ดีเดย์ 25 เม.ย. "ดีเอสไอ" ขีดเส้นตาย !! "ธัมมชโย" รับข้อหาฟอกเงิน - รับของโจร  !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


มาถึงอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่หลายคนเฝ้าติดตามกับผลทางคดีของพระธัมมชโยและวัดธรรมกาย  ที่เกี่ยวเนื่องจากเงินบริจาคอันได้มาโดยมิชอบทางกฎหมายมูลค่ากว่า 2  พันล้านบาทจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร   อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 

 

 


และจุดสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดดำเนินมาถึงจนถึงขั้นตอนการออกหมายเรียกพระธัมมชโยมารับทราบ 2 ข้อกล่าวหา  คือ 1.ร่วมกันฟอกเงิน  และ  2.ร่วมกันรับของโจร  ซึ่งทั้งสองคดีอาญามีบทลงโทษหนักทั้งจำคุกและปรับเงิน  ถ้าศาลพิพากษาว่ามีพระธัมมชโยมีการกระทำผิดจริงตามคำฟ้อง

 


อย่างไรก็ตามการดำเนินการทางดคีที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอก็ใช่ว่าจะราบรื่น    เพราะตามกำหนดเดิมพระธัมมชโยจะต้องรับทราบข้อกล่าวหากับดีเอสไอตั้งแต่วันที่  8 เมษายน   

 


แต่ต่อมานายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความของพระเทพญาณมหามุนี หรือ   พระธัมมชโย   ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2559   ว่ารับมอบอำนาจจากพระธัมมชโย  แจ้งว่าในช่วงเดือนเมษายน   พระธัมมชโยติดศาสนกิจ    และมีพิธีกรรมทางศาสนาอีกหลายประการ อาทิ โครงการบรรพชา สามเณรภาคฤดูร้อน รวมทั้งงานประเพณีสงกรานต์ งานวันคุ้มครองโลก และกิจกรรมตักบาตรทั่วประเทศ จึงขอเลื่อนการไปพบพนักงานสอบสวนเป็นหลังเดือนเมษายน 2559

 


ต่อมาพ.ต.อ.ไพสิฐ   วงศ์เมือง  อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  และ    พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์   รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  ได้มีเห็นว่ามีเหตุสมควรให้เลื่อนและให้มารับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้งในวันที่  25  เมษายน 2559  เวลา 09.00 น.  ที่สำนักคดีการเงินการธนาคาร   โดยการเลื่อนที่ผ่านมาได้มีการมอบหมายให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกครั้งที่  2   ไปยังพระธัมมชโยให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันและเวลาดังกล่าว

 


ตรงนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญ  เพราะจนถึงวันที่ 25  เมษายนก็ยังไม่รู้ว่าพระธัมมชโยจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทั้ง 2  คดีหรือไม่อย่างไร    แต่ล่าสุดมีคำยืนยันจากดีเอสไอแล้วว่าจะไม่มีการเลื่อนเข้ารับข้อกล่าวหาให้กับพระธัมมชโยอีกแล้ว

 


โดย พ.ต.อ.ไพสิฐ   วงศ์เมือง  อธิบดีดีเอสไอ    ยอมรับว่า  นายสัมพันธ์ เสริมชีพ   ทนายความวัดพระธรรมกาย   ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนนัดเข้ารับทราบข้อหาของพระธัมมชโยเป็นครั้งที่ 2    โดยอ้างพระธัมมชโยติดศาสนกิจ ไม่สะดวกเข้ารับทราบข้อหาตามกำหนดนัด   และจะขอเลื่อนนัดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปช่วงไปในปลายเดือนพ.ค. 

 


แต่จากการประชุมร่วมของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการรอบล่าสุด   เห็นตรงกันว่ากับข้ออ้างที่ส่งมาไม่มีเหตุอันควรให้เลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาไปอีก  เพราะได้เลื่อนนัดให้แล้ว 1 ครั้ง     และระยะเวลาก็ล่วงเลยมานานแล้ว   ทางดีเอสไอจึงแจ้งยืนยันให้พระธัมมชโยเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดนัดเดิมคือ 25 เม.ย.นี้   ดังนั้นจากนี้จึงต้องรอดูว่าพระธัมมชโยจะต้องเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามกำหนดนัดหรือไม่  และหากไม่เดินทางมาทางพนักงานสอบสวนจะได้มีการประชุมเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

 


ส่วนกรณีที่ทีมทนายพระธัมมชโยได้ส่งหนังสือร้องขอความเป็นธรรมถึง   พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในคดีดังกล่าวนั้น     ตนเองคงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้    ว่ามีการอ้างถึงประเด็นคำร้องอะไรบ้าง   แต่คาดว่าทีมทนายคงจะเป็นผู้ให้ข้อมูลเองในภายหลัง    และเชื่อว่าคงไม่มีผลต่อการทำงานของพนักงานสอบสวนคดีนี้อย่างแน่นอน

 


ขณะที่ก่อนหน้านั้น     นายสัมพันธ์       ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพระธัมมชโย      ระบุว่าจะหารือร่วมกับพระธัมมชโยอีกครั้ง  เพื่อตัดสินใจจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับดีเอสไอในวันที่  25 เม.ย.หรือไม่   แต่มีแนวโน้มว่าอาจจะขอเลื่อนนัดรับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้ง    เพราะว่าในฐานะผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์เลื่อนนัดพนักงานสอบสวนได้สองครั้ง และตลอดเดือนเมษายนพระธัมมชโยมีศาสนกิจล่วงหน้าจำนวนมาก  โดยนอกจากงานทำบุญวันเกิดแล้วยังมีการบรรพชาสามเณรซึ่งเป็นงานใหญ่ของวัดธรรมกายอีกด้วย

 


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าท้ายสุดพระธัมมชโย จะไปรับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่   เชื่อว่าพระธัมมชโยและคณะสงฆ์วัดธรรมกาย  ก็จะมีคำตอบให้กับสังคมต่อข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น เพราะจากการสนทนาพระธัมมชโยค่อนข้างมีความกังวลใจ  และมีข้อสงสัยกลับว่าการทำความดีทำไมจึงเกิดเหตุนำไปสู่การตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดได้  

 


โดยเฉพาะข้อมูลที่พระธัมมชโยสื่อสารกับสังคมมาโดยตลอด  ว่า  กรณีรับเช็คจากนายศุภชัย   ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น   เป็นเหตุสืบเนื่องจากความไม่รู้ว่าเงินที่ได้รับบริจาคเป็นเงินผิดกฎหมายจึงหยิบเงินใส่ถุง   แล้วนำไปเข้าบัญชีวัดพระธรรมกาย  ก่อนนำเงินทั้งหมดไปก่อสร้างวัด  และทุกวันนี้พระธัมมชโยเองยังเป็นหนี้ค่าก่อสร้างอีกหลายล้าน จึงต้องรับบริจาคไปเรื่อยๆ   จึงไม่เข้าใจการรับเงินบุญที่มีผู้บริจาคเพื่อก่อสร้างวัดจะกลายเป็นการฟอกเงินที่ผิดกฎหมายได้อย่างไร

 


ก็เป็นแง่มุมทางกฎหมายที่พระธัมมชโยได้สื่อสารมาโดยตลอดและน่าจะเป็นแนวทางการต่อสู้คดีที่จะเกิดขึ้น   ถ้ากระบวนการรับทราบข้อกล่าวหาเกิดขึ้นและอัยการสูงสุดมีความเห็นให้สั่งฟ้องพระธัมมชโยต่อศาลอาญา   ตามความเห็นของดีเอสไอ   รวมถึงสาระสำคัญของความผิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น

 


โดยเฉพาะกับผลการพิจารณาสำนวนความผิดของพระธัมมชโย ระหว่างนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ   และ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ  พร้อม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง   ซึ่งมีความเห็นร่วมกันว่าการบริจาคเงินของ  นายศุภชัย ศรีศุภอักษร   อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น   มีความผิดเกี่ยวโยงคณะบุคคล 7  กลุ่ม ประกอบด้วย

1.กลุ่มบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้

2.กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้

3.กลุ่มวัดพระธรรมกาย

4.กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ

5.กลุ่มผู้ต้องหาและเครือข่าย

6.กลุ่มบุคคลธรรมดาที่รับเช็ค

7.กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน

 


ซึ่งในส่วนของวัดพระธรรมกาย  คณะทำงานสอบคดีพบว่ามีการรับบริจาคโดยไม่มีมูลหนี้รวมกว่า 2,000 ล้านบาท     ซึ่งมีทั้งการบริจาคให้วัดเข้าบัญชีพระธัมมชโย และเข้าบัญชีพระรูปอื่นในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย  

 


ส่วนรายละเอียดเชื่อมโยงระหว่างผู้กระทำผิด คือ  นายศุภชัย  ซึ่งศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353, 354 ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวมทั้งสิ้น 8 กระทง จึงพิพากษาให้จำคุก กระทงละ 3-5 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 32 ปี  แต่คำให้การจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 16 ปี  และเครือข่ายทั้ง   7 กลุ่มมีความเชื่อมโยงอย่างไร ไปติดตามข้อมูลดังต่อไปนี้

 


คงต้องติดตามกันต่อไปว่ามูลฐานความผิดที่เกิดกับพระธัมมชโย    จะมีบทสรุปอย่างไรและในวันที่  25  เม.ย.  พระธัมมชโยจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่    แต่ขณะเดียวกันวันนี้ ( 22 เม.ย.)  ทางวัดธรรมกายได้มีการจัดกิจกรรมใหญ่ประจำปี    เนื่องในโอกาสวันคุ้มครองโลก  ซึ่งตรงกับวันเกิดของพระธัมมชโยด้วย 

 


โดยตั้งแต่ช่วงเช้าทางวัดธรรมกายได้จัดกิจกรรมตักบาตรพระภิกษุ – สามเณร  โดยมีการอ้างอิงว่ามีพระภิกษุ – สามเณร  เข้าร่วมจำนวนมากถึง   100,000 รูป    ก่อนที่ในช่วงบ่ายจะมีกิจกรรม  ประกอบพิธีหล่อรูปเหมือนทองคำคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง องค์ที่ 3   และมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก   รวมถึงมรายงานด้วยว่า  ไม่ปรากฏพบ   พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย  เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวแต่อย่างใด   โดยมีการระบุจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ วัดธรรมกาย   ว่าเป็นเหตุสืบเนื่องจากการที่พระธัมมชโยยังอยู่ในอาการอาพาธ 

 


ขณะที่ความยิ่งใหญ่ของกิจกรรม ““วันธรรมะคุ้มครองโลก”  ของวัดธรรมกาย  ยังคงจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  รวมถึงปี  2559     ก็มีมุมมองความเห็นจาก   พระดุษฎี เมธังกุโร  เจ้าอาวาสวัดทุ่งไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพร     ซึ่งเป็นพระธรรมวิทยากรและพระวิปัสสนาจารย์   ในการอภิปรายงานวิจัยหัวข้อ   “ระบบอุปถัมภ์ในวงการสงฆ์”     มีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า     ปัญหาวงการสงฆ์ทุกวันนี้เกิดขึ้นเพราะต่างพากันสร้างวัดกันมากมาย   แต่ไม่ได้ใส่ใจการพัฒนาวงการพระสงฆ์ ทำให้มีพระสงฆ์ที่หย่อนมาตรฐานเกิดขึ้นมากมาย     เพราะพระสงฆ์ที่ไม่ดีจะไม่ยอมทำชั่วคนเดียว   แต่จะชวนพระสงฆ์รูปอื่นมาทำด้วย จึงทำให้พระสงฆ์ต่างมีพวกพ้องของตัวเองจะลงโทษอะไรก็ยาก สิ่  งเหล่านี้จึงเป็นต้นเหตุให้วัดเสื่อมลง อย่างกรณีวัดพระธรรมกายก็เช่นเดียวกัน   จะดูแลพระสงฆ์อย่างดี หากเจ้าอาวาสเดินทางมาจะได้ค่าเดินทาง 5,000 บาท แต่ถ้าเป็นเณรจะได้ 500 บาท    โดยมีข้อสังเกตว่าวันเกิดพระธัมมชโย  คนจะเดินทางมาร่วมมหาศาล  ซึ่งจะนำไปสู่การจัดวิธีการหาเงินอย่างใดก็ได้ จากนั้นก็นำเงินที่ได้มาใช้สร้างอำนาจ สร้างพรรคพวก

 


พระดุษฎี   ระบุด้วยว่า    หากสังคมตื่นตัวหวงแหน พุทธศาสนาก็จะเกิดการฟื้นฟูขึ้นมา   พระสงฆ์ก็จะลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ  และหากพระสงฆ์ประสงค์สิ่งใดก็จะต้องมีการตรวจสอบ   เพราะวันนี้ได้เกิดสังฆเพศที่หนักขึ้นโดยเฉพาะการที่เจ้าอาวาสมอบหมายให้พระลูกวัดไปฉันเพล แต่ปรากฏว่าซองที่ญาติโยมถวายให้มาก็ต้องมีซองของเจ้าอาวาสด้วย 
       

 

เช่นมีการนิมนต์พระไป 9 รูป แต่ญาติโยมต้องจัดของถวายซึ่งรวมถึงซองด้วยต้องมีทั้งหมด 10 ชุด    ทำกันเช่นนี้ก็เพราะมีพระผู้ใหญ่บางกลุ่มสั่งสอนกันมา แต่เมื่อบางวัดใช้กฎว่าพระไปรับสังฆทานข้างนอก แต่เงินที่ญาติโยมถวายมาต้องเอาเข้าวัดทั้งหมด ก็ปรากฏว่าพระบางวัดไม่ยอมรับกิจนิมนต์

 


 สำหรับวิธีการแก้ไขเพื่อยกระดับวงการสงฆ์ไทยให้กลับมาเป็นที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน   พระดุษฎี   มีข้อบ่งชี้ว่า   วัดต่างๆ น่าจะเดินตามแนวทางของหลวงพ่อชา และวัดป่า   คือให้พระรับกิจนิมนต์ไปฉันได้   แต่ให้เงินเข้าวัดทั้งหมด  และหากพระต้องการอะไร  มีงานก่อสร้างอะไร ก็ให้เบิกจากคลัง จึงจะทำให้มีการตรวจสอบรัดกุม มีบัญชีเรียบร้อย และพระสงฆ์ก็ไม่ต้องไปจับเงิน  ไม่ต้องไปมัวเมากับการแสวงหาเงินเพื่อใช้ในการซื้อสมณศักดิ์ และไม่ต้องผิดพระธรรมวินัยด้วยเช่นกัน