวทางนี้จะเสนอต่อรัฐบาลหรือไม่นั้น คงต้องหารือกันในที่ประชุมก่อน
เมื่อถามว่า การที่นายวิษณุเสนอยำรวมรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ เพราะคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยไม่ผ่านประชามติแน่ นายเสรีกล่าวว่า จะผ่านประชามติหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่มีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย คือกลุ่มการเมืองอย่างน้อย 2 พรรคใหญ่ กลุ่มนักศึกษา ภาคประชาชนบางกลุ่ม กลุ่มนักวิชาการบางส่วน ตั้งธงเอาไว้แล้วว่าไม่เห็นด้วย และแม้ว่าจะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์และของนายมีชัย มายำเป็นร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับอีกคงไม่ได้ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เอามาใช้ได้อย่างไร เพราะไปยกเลิกเอง รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยจะเอามาอย่างไร ในเมื่อไม่ผ่านประชามติ จะให้ประชาชนยอมรับอย่างไร
เมื่อถามว่า มองว่าข้อเสนอของนายวิษณุมีผลต่อการทำประชามติหรือไม่ เพราะทำให้ประชาชนมีทางเลือก นายเสรีกล่าวว่า คิดว่าไม่มีผลว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่เมื่อมีคนถามก็ต้องตอบว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะทำอย่างไร
ด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงแนวคิดของนายวิษณุ ว่า เข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์และของนายมีชัยก็ปรับมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 โดยปรับจากจุดต่างจุดด้อย ตามทรรศนะของผู้ร่างแต่ละคน และรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 รวมทั้งฉบับนายบวรศักดิ์ก็ถูกสะกัดมาเป็นฉบับนายมีชัย ดังนั้นการจะเอารัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับมายำรวมกัน คิดว่าไม่มีเวลาแล้ว ควรเอาร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยมาปรับแก้เหมาะสมกว่า
เมื่อถามว่า แสดงว่ารัฐบาลคาดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติ จึงต้องเสนอทางเลือกไว้หรือเปล่า นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ต้องสำรองไว้ ไม่เช่นนั้นจะไม่ทันและช้ามาก คิดว่านายวิษณุมีธงอยู่แล้วว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน จุดอ่อนคือตรงไหน เช่นร่างของนาย บวรศักดิ์ ถ้าตัดคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและความปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ออกไปก็น่าจะผ่าน ส่วนของนายมีชัย ถ้าตัดคำถามพ่วงออกก็น่าจะผ่านเช่นกัน
นายนิพิฏฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนความเห็นของนายเสรีเสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาปรับใช้ไปก่อน นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า คงไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะโครงสร้างที่มีอยู่ ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเอาอย่างไร และรัฐธรรมนูญมีถึง 250 มาตรา ยึดอำนาจมาแล้ว 2 ปี ร่างรัฐธรรมนูญแล้วแต่ ไม่ได้สักมาตรา อีกทั้งการปฏิรูปหลายเรื่อง อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ดังนั้นหากนำฉบับของนายมีชัยมาปรับจะปรับไม่มาก ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือพรรคการเมือง
การที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติ เพราะบางฝ่ายต้องการเยอะเกินไป ขณะนี้ฝ่ายที่สูญเสียเขาเสียสละไปเยอะ แต่อีกฝ่ายก็ไม่รู้จักประนีประนอมบ้าง การเมืองเวลานี้แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือทหาร พรรคเพื่อไทย (พท.) และ ปชป. กลายเป็น 3 เส้า ทหารบริหารประเทศจะขอความร่วมมือจากใคร ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านแล้ว ขณะนี้ทั้ง 3 ฝ่ายตรึงกำลังอยู่ในที่ตั้ง และ พล.ต.สรรเสริญ (แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล) ก็ออกมากล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป.) ซึ่งเป็นถึงอดีตนายกฯอย่างรุนแรง เมื่อถึงเวลาทำประชามติ จะเอาแนวร่วมจากไหน เพราะนายอภิสิทธิ์เพียงบอกว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่พรรคจะอย่างไรก็ลงเลือกตั้งอยู่แล้ว เพียงแต่เราบอกว่ากติกานี้มันไม่ดี ควรปรับแก้ เราเคยตือนตั้งแต่แรกว่าทุกวงการมีทั้งคนดีและไม่ดี แต่เขามองการเมืองเลวหมด การเมืองพูดแรงกับเขา เขาจับ แต่เขาพูดแรงได้ ถ้าพูดแรงแบบการเมืองก็ต้องบอกว่านักเลงกันหน่อย พล.ต.สรรเสริญพูดแบบจับต้นปลายไม่ถูก ขัดแย้งกัน ถ้าคิดมาโต้กับพรรคการเมือง คุณต้องเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ใช้มาตรา 44 ได้หรือไม่ ให้มันแฟร์ๆ หน่อย อย่าร้องไห้ขี้มูกโป่งไปฟ้องหัวหน้า คสช.แล้วกัน พล.ต.สรรเสริญเอาหรือไม่ ให้ ปชป.จับมือกับ พท. อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้
นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีข้อเสนอของนายวิษณุกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ว่า เป็นการแทงกั๊กของนายวิษณุ เป็นกุศโลบายใช้กับนักการเมืองและประชาชน แต่ความจริงไม่รู้หน้าตาการยำรวมรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร เอาส่วนไหนของแต่ละฉบับมาบ้าง เรียกว่ายากต่อการคาดเดา ยาจะแรงขนาดไหนใครจะรู้ ถ้าออกแนวกบเลือกนายจะหนักกว่าเดิม ไปเอาของแรงจากทุกฉบับมาจะยุ่งอีก
นายนิคมกล่าวต่อว่า ส่วนที่ พล.ต.สรรเสริญออกมาท้านักการเมืองที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหารัฐธรรมนูญด้วยถ้อยคำรุนแรงในช่วงนี้ เห็นว่าต้องเปิดให้แสดงความเห็น ไม่ใช่พอใครไม่เห็นด้วยก็ออกมาข่มขู่ จะทำให้เกิดแรงต้าน อยากถาม พล.ต.สรรเสริญว่า หากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่ไม่ให้นักการเมืองลงเลือกตั้ง แล้วจะร่างฯมาทำไม เพราะมีมาตรา 44 ก็เพียงพอแล้ว วิธีการคิดของทหาร คิดแบบการใช้อำนาจอย่างเดียว ใช้กับสังคมที่เป็นสากลคงไม่ได้
ท่านสั่งทหารได้ เพราะทหารมีวินัย แต่ การปกครองประชาธิปไตย การมาท้าอย่างนี้สงสัยว่า ถ้าไม่ให้นักการเมืองลง (เลือกตั้ง) จะให้ใครลง หรือแต่งตั้ง สนช. สปท.ลงกันเองไปเลยหรือไม่ การพูดแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง พล.ต.สรรเสริญควรปรับท่าทีลง อย่าทำเป็นว่ามีอำนาจ มีปืนในมือแล้วคิดว่าพูดอะไรก็ได้ ควรพูดสร้างสรรค์ เป็นโฆษกพูดแทนรัฐบาล อย่าเอาอารมณ์ตัวเองมาเป็นที่ตั้ง"
ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แต่ละคนได้แสดงความเห็นทางการเมือง กรณี พล.ต.สรรเสริญออกมาระบุว่าคนนั้นต้องยืนยันอย่างนั้นอย่างนี้ มองว่า ไม่ควรต้องไปยืนยันอะไร เพราะทุกคนเคารพ ความเห็นตัวเอง นักการเมืองเคารพตัวเอง อยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่แสดงออกก็ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่พูด วันนี้ยังไม่มีใครพูดไปถึงว่าจะลงเลือกตั้ง หรือไม่ลงเลือกตั้ง เพราะเป็นเรื่องหลัง ขณะนี้ว่า ด้วยเรื่องของรัฐธรรมนูญก่อนว่าเหมาะสม หรือไม่เหมาะสมอย่างไร พล.ต.สรรเสริญอย่าเที่ยวเอาคำพูดของตัวเองไปใส่ปากคนอื่น ถือว่าไม่สมควร ต้องรู้จักให้ความเคารพต่อความคิดของผู้อื่นด้วย
ด้าน นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในส่วนของคำถามพ่วงประชามติส่วนตัวคิดว่าคงจะเป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะไปอธิบาย และชี้แจงต่อประชาชน เพราะจะเข้าใจได้ดีกว่า กรธ.ในฐานะที่ สนช.เป็นผู้เสนอ กรธ.จะต้องหารือกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรกับคำถามพ่วง ส่วนตัวเป็นห่วงว่าประชาชนจะสับสนกับคำถามพ่วง เพราะสนช.อธิบายไม่ชัดว่าจะให้ส.ว.มีส่วนร่วมเลือกนายกฯตั้งแต่กระบวนการไหน และก็หนักใจอยู่เหมือนกัน เพราะอาจดูเหมือนว่าคำถามจะขัดกับหลักการของกรธ. แต่ก็ต้องพยายามอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าคำถามพ่วงกับร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนละส่วนกัน ต้องอธิบายให้ชัดหากทำได้ก็เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจและคงไม่มีปัญหา
เส้นทางสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนับจากนี้จนถึงวันที่7ส.ค.เชื่อได้ว่าอุณหภูมิทางการเมืองจะเต็มไปด้วยความร้อนแรง ร้อนระอุอย่างแน่นอน และหากสถานการณ์การเมืองยังเดินต่อภายใต้บริบทแบบนี้อยู่จนถึงวันลง
ประชามติ ก็จะเป็นการวัดกำลังกันระหว่าง“พรรคการเมือง”และ“รัฐบาล ว่าใคร ใครจะอยู่ใครจะไปเพราะหลังจากมีผลการทำประชามติออกมาแล้ว จะสร้างผลกระทบไปยังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอนต้องรอลุ้นกัน
