- 30 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ภายใต้สถานการณ์ที่ร้อนระอุทางการเมือง เชื่อว่าต่อจากนี้เมื่อยิ่งใกล้เข้าสู่วันลงประชามติ 7 ส.ค.59 น่าจะมีการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองกันมากยิ่งขึ้น และจุดสำคัญที่ต้องจับตามองก็คือ ข้อสงสัยจากกฎหมายประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ จะโดนจับดำเนินคดีหรือไม่
เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมาทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย ธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต. ออกมาแถลงหลักเกณฑ์ที่ประชาชนจะแสดงความเห็นได้มี 6 ข้อ และ 8 ข้อห้ามดังนี้
เริ่มกันที่ 6 ข้อที่สามารถทำได้ ประกอบด้วย
1.ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จากเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการแสดงความเห็นของตน
2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ
3.แสดงความเห็นที่มีความชัดเจน ไม่กำกวม อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง
4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการเพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็นให้ผู้มีสิทธิออกเสียง บุคคลนั้นควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย
5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความเห็น พร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน
และ 6.การโพสต์ ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตนในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อ (แชร์) ข้อมูลดังกล่าว โดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม
ส่วนการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงห้ามมิให้บุคคลกระทำการเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สำคัญผิดในวัน เวลาที่ออกเสียง หรือวิธีการลงคะแนนออกเสียงด้วยวิธีการ ดังนี้
1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่
2.การนำเข้า (โพสต์) ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อ (แชร์) ข้อมูลในลักษณะดังกล่าว
3.การทำหรือส่งสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายอันมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่
4.การ จัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมาย เข้าร่วม และมีเจตนาปลุกระดมทางการเมือง
5.การชักชวนให้ใส่เสื้อหรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง
6.การแจกเอกสาร ใบปลิว หรือแผ่นพับ ที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย หรือปลุกระดมข่มขู่ เพื่อก่อความวุ่นวาย หรือการชุมนุมทางการเมือง
7.การรายงานข่าวหรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม หรือสร้างความวุ่นวายในสังคม
8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งอันมีลักษณะปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง ส่วนกรณีของสื่อมวลชน สามารถรายงานหรือเสนอข่าวได้ตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมกันและไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งอาจมีเพิ่มเติมหากเกิดกรณีจำเป็น
นายธนิศร์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า กรณีสื่อมวลสามารถรายงานหรือเสนอข่าวด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่ขัดต่อกฎหมาย
ทั้งนี้กกต.อาจจะออกประกาศเพิ่มเติม ถ้ามีกรณีใดเกิดขึ้นหลังจากนี้อีกเพื่อให้เกิดความชัดเจน กรณีการกระทำในเรื่องอื่น ที่กกต.อาจเขียนบอกว่าสามารถทำได้ ซึ่งการออกประกาศของกกต.ยืนอยู่บนพื้นฐานพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่การกระทำอาจจะผิดกฎหมายอย่างอื่น เช่น พ.ร.บ.รักษาความสะอาด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประกาศคสช.โดยประชาชนพึงระวังความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ซึ่งประชาชนพบเห็นการกระทำผิดสามารถร้องพนักงานสอบสวนได้เลย ไม่ต้องร้องผ่านกกต.เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนให้อำนาจกกต.เป็นผู้เสียหายที่จะวินิจฉัยความผิดเบื้องต้นได้เหมือนการออกเสียงประชามติเรื่องปี 2550
รวมทั้งกฎหมายไม่ได้เขียนเรื่องความปรากฏต่อกกต.ที่กกต.จะสามารถมีมติแล้วไปแจ้ง ถ้าเป็นกรณีกกต.แต่ละคนพบเห็นก็สามารถแจ้งความได้เป็นรายบุคคล และพนักงานสอบสวนจะเรียกบุคคลนั้นไปให้ปากคำ และกกต.มีดำริจะเชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)มาทำความเข้าใจเพื่อให้การปฏิบัติงานเรียบร้อย แต่รอให้ร่างประกาศมีผลก่อน
ขณะที่ทางด้านของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยเผยแพร่เอกสารที่ขยายความว่าสิ่งใดทำได้และทำไม่ได้ (Do & Don't) ช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญด้วยภาษาง่ายๆ อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
รูปธรรมที่สุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำนวน 10 ข้อ ประกอบด้วย
1. การสัมภาษณ์ลงสื่อ เพื่อแสดงจุดยืนและเหตุผลการรับหรือไม่รับ
2. การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ไลน์ ฯลฯ เพื่อแสดงจุดยืนและเหตุผลการรับหรือไม่รับ
3. การแชร์ข้อความในเฟซบุ๊ก ไลน์ ฯลฯ เพื่อแสดงจุดยืนและเหตุผลการรับหรือไม่รับ ตามข้อ 2
4. การทำสัญลักษณ์ เครื่องหมาย ที่แสดงจุดยืนและเหตุผลการรับหรือไม่รับ
5. การแชร์สัญลักษณ์ เครื่องหมายตามข้อ 4
6. การจัดเวที สัมมนา อภิปราย ทางวิชาการ โดยหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมาย หรือโดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน เพื่อแสดงจุดยืนและเหตุผลการรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ
7. การติดป้าย เข็มกลัด สติ๊กเกอร์ ธง ริบบิ้น เสื้อ หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์รับหรือไม่รับเป็นการบุคคล (เป็นเรื่องที่ผู้ดำเนินการพึงระวังสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย)
8. การแจกเอกสาร ใบปลิว แผ่นพับ เพื่อแสดงจุดยืน และให้เหตุผลอย่างเป็นวิชาการโดยปราศจากอคติ
9. การรายงานข่าว การจัดรายการของสื่อมวลชนโดยปราศจากอคติ
10. การรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการออกเสียงประชามติบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
ส่วนรูปธรรมที่ไม่สุจริตและขัดต่อกฎหมาย จำนวน 10 ข้อ ประกอบด้วย
1. การสัมภาษณ์ลงสื่อด้วยข้อความที่เป็นเท็จ หยาบคาย รุนแรง มีลักษณะเป็นการปลุกระดม
2. การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ไลน์ ฯลฯ ที่เป็นเท็จ หยาบคาย รุนแรง มีลักษณะเป็นการปลุกระดม
3. การแชร์ความที่เป็นเท็จ หยาบคาย รุนแรง มีลักษณะเป็นการปลุกระดม ตามข้อ 2
4. การทำสัญลักษณ์ เครื่องหมาย ที่หยาบคายเป็นการปลุกระดม ไม่สุภาพ หรือขัดต่อขนบธรรมเนียมศีลธรรม
5. การแชร์สัญลักษณ์ เครื่องหมายตามข้อ 4
6. การจัดเวที สัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ โดยไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง
7. การชักชวนให้ติดป้าย เข็มกลัด หรือการขาย การแจกจ่ายอุปกรณ์ดังกล่าวในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดม สร้างความวุ่นวายทางการเมือง
8. การแจกเอกสาร ใบปลิว แผ่นพับ ที่มีข้อความเป็นเท็จ ถ้อยคำหยาบคายหรือมุ่งสู่การปลุกระดมการชุมนุม หรือความวุ่นวายทางการเมือง
9. การรายงานข่าว การจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดมสร้างความวุ่นวายในสังคม
10. การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคมเพื่อให้รับหรือไม่รับ หรือขัดขวางการออกเสียงประชามติที่มีลักษณะเป็นการปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง
ขณะที่ปฏิกิริยาล่าสุดจากฝ่ายนักเลือกตั้งนั้นก็มีการออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกหลักเกณฑ์ที่ประชาชนจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทำได้ 6 ข้อ และข้อห้าม 8 ข้อ
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) ออกหลักเกณฑ์ที่ประชาชนจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทำได้ 6 ข้อ และข้อห้าม 8 ข้อว่า เป็นการออกหลักเกณฑ์ที่ยังไม่สามารถทำให้กฎหมายประชามติมีความชัดเจนปราศจากข้อสงสัยได้ บางข้อความในกฎหมายยังมีความคลุมเครือที่อาจถูกนำไปใช้ตีความเพื่อให้คุณ และให้โทษ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ตลอดเวลา ไม่สามารถตอบโจทย์ได้เท่าที่ควร
ซึ่งหลักเกณฑ์ในข้อที่ทำได้ทั้ง 6 ข้อ ก็ไม่มีอะไรใหม่ เป็นเพียงการขยายความเนื้อหาสาระของกฎหมายให้เป็นถ้อยคำเชิงอธิบายความเพิ่มขึ้น เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานที่วิญญูชนทั่วไปพึงกระทำได้อยู่แล้วถึงแม้ไม่มีหลักเกณฑ์บอกว่าทำได้
ส่วนข้อห้าม 8 ข้อ ที่ทำไม่ได้นั้นก็เป็นข้อห้ามตามมาตรา 61 วรรคสอง ที่ห้ามการเผยแพร่ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่ ซึ่งถึงแม้ไม่ออกหลักเกณฑ์เป็นข้อห้ามก็ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ดีมีบทบัญญัติในกฎหมายประชามติที่ห้ามเผยแพร่ข้อความที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง อาจมีความผิดถูกจำคุก 10 ปี ได้นั้น ยังถือว่าเป็นเนื้อหาที่อาจถูกตีความเพื่อเล่นงานคนที่เห็นต่างได้ เช่น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) อธิบายว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ดีปราบโกงได้ แต่มีผู้เห็นต่างว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ ยังไม่ปราบโกงได้มากนัก การกล่าวเช่นนี้ของผู้เห็นต่างจะถือว่าเผยแพร่ข้อความที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือไม่
นายองอาจ กล่าวต่อว่า "จะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์ของ กกต.ที่ยังไม่ชัดเจนย่อมทำให้ผู้ที่มีความเห็นต่างจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ต้องสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงสื่อมวลชนก็อาจต้องทำหน้าที่บนความไม่แน่นอน ถึงแม้จะปฏิบัติตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพด้วยความรับผิดชอบแล้วก็ตาม จึงของฝากให้ กกต.ช่วยพิจารณาว่าจะมีหลักเกณฑ์ที่มีความชัดเจนขึ้นอย่างไร เพื่อให้ผู้เห็นต่างอย่างสุจริตใจได้มีพื้นที่แสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ความคิดเห็นโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย"
