จับตา.. "แม่จ่านิว" ผู้ต้องหา ม.112 หลัง "ศาลทหาร" ให้ประกันตัว แต่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ???

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


จากกรณี น.ส.พัฒน์นรี หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ มารดาของ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ ( จ่านิว ) แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ถูกศาลทหารอนุมัติออกหมายจับ เลขที่ 36/2559 ในข้อหา ม.112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ตามปรากฎเป็นข่าวไปแล้วนั้น  ล่าสุดวันนี้ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 5 แสนบาท มายื่นขอประกันตัวในชั้นศาล พร้อมขอคัดค้านการฝากขังผัดแรก เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ต้องหาไม่มีท่าทีจะหลบหนี และ เป็นผู้ขอเข้ามอบตัว ซึ่งศาลทหารได้พิจารณาอนุญาตให้ประกันตัว พร้อมมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยจะปล่อยตัวที่ทัณฑสถานหญิงกลางเย็นวันนี้

 


เมื่อเวลาประมาณ 7.30 น.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. คุมตัว น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มาขออำนาจศาลทหารฝากขังผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 8-19 พ.ค. เนื่องจากคดีดังกล่าวต้องสอบพยานเพิ่มและตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องหา รวมทั้ง คดีมีอัตตราโทษสูง

 


จากนั้น เวลา 8.40 น. นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว ได้เดินทางมาเพียงคนเดียวเพื่อร่วมรับฟังคำพิพากษาของศาล และไม่มีกลุ่มมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจแต่อย่างใด ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ทหารเพิ่มกำลังทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบเพื่อป้องกันเหตุบริเวณโดยรอบ

 


ต่อมาเมื่อเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ บก.ปอท. ควบคุมตัว น.ส.พัฒน์นรี หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ ไปฝากขังผัดแรกที่ฑัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำกลางคลองเปรม เป็นเวลา 12 วัน โดยมี น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว มายืนคอยให้กำลังใจระหว่างนำตัวขึ้นรถ
น.ส.ภาวิณี กล่าวเปิดเผยว่า วันนี้ได้เตรียมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 5 แสนบาท มายื่นขอประกันตัวในชั้นศาล พร้อมขอคัดค้านการฝากขังผัดแรก เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ต้องหาไม่มีท่าทีจะหลบหนี และ เป็นผู้ขอเข้ามอบตัวกับตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) หลังมีหมายออกมาทันที ส่วนจะได้รับการประกันตัวหรือไม่นั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล

 


ด้าน นายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว กล่าวว่า ยืนยันจุดยืนของตนยังเหมือนเดิม และจะเดินหน้าเคลื่อนไหวไม่ยอมเปลี่ยนจุดยืนและจิตวิญญาณเพราะมั่นใจว่าแม่ไม่ได้มีความผิดทางกฎหมาย ทั้งนี้ พฤติการณ์ทหารไม่ต่างอะไรจากมาเฟียที่เอาแม่ตนเป็นตัวประกัน โดยใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งตนเองก็ได้พูดคุยและให้กำลังใจแม่มาโดยตลอด และแม่ก็มีกำลังใจที่ดี

 


นายสิรวิชญ์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ตนเองก็ต้องดูแลภาระครอบครัวมากขึ้นแทนแม่ ส่วนเรื่องเรียนกระทบบ้างแต่ไม่มีปัญหามากนัก นอกจากนี้ สำหรับเฟซบุ๊คส่วนตัวของตนเริ่มประสบปัญหาหลังไม่สามารถเข้าไปใช้ได้และเตรียมปรึกษาทนายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

 


ต่อมาเมื่อเวลา 12.30 น. ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนของนางสาวพัฒน์นรี ได้ยื่นขอประกันตัวเพื่อขอให้ศาลทหารฯปล่อยตัวชั่วคราวในวงเงิน 5 แสนบาท โดยศาลทหารได้พิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวโดยกำหนดวงเงิน พร้อมมีเงื่อนไขห้ามนเคลื่อนไหวทางการเมือง ห้ามยุยงปลุกปั่น ห้ามชุมนุม และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมปล่อยตัวที่ทัณฑสถานหญิงกลางเย็นวันนี้

 


ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ว่า การจับแม่ของจ่านิว หรือนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ เป็นการใช้วิธีการแบบโจรจับตัวประกัน ซึ่งไร้เกียรติยศของชายชาติทหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะได้ไม่คุ้มเสียกับการกระทำเช่นนี้ จ่านิวทั้งในสถานะนักศึกษา และแกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับเคลื่อนไหวต่อต้านการใช้อำนาจของ คสช. ที่ไม่มีความชอบธรรม และอยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ตำรวจ ทหารไม่สามารถดำเนินคดีได้ เพราะจ่านิวไม่มีความผิด จึงข่มขู่เล่นงานไม่ได้

 


นายจตุพร กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่กรณีจับแม่จ่านิว ควรดูหนังเรื่องพันท้ายนรสิงห์ ฉบับของ มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย สร้างเพราะหนังเรื่องนี้ให้แง่คิดความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าเสือกับประชาชนได้อย่างน่าสนใจ โดยพระเจ้าเสือปลอมเป็นคนธรรมดาไปพูดคุยกับชาวบ้าน แล้วถูกต่อว่าอย่างเสียหาย ถึงกับตกใจ ถ้าเจ้าหน้าที่ไปดูเรื่องนี้แล้ว จะเข้าใจว่า ควรปฏิบัติตัวอย่างไร วิธีการแฝงตัวเข้าสู่ไลน์เพื่อเจาะการแสดงความเห็น แล้วนำมาเป็นคดีกับผู้รับข้อความนั้น คงเปรียบได้กับโจรมาปล้นธนาคาร แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารถูกดำเนินคดีในฐานไม่ห้ามปรามโจรหรือไม่ ดังนั้น การตอบไลน์ด้วยภาษาชาวบ้านว่า จ้า เป็นความผิดไม่ห้ามปราม ไม่รู้คิดไปได้อย่างไร เอาอะไรมาคิดกันหรือ

 


นายจตุพร กล่าวว่า การอยู่ยาวหรือไม่ของผู้มีอำนาจ ก็เป็นเรื่องของคุณ แต่เหตุการณ์วันนี้ ได้ไปถึงขั้นนำมาตรา 116 มาเล่นงานฝ่ายตรงข้าม เมื่อถูกวิจารณ์มากๆ เข้า กลับลากไปสู่มาตรา 112 ดังนั้นการใช้ดุลยพินิจต้องใช้ตามหลักนิติธรรมและนิติรัฐ การเอาลูก เมีย มาขู่นั้น ไม่ใช่วิสัยของชายชาติทหารที่จับลูก หรือแม่เป็นตัวประกัน รวมทั้งเคยจับคนที่ตัวเองเชิญไปประชุม ในห้องประชุมนั้นมันก็มากเกินไปแล้ว ตนเคยย้ำเสมอว่า คสช.อย่าได้สร้างความกลัวขึ้นในสังคม เพราะเมื่อประชาชนกลัวแล้วจะกล้าขึ้นมา ทำไมไม่สร้างความรักต่อกัน ต้องรู้จักอะไรควรหรือไม่ควรทำ และต้องมีเส้นแบ่งทางอำนาจด้วย เรื่องจับแม่จ่านิวจะลุกลามเมื่อคนรู้สึกถึงขั้นว่า ชักจะมากไปกับการกระทำของคนลุแก่อำนาจ อย่างบ้าอำนาจไปแล้ว

 


นายจตุพร กล่าวอีกว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่ อย่าทำงานจนทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่า มันมากไป การปฏิบัติการต้องคิดทั้งสองด้านเสมอ ทั้งด้านได้เปรียบ และผลกระทบด้านลบในภายหลัง โดยหลักสำคัญคือ ต้องสร้างความเป็นธรรมขึ้น การจับแม่จ่านิวนั้น ตำรวจบอกมีการสนทนามากกว่าพูดว่า จ้า แล้วทำไมไม่แสดงออกมา และได้ข้อมูลมาอย่างไร ทำไมแถลงกันไม่ได้ จึงเชื่อว่า เป็นการปฏิบัติการไม่ตรงไปตรงมา และตนเชื่อว่า คสช. จะได้ไม่คุ้มกับเสียด้วย

 


ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพสวมเสื้อสีแดง พร้อมถือช่อดอกไม้สีขาว 1 ช่อ มีข้อความว่า “สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะ ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของการส่งมอบความสุขให้กันและกัน ขอมอบความสุขนี้ให้แฟนเพจ และเป็นกำลังใจให้กับผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน

 


ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เห็นข่าวระบุ ผบ.ตร.เตือนกลุ่มเคลื่อนไหวให้ดูจ่านิว เป็นอุทาหรณ์ แล้วทำให้สลดใจมากขึ้น ว่า เป็นอุทาหรณ์ว่าถ้าเรียกร้องเสรีภาพก็อาจถูกควบคุมตัวไปโรงพัก ถ้าไม่มีคนไปให้กำลังใจก็อาจเอาไปขังเสียนานๆ เลย ถ้าพยายามตรวจสอบว่าโครงการของรัฐมีทุจริตหรือไม่ อาจถูกดำเนินคดีในศาลทหาร ถ้าไปยืนเฉยๆในที่สาธารณะก็อาจถูกควบคุมตัวได้ และอาจถูกดำเนินคดีด้วย ถ้าถูกกระทำอย่างไร้ความเป็นธรรมสารพัดแล้วยังไม่หยุด คุณอาจยังไม่โดนอะไรเพิ่มเติมอีก แต่แม่ของคุณก็อาจถูกตั้งข้อหาร้ายแรงอย่างไม่เป็นธรรม ถูกขังและไม่ให้ประกันตัว อาจถูกอัยการทหารฟ้องในศาลทหาร คนในครอบครัวต้องเดือดร้อนกันไปอย่างนั้นหรือ เป็นอุทาหรณ์ว่าถ้าคุณไม่หยุดเรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม คุณก็จะถูกเล่นงานด้วยวิธีต่างๆ เป็นอุทาหรณ์ว่าถ้าคุณยังไม่หยุดอีก แม่ของคุณ น้องคุณ ยายคุณจะต้องเดือดร้อนกันหมดอย่างนั้นหรือ ไม่โหดเหี้ยมเกินไปหรือ ไม่ต้องพูดถึงความถูกต้องยุติธรรมอะไรกันแล้วอย่างนั้นหรือ สังคมไทยจะอยู่กันอย่างนี้หรือ

 


ด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ออกแถลงการณ์ วิจารณ์รัฐบาลทหารไทย มาถึงจุดตกต่ำขีดสุด ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จับกุมมารดาของแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวต้านรัฐธรรมนูญว่า กลุ่มคนที่เสี่ยง ละเมิดการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญา ม.112 มีอยู่จริง มีการกระทำอย่างนี้มาตลอดเกือบสิบปี แต่เวลามากระทำความผิดตามมาตรา 112 ในขณะที่จะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะทำให้ประชาชน หรือต่างประเทศเข้าใจผิดว่ารัฐบาลกำลังเอา ม.112 มาเกี่ยวข้องกับเรื่องรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม พอมีคนเคลื่อนไหว 2 เรื่องไปพร้อมกัน จึงทำให้เหมือนรัฐบาลกำลังใช้กฎหมาย ม.112 ไปใช้กำกับทั้งสองเรื่อง แต่ความจริงสองเรื่องนี้แยกกัน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องอธิบายให้ชัดต่อชาวโลกว่า เรื่อง ม.112 ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับการปิดปาก หากไม่มีการทำประชามติ คนบางกลุ่มก็กระทำผิด ม.112 อยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ใช่รัฐบาลจะมาสร้างบรรยากาศความกลัว เวลามาพูดเรื่องนี้ต้องอธิบายให้ดี ถ้าอธิบายไม่ดีจะเข้าทางฝ่ายต่อต้าน ที่จะไปอ้างว่าแสดงความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้ จะถูกเอา ม.112 มาปิดปาก ซึ่งตนมองว่า เป็นคนละเรื่อง

 


นายนิพิฏฐ์ กล่าวอีกว่า อย่างที่ผมพูดมาทุกวัน ฝ่ายรักษากฎหมายต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่า สิทธิของทั้งสองฝ่ายเท่ากันหรือยัง ไม่อย่างนั้น จะลุกลามบานปลายมากกว่านี้ ต้องดูจังหวะให้ดี คุณต้องเข้าใจบรรยากาศ มีหัวใจอย่างเป็นกลาง ใครก็ตามอย่าคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญเด็ดขาด ถ้าคิดแบบนั้นเมื่อไหร่ จะไปทำให้สิทธิของสองฝ่ายไม่เท่ากัน มันจะยุ่ง ต้องเปิดให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความเห็น ดีกว่าให้เขาไปลักลอบทำอยู่ใต้ดิน เริ่มเอาอาจารย์ปัญญาชนที่เห็นต่างแต่ละฝ่าย มาดีเบตผ่านองค์กรสื่อของรัฐ ผมว่าน่าจะควบคุมได้ จากนั้นค่อยถึงคิวนักการเมือง ใครไปบิดเบือนประชาชนฟังจะรู้อยู่ แล้วคนที่บิดเบือนจะเสียคะแนนไปเอง"

 


ด้าน พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มเคลื่อนไหวให้กำลังใจน.ส.พัฒน์นรี ว่า อย่าทำอะไรที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายปกติ หรือ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถ้ามีการกระทำผิดขึ้นมาเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปดำเนินการ ส่วนการควบคุมตัว น.ส.พัฒน์นรี เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจน แต่ขณะนี้มีความพยายามใช้องค์กรในต่างประเทศเข้ามากดดันรัฐบาลไทย ถ้าองค์กรเหล่านี้ศึกษากฎหมายของประเทศไทย และเข้าใจว่าแต่ละประเทศต่างมีกฎหมายที่แตกต่างกัน จะเข้าใจว่า เมื่อมีการกระทำผิดกฎหมายไทย เจ้าหน้าที่ไทยจะไม่ดำเนินการไม่ได้ เมื่อคนทั้งประเทศเขาอยู่ใต้กฎหมายเหล่านี้ได้ แล้วทำไมบางองค์กรถึงมาเห็นใจคนไม่กี่คนที่ไม่เคารพกฎหมาย

 


ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับประเด็นศาลทหารกรมพระธรรมนูญได้อนุมัติหมายจับ นางสาวพัฒน์นรี หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ หรือ แม่จ่านิว ผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งประเด็นที่สังคมจับตามองมากที่สุดก็คือข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการขอออกหมายจับคืออะไร

 


อย่างไรก็ตามระหว่างที่ทุกคนกำลังจับตาดูการดำเนินคดีนี้อยู่ก็เป็นทางด้านของเฟซบุ๊กมติชนสุดสัปดาห์ได้นำเสนอข้อมูลที่ล้ำหน้าไปกว่าใครด้วยการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของคำร้องออกหมายจับที่มีข้อความระบุว่า โดยระหว่างที่พูดคุยกับนายบุรินทร์ อินติน ใช้คำว่า 'อย่าว่าผมนะที่คุยแบบนี้' แต่ผู้ที่ใช้ชื่อว่า 'Nuengnuch Chankit' ตอบกลับด้วยคำว่า 'จ้า' ย่อมแสดงให้เห็นว่ายอมรับและเห็นด้วยกับการโพสต์ข้อความของนายบุรินทร์

 


ไม่เพียงเท่านั้นจากข้อมูลดังกล่าวทางมติชนสุดสัปดาห์ยังได้ทำแบนเนอร์โดยพยายามที่จะเน้นไปที่คำว่า จ้า ซึ่งเป็นบทสนทนาของ น.ส.พัฒน์นรีเพื่อชี้นำผู้อ่านให้คิดว่าแค่คำว่าจ้าก็ทำให้ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ใช่หรือไม่

 


ทั้งนี้การนำเสนอข้อมูลของมติชนสุดสัปดาห์ถือว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนในคำร้องของหมายจับพนักงานสอบสวนได้มีการแนบหลักฐานที่เป็นการสนทนาระหว่าง น.ส.พัฒน์นรีกับนายบุรินทร์มากกว่าที่มติชนนำมาโพสต์

 


แล้วเพราะเหตุใดมติชนสุดสัปดาห์เลือกนำเสนอเฉพาะประโยคนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แอบแฝงต่อการนำเสนอข่าวชิ้นนี้ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจผิดต่อสถานการณ์และยิ่งนำพาไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง

 


ทั้งนี้สำหรับหลักฐานข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดนั้นไม่สามารถที่จะเปิดเผยผ่านสื่อได้เนื่องจากอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลและการเผยแพร่ก็อาจเป็นการขยายซ้ำซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

 


การออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของ นางพัฒน์นรี ชาญกิจ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่สังคมต้องการความชัดเจนนั่นคือ นางพัฒน์นรี ชาญกิจ ต้องระบุออกมาให้ชัดว่า ได้พูดคุยอะไรผ่าน โปรแกรมแชท ซึ่งนายบุรินทร์เอง รับสารภาพว่าเป็นข้อความที่หมิ่นสถานบันจริง

 


หากย้อนกลับไปที่29 เมษายน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายเสนาธิการผู้บังคับบัญชา คณะทำงานพิเศษฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) นำตัว นายบุรินทร์ อินติน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) นำส่งพ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รองผู้กำกับการสอบสวน กองกำกับการ3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดี

 


พ.อ.บุรินทร์ เปิดเผยว่า ทหารเฝ้าติดตามพฤติกรรมนายบุรินทร์ หลังจากสายข่าวพบการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวชื่อ “Burin Intin”ในลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลและคสช.รวมทั้งมีการแชตพูดคุยกับบุคคลอื่นโดยมีข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112

 


กระทั่งวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เวลา 12.13 น.นายบุรินทร์โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 40 นาที พร้อมข้อความ “หนูอยากโดนอุ้ม#ปล่อยเพื่อนเราที่โดนอุ้ม” ก่อนจะมีบุคคลเข้ามาแสดงความคิดเห็นในคลิปดังกล่าว และนายบุรินทร์ตอบความคิดเห็นในลักษณะหมิ่้นเบื้องสูง หลังจากนั้นในวันเดียวกัน ช่วงเวลา18.00น.นายบุรินทร์ เดินทางมาร่วมกิจกรรม”ยืนเฉยๆ”ร่วมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ก่อนจะเป็น1ใน16รายที่ถูกตำรวจสน.พญาไทควบคุมตัว

 


พ.อ.บุรินทร์ กล่าวว่า จากนั้นทหารจึงเดินทางไปยังสน.พญาไท เพื่อเชิญตัวนายบุรินทร์มาควบคุมตามคำสั่งคสช.ที่ 3/2558 และเมื่อวันที่ิ28เมษายน ทหารมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับนายบุรินทร์ และวันนี้ศาลทหารจะออกหมายจับ เมื่อตรวจค้นตัวกลับไม่พบโทรศัพท์ของนายบุรินทร์ จึงสอบถามนายบุรินทร์ได้ความว่าฝากโทรศัพท์ให้กับเพื่อนชื่อว่านซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นเพื่อนนายสิรวิชญ์ เสรีวัฒน์ หรือ จ่านิว อยู่ระหว่างติดตามตัวนายว่าน จากนั้นจึงขยายผลตรวจค้นที่ร้านอัดรูปสปอร์ตดิจิตอลโฟโต้ ปากซอยปลูกจิตร 1 ถนนพระราม4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร ที่นายบุรินทร์อาศัยอยู่ พบซีพียูคอมพิวเตอร์ จำนวน 3เครื่อง ที่ใช้ในการเล่นเฟซบุ๊ก

 


ด้านนายบุรินทร์ รับว่า ตนเข้าร่วมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับตั้งแต่19กันยายน 2558 จากนั้นจึงมีโอกาสรู้จักกับนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว และติดต่อพูดคุยกันมาตลอด จนรู้จักกับแม่จ่านิว และแชตพูดคุยกันผ่านเฟซบุ๊ก ชื่อ “Nuengnuch chankij” ในทำนองว่าร้ายสถาบันจริงเนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตนโพสต์ข้อความต่างๆผ่านโทรศัพท์และโพสต์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 เมษายนก่อนถูกจับกุม

 


ไม่คิดว่าจะถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นสถาบันและสาเหตุที่นำโทรศัพท์ให้เพื่อนชื่อว่านนั้น เพราะแบตโทรศัพท์จะหมด จึงให้ไปเพื่อชาร์จแบตเท่านั้น ไม่มีเจตนาจะทำลายหลักฐาน จึงอยากฝากผ่านสื่อไปถึงว่านและจ่านิวว่า ให้นำโทรศัพท์กลับมาคืนด้วย

 


นอกจากการพบหลักฐานการพูดคุยผ่านโปรแกรมแชทแล้ว ก็ต้องติดตามการตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องซีพียูที่เจ้าหน้าที่มีการตรวจยึดได้เมื่อวานนี้ที่บ้านพักของนางพัฒน์นรี ชาญกิจ ว่าจะมีหลักฐานเพิ่มเติมอีกหรือไม่