- 22 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
มาถึงอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่หลายคนเฝ้าติดตามกับผลทางคดีของพระธัมมชโยและวัดธรรมกาย ที่เกี่ยวเนื่องจากเงินบริจาคอันได้มาโดยมิชอบทางกฎหมายมูลค่ากว่า 2 พันล้านบาทจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น
และจุดสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดดำเนินมาถึงจนถึงขั้นตอนการออกหมายเรียกพระธัมมชโยมารับทราบ 2 ข้อกล่าวหา คือ 1.ร่วมกันฟอกเงิน และ 2.ร่วมกันรับของโจร ซึ่งทั้งสองคดีอาญามีบทลงโทษหนักทั้งจำคุกและปรับเงิน ถ้าศาลพิพากษาว่ามีพระธัมมชโยมีการกระทำผิดจริงตามคำฟ้อง
อย่างไรก็ตามการดำเนินการทางดคีที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอก็ใช่ว่าจะราบรื่น เพราะตามกำหนดเดิมพระธัมมชโยจะต้องรับทราบข้อกล่าวหากับดีเอสไอตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน
แต่ต่อมานายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความของพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2559 ว่ารับมอบอำนาจจากพระธัมมชโย แจ้งว่าในช่วงเดือนเมษายน พระธัมมชโยติดศาสนกิจ และมีพิธีกรรมทางศาสนาอีกหลายประการ อาทิ โครงการบรรพชา สามเณรภาคฤดูร้อน รวมทั้งงานประเพณีสงกรานต์ งานวันคุ้มครองโลก และกิจกรรมตักบาตรทั่วประเทศ จึงขอเลื่อนการไปพบพนักงานสอบสวนเป็นหลังเดือนเมษายน 2559
ต่อมาพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีเห็นว่ามีเหตุสมควรให้เลื่อนและให้มารับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน 2559 เวลา 09.00 น. ที่สำนักคดีการเงินการธนาคาร โดยการเลื่อนที่ผ่านมาได้มีการมอบหมายให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ไปยังพระธัมมชโยให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันและเวลาดังกล่าว
ตรงนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะจนถึงวันที่ 25 เมษายนก็ยังไม่รู้ว่าพระธัมมชโยจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทั้ง 2 คดีหรือไม่อย่างไร แต่ล่าสุดมีคำยืนยันจากดีเอสไอแล้วว่าจะไม่มีการเลื่อนเข้ารับข้อกล่าวหาให้กับพระธัมมชโยอีกแล้ว
โดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ยอมรับว่า นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความวัดพระธรรมกาย ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนนัดเข้ารับทราบข้อหาของพระธัมมชโยเป็นครั้งที่ 2 โดยอ้างพระธัมมชโยติดศาสนกิจ ไม่สะดวกเข้ารับทราบข้อหาตามกำหนดนัด และจะขอเลื่อนนัดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปช่วงไปในปลายเดือนพ.ค.
แต่จากการประชุมร่วมของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการรอบล่าสุด เห็นตรงกันว่ากับข้ออ้างที่ส่งมาไม่มีเหตุอันควรให้เลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาไปอีก เพราะได้เลื่อนนัดให้แล้ว 1 ครั้ง และระยะเวลาก็ล่วงเลยมานานแล้ว ทางดีเอสไอจึงแจ้งยืนยันให้พระธัมมชโยเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดนัดเดิมคือ 25 เม.ย.นี้ ดังนั้นจากนี้จึงต้องรอดูว่าพระธัมมชโยจะต้องเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามกำหนดนัดหรือไม่ และหากไม่เดินทางมาทางพนักงานสอบสวนจะได้มีการประชุมเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
ส่วนกรณีที่ทีมทนายพระธัมมชโยได้ส่งหนังสือร้องขอความเป็นธรรมถึง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในคดีดังกล่าวนั้น ตนเองคงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ว่ามีการอ้างถึงประเด็นคำร้องอะไรบ้าง แต่คาดว่าทีมทนายคงจะเป็นผู้ให้ข้อมูลเองในภายหลัง และเชื่อว่าคงไม่มีผลต่อการทำงานของพนักงานสอบสวนคดีนี้อย่างแน่นอน
ขณะที่ก่อนหน้านั้น นายสัมพันธ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพระธัมมชโย ระบุว่าจะหารือร่วมกับพระธัมมชโยอีกครั้ง เพื่อตัดสินใจจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับดีเอสไอในวันที่ 25 เม.ย.หรือไม่ แต่มีแนวโน้มว่าอาจจะขอเลื่อนนัดรับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้ง เพราะว่าในฐานะผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์เลื่อนนัดพนักงานสอบสวนได้สองครั้ง และตลอดเดือนเมษายนพระธัมมชโยมีศาสนกิจล่วงหน้าจำนวนมาก โดยนอกจากงานทำบุญวันเกิดแล้วยังมีการบรรพชาสามเณรซึ่งเป็นงานใหญ่ของวัดธรรมกายอีกด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าท้ายสุดพระธัมมชโย จะไปรับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ เชื่อว่าพระธัมมชโยและคณะสงฆ์วัดธรรมกาย ก็จะมีคำตอบให้กับสังคมต่อข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น เพราะจากการสนทนาพระธัมมชโยค่อนข้างมีความกังวลใจ และมีข้อสงสัยกลับว่าการทำความดีทำไมจึงเกิดเหตุนำไปสู่การตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดได้
โดยเฉพาะข้อมูลที่พระธัมมชโยสื่อสารกับสังคมมาโดยตลอด ว่า กรณีรับเช็คจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นเหตุสืบเนื่องจากความไม่รู้ว่าเงินที่ได้รับบริจาคเป็นเงินผิดกฎหมายจึงหยิบเงินใส่ถุง แล้วนำไปเข้าบัญชีวัดพระธรรมกาย ก่อนนำเงินทั้งหมดไปก่อสร้างวัด และทุกวันนี้พระธัมมชโยเองยังเป็นหนี้ค่าก่อสร้างอีกหลายล้าน จึงต้องรับบริจาคไปเรื่อยๆ จึงไม่เข้าใจการรับเงินบุญที่มีผู้บริจาคเพื่อก่อสร้างวัดจะกลายเป็นการฟอกเงินที่ผิดกฎหมายได้อย่างไร
ก็เป็นแง่มุมทางกฎหมายที่พระธัมมชโยได้สื่อสารมาโดยตลอดและน่าจะเป็นแนวทางการต่อสู้คดีที่จะเกิดขึ้น ถ้ากระบวนการรับทราบข้อกล่าวหาเกิดขึ้นและอัยการสูงสุดมีความเห็นให้สั่งฟ้องพระธัมมชโยต่อศาลอาญา ตามความเห็นของดีเอสไอ รวมถึงสาระสำคัญของความผิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น
โดยเฉพาะกับผลการพิจารณาสำนวนความผิดของพระธัมมชโย ระหว่างนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ และ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีความเห็นร่วมกันว่าการบริจาคเงินของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มีความผิดเกี่ยวโยงคณะบุคคล 7 กลุ่ม ประกอบด้วย
1.กลุ่มบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้
2.กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้
3.กลุ่มวัดพระธรรมกาย
4.กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ
5.กลุ่มผู้ต้องหาและเครือข่าย
6.กลุ่มบุคคลธรรมดาที่รับเช็ค
7.กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน
ซึ่งในส่วนของวัดพระธรรมกาย คณะทำงานสอบคดีพบว่ามีการรับบริจาคโดยไม่มีมูลหนี้รวมกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการบริจาคให้วัดเข้าบัญชีพระธัมมชโย และเข้าบัญชีพระรูปอื่นในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย
ส่วนรายละเอียดเชื่อมโยงระหว่างผู้กระทำผิด คือ นายศุภชัย ซึ่งศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353, 354 ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวมทั้งสิ้น 8 กระทง จึงพิพากษาให้จำคุก กระทงละ 3-5 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 32 ปี แต่คำให้การจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 16 ปี และเครือข่ายทั้ง 7 กลุ่มมีความเชื่อมโยงอย่างไร ไปติดตามข้อมูลดังต่อไปนี้
คงต้องติดตามกันต่อไปว่ามูลฐานความผิดที่เกิดกับพระธัมมชโย จะมีบทสรุปอย่างไรและในวันที่ 25 เม.ย. พระธัมมชโยจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันวันนี้ ( 22 เม.ย.) ทางวัดธรรมกายได้มีการจัดกิจกรรมใหญ่ประจำปี เนื่องในโอกาสวันคุ้มครองโลก ซึ่งตรงกับวันเกิดของพระธัมมชโยด้วย
โดยตั้งแต่ช่วงเช้าทางวัดธรรมกายได้จัดกิจกรรมตักบาตรพระภิกษุ – สามเณร โดยมีการอ้างอิงว่ามีพระภิกษุ – สามเณร เข้าร่วมจำนวนมากถึง 100,000 รูป ก่อนที่ในช่วงบ่ายจะมีกิจกรรม ประกอบพิธีหล่อรูปเหมือนทองคำคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง องค์ที่ 3 และมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก รวมถึงมรายงานด้วยว่า ไม่ปรากฏพบ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวแต่อย่างใด โดยมีการระบุจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ วัดธรรมกาย ว่าเป็นเหตุสืบเนื่องจากการที่พระธัมมชโยยังอยู่ในอาการอาพาธ
ขณะที่ความยิ่งใหญ่ของกิจกรรม ““วันธรรมะคุ้มครองโลก” ของวัดธรรมกาย ยังคงจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี รวมถึงปี 2559 ก็มีมุมมองความเห็นจาก พระดุษฎี เมธังกุโร เจ้าอาวาสวัดทุ่งไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งเป็นพระธรรมวิทยากรและพระวิปัสสนาจารย์ ในการอภิปรายงานวิจัยหัวข้อ “ระบบอุปถัมภ์ในวงการสงฆ์” มีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า ปัญหาวงการสงฆ์ทุกวันนี้เกิดขึ้นเพราะต่างพากันสร้างวัดกันมากมาย แต่ไม่ได้ใส่ใจการพัฒนาวงการพระสงฆ์ ทำให้มีพระสงฆ์ที่หย่อนมาตรฐานเกิดขึ้นมากมาย เพราะพระสงฆ์ที่ไม่ดีจะไม่ยอมทำชั่วคนเดียว แต่จะชวนพระสงฆ์รูปอื่นมาทำด้วย จึงทำให้พระสงฆ์ต่างมีพวกพ้องของตัวเองจะลงโทษอะไรก็ยาก สิ่ งเหล่านี้จึงเป็นต้นเหตุให้วัดเสื่อมลง อย่างกรณีวัดพระธรรมกายก็เช่นเดียวกัน จะดูแลพระสงฆ์อย่างดี หากเจ้าอาวาสเดินทางมาจะได้ค่าเดินทาง 5,000 บาท แต่ถ้าเป็นเณรจะได้ 500 บาท โดยมีข้อสังเกตว่าวันเกิดพระธัมมชโย คนจะเดินทางมาร่วมมหาศาล ซึ่งจะนำไปสู่การจัดวิธีการหาเงินอย่างใดก็ได้ จากนั้นก็นำเงินที่ได้มาใช้สร้างอำนาจ สร้างพรรคพวก
พระดุษฎี ระบุด้วยว่า หากสังคมตื่นตัวหวงแหน พุทธศาสนาก็จะเกิดการฟื้นฟูขึ้นมา พระสงฆ์ก็จะลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ และหากพระสงฆ์ประสงค์สิ่งใดก็จะต้องมีการตรวจสอบ เพราะวันนี้ได้เกิดสังฆเพศที่หนักขึ้นโดยเฉพาะการที่เจ้าอาวาสมอบหมายให้พระลูกวัดไปฉันเพล แต่ปรากฏว่าซองที่ญาติโยมถวายให้มาก็ต้องมีซองของเจ้าอาวาสด้วย
เช่นมีการนิมนต์พระไป 9 รูป แต่ญาติโยมต้องจัดของถวายซึ่งรวมถึงซองด้วยต้องมีทั้งหมด 10 ชุด ทำกันเช่นนี้ก็เพราะมีพระผู้ใหญ่บางกลุ่มสั่งสอนกันมา แต่เมื่อบางวัดใช้กฎว่าพระไปรับสังฆทานข้างนอก แต่เงินที่ญาติโยมถวายมาต้องเอาเข้าวัดทั้งหมด ก็ปรากฏว่าพระบางวัดไม่ยอมรับกิจนิมนต์
สำหรับวิธีการแก้ไขเพื่อยกระดับวงการสงฆ์ไทยให้กลับมาเป็นที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน พระดุษฎี มีข้อบ่งชี้ว่า วัดต่างๆ น่าจะเดินตามแนวทางของหลวงพ่อชา และวัดป่า คือให้พระรับกิจนิมนต์ไปฉันได้ แต่ให้เงินเข้าวัดทั้งหมด และหากพระต้องการอะไร มีงานก่อสร้างอะไร ก็ให้เบิกจากคลัง จึงจะทำให้มีการตรวจสอบรัดกุม มีบัญชีเรียบร้อย และพระสงฆ์ก็ไม่ต้องไปจับเงิน ไม่ต้องไปมัวเมากับการแสวงหาเงินเพื่อใช้ในการซื้อสมณศักดิ์ และไม่ต้องผิดพระธรรมวินัยด้วยเช่นกัน
