- 22 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เปิดฉากการเมืองเดือดอย่างเป็ยทางการอีกครั้งก็ว่าได้เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ระบุออกมาอย่างชัดเจนว่านายทักษิณ ชินวัตรนั้นอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย
มิหนำซ้ำยังพูดถึงขบวนการเคลื่อนไหวผ่านทางล็อบบี้ยีสต์ และรถข่าววอยซ์ทีวี ที่เข้าไปสนับสนุนรับส่งคนมาชุมนุมต่อต้านคสช.อีกด้วย
และจากคำพูดดังกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ ก็ทำเอาเครือข่ายของนายทักษิณและเครือข่ายต้องออกมาปฏิเสธกันพัลวัน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระบุว่า ไม่เคยมีการจ้างล็อบบี้ยิสต์จากนายทักษิณ และตนเชื่อว่านานาประเทศจะพิจารณาจากข้อเท็จจริง คงไม่ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งนำข้อความมาเล่าหรือล็อบบี้กันได้ และเชื่อว่าวันนี้ลำพังนายทักษิณ ก็ลำบากอยู่แล้ว
นายนพดล ปัทมะ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลและสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้ความว่านายทักษิณไม่ได้จ้างล็อบบี้ยิสต์ในต่างประเทศเพื่อเคลื่อนไหวใดๆ และขออนุญาตชี้แจงว่านายทักษิณไม่ได้อยู่เบื้องหลังการดำเนินการต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย
"ทักษิณเป็นหนูตัวเล็กๆ ที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศ คงไม่สามารถที่จะไปมีอิทธิพลต่อการแสดงท่าทีขององค์กรระหว่างประเทศหรือประเทศต่างๆ จึงชี้แจงมาเพื่อขอความเป็นธรรม"
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้คณะทำงานของนายกฯตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนที่จะชี้ชัดอะไรลงไป เพราะคำพูดของผู้นำมีผลกระทบต่อประเทศ
"เงินที่จะเอาไปจ้างล็อบบี้ยิสต์ เก็บเอาไว้เติมน้ำมันเครื่องบินไม่ดีกว่าหรือ นายทักษิณเป็นเพียงคนไทยตัวเล็กๆในต่างแดน จะไปมีอิทธิพลเหนือองค์กรระดับโลกเหล่านั้นได้อย่างไร ...ดังนั้นผู้มีอำนาจควรก้าวข้ามนายทักษิณได้แล้ว"
การออกมาตอบโต้กันระหว่างพลอ.ประยุทธ์เครือข่ายของนายทักษิณในครั้งนี้นอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนอุณหภูมิทางการเมือง ซึ่งกำลังนับถอยหลังสู่การทำประชามติ 7 สิงหาคมนั้น จะร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
และทำให้พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับพูดออกมาว่าถ้าหากวุ่นวายนักอาจจะไม่มีการทำประชามติหรือเลือกตั้งก็เป็นได้
แม้ว่าล่าสุดราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวันออกเสียงประชามติออกมาแล้วก็ตาม
โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 มาตรา 39/1 กําหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศกําหนดวันออกเสียงประชามติ โดยวันออกเสียงประชามตินั้น ต้องกระทําในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงกําหนดให้วันที่ 7 สิงหาคม 2559 เป็นวันออกเสียงประชามติ โดยมีประเด็นดังต่อไปนี้
1. ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ทั้งฉบับ
2. ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบประเด็นเพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ?ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกําหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี?
จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
ประกาศ ณ วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559
ศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
ทั้ง 2 คำถามประชามติล้วนเป็นคำถามชี้ชะตาอนาคตประเทศอย่างแท้จริง แต่เมื่อนายวัฒนาได้ออกมาเคลื่อนไหวและกำลังสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วนอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะเป็นผลทำให้การทำประชามติต้องเลื่อนออกไปเลยหรือไม่นั้น ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ประกอบกับการที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557ไม่ได้กำหนดเอาไว้ว่า การทำประชามติไม่ผ่านนั้น สถานการณ์ของประเทศจะเดินไปในทิศทางไหนอย่างไร ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ไม่ว่าฝ่ายนักเลือกตั้งจะเดินหน้าไปทางไหน อำนาจก็ยังอยู่ในมือของคสช.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 ฉบับแก้ไขครั้งที่2 มาตรา 4...
ภายใต้บังคับวรรคสิบสอง ในการออกเสียงประชามติตามมาตรานี้ ถ้าผลการออกเสียงประชามติมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวประเด็น หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ว่า " เตรียมไว้อยู่ในใจ ในหัวของตนนี่ ไม่เอาฉบับไหนทั้งนั้น”
เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ต้องเรียกว่าระหว่างคสช.กับนักเลือกตั้ง ต่างฝ่ายต่างรู้ทางกันเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้จะนำไปสู่การเมืองที่ร้อนระอุอีกระลอกหรือไม่ ต้องจับตามองแบบไม่กระพริบตา
