- 12 พ.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติ่มได้ที่ www.tnews.co.th
ภายหลังปรากฏเป็นกระแสข่าวทางโลกโซเชี่ยล ซึ่งมีการเผยแพร่และส่งต่อกันทางระบบคอมพิวเตอร์อ้างว่าพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถูกวางยาพิษโดยมีข้อความที่ระบุจากเฟซบุ๊คของผู้ใช้นามว่า "ตื่นเถิดชาวพุทธ -Wake Up Busdhist" ได้ลงบทความไว้และมีการเผยแพร่บทความเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 เมื่อเวลา 13:03 น. ที่ผ่านมานั้น
ซึ่งในวันนี้ พระพุทธอิสระ เดินทางมายังโรงพยาบาลตำรวจ พร้อมนำเอกสารภาพถ่ายการส่งข้อความเรื่อง "หลวงพ่อธัมมชโยโดนวางยาพิษ" มามอบให้กับร.พ.ตำรวจ
พระพุทธอิสระ วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม นำเอกสาร มอบให้กับพลตำรวจตรี วารินทร์ วชิรปัญญานุกูล นายแพทย์ สบ.6 ซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริหารโรงพยาบาลตำรวจ
โดยพระพุทธอิสระได้ระบุว่า ภายหลังปรากฎเป็นกระแสข่าวทางโลกโซเชี่ยล ซึ่งมีการเผยแพร่และส่งต่อกันทางระบบคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ค และ ยูทู๊ป อ้างว่าพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถูกวางยาพิษโดยมีข้อความที่ระบุจากเฟซบุ๊คของผู้ใช้นามว่า "ตื่นเถิดชาวพุทธ -Wake Up Busdhist" ได้ลงบทความไว้และมีการเผยแพร่บทความเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 เมื่อเวลา 13:03 น. ที่ผ่านมานั้น
พระพุทธอิสระยังระบุต่อว่าจากบทความดังกล่าวจึงเป็นการเผยแพร่ข่าวให้ประชาชนเข้าใจว่า แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ 2 ท่าน มาเชิญพระธัมมชโยไปเพื่อสอบสวน แต่หลังจากกลับมาจากการสอบสวนกลับปรากฎว่าพระธัมมชโยอาเจียนเป็นเลือดพูดไม่มีเสียงถึงเจ็ดเดือน จนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพในเวลาต่อมา
และจากข้อความดังกล่าวทำให้สังคมยังเข้าใจว่านายแพทย์โรงพยาบาลตำรวจสมรู้ร่วมคิดกันวางยาพิษกับภิกษุธัมมชโย ทางพระพุทธอิสระจึงขอให้ทางโรงพยาบาลตำรวจได้มีกานสอบสวนและหาความจริงให้ปรากฎ หากขืนปล่อยทิ้งเอาไว้จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่วงการแพทย์และพยาบาลไทย โดยเฉพาะแพทย์และโรงพยาบาลตำรวจ ที่สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นอกจากนี้พระพุทธอิสระจึงขอให้ทางโรงพยาบาลตำรวจจรวจสอบและสอบสวนว่ามีการวางยาพิษแก่พระธัมมชโยในโรงพยาบาลตำรวจจริงหรือไม่ มีแพทย์และพยาบาลท่านใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงหรือไม่ รวมทั้งให้เอาผิดกับบุคคลที่กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป
และเมื่อผู้สื่อข่าวตามต่อว่านี่จะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งหรือไม่ที่จะทำให้พระธัมมชโย หลีกเลี่ยงที่จะไม่ไปรายงานตัวต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 16 พฤษภาคม นี้ ทางพระพุทธอิสระ กล่าวเพียงสั้นๆว่านี่คือวิธีการที่พระธัมมชโยใช้มาตลอดเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความจริง และทำมาเป็นระยะเวลานาน
และในสัปดาห์หน้าจะเดินทางไปยื่นเรื่องให้ทางกองบังคับการปราบปรามสอบสวนในกรณีดังกล่าว เนื่องจากข้อความที่ปรากฏใน โซเชียลมีเดีย มีการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่จากกองปราบปรามมีส่วนร่วมรู้เห็นในการวางยาพิษพระธัมมชโยด้วย
ขณะที่พลตำรวจตรี วารินทร์ วชิรปัญญานุกูล นายแพทย์ สบ.6 ซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริหารของโรงพยาบาลตำรวจ มารับข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ก็ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม เพียงระบุว่าจะนำข้อร้องเรียนดังกล่าวนั้นไปหารือกับผู้บริหารของโรงพยาบาลฯ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
ขณะที่อีกหนึ่งความเคลื่อนไหว ที่ต้องติดตาม หลังจากที่ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายธรรมนูญ อัตโชติ พร้อมกับ นายไพบูลย์ นิติตะวัน และนพ.มโน เลาหวนิช เดินทางไป กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ซึ่งในส่วนของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น วันนี้ได้ออกมาแถลง หลังจากที่มองว่า กลุ่มดังกล่าวนั้น อาจมีแนวโน้มการแอบแฝงผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพพจน์ในการฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์โดยภาพรวม เพราะความเชื่อมั่นของสมาชิกสหกรณ์เป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
นายประกิต พิลังกาสา ประธานคณะกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์ฯ คลองจั่น แถลงท่าที ว่าตามหนังสืออ้างถึงกองทุนเฉพาะกิจลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย (กองทุน) ขอให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด (สหกรณ์ฯ) ชี้แจงกรณีนายธรรมนูญ อัตโชติ ผู้เป็นสมาชิกประเภทสมทบของสหกรณ์ฯ ได้ยื่นข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนีในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ฯ กองทุนฯ และสังคมตลอดจนสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ให้ทราบข้อเท็จจริงว่ามีความเกี่ยวข้องผูกพันธ์กับสหกรณ์ อย่างไรหรือไม่นั้น สหกรณ์ฯ ขอเรียนชี้แจงให้ทราบดังนี้
1.การดำเนินการของนายธรรมนูญฯ และพวกตามที่ปรากฏในสื่อสังคมนั้น เป็นเรื่องเฉพาะปัจเจกบุคคลหรือคณะที่ดำเนินการไปตามความคิดเห็น ความเชื่อส่วนตัวและเป็นอิสระ มิได้มีความเกี่ยวข้องหรือกระทำในนามของสหกรณ์ฯ และสมาชิกอื่นๆ แต่ประการใด จึงไม่มีผลผูกพันต่อสหกรณ์ฯ ทั้งนี้คณะกรรมการของสหกรณ์ฯ ผู้เป็นตัวเเทนสหกรณ์ฯ ตามนิตินัยไม่มีความคิดเห็นและมติที่จะดำเนินการดังกล่าวด้วย
2. การกระทำดังกล่าวของนายธรรมนูญฯ และพวก อาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงต่อผู้รับรู้ข้อมูลข่าวสารโดยทั่วไปว่าสหกรณ์ฯ รู้เห็นในการฟ้องร้องกล่าวหาดังกล่าวด้วยซึ่งไม่เกิดผลดีต่อสหกรณ์ และสมาชิกของสหกรณ์ฯ โดยรวม คณะกรรมการของสหกรณ์ มีจุดยืนแบะนโยบายที่ชัดเจนในการฟ้องร้องติดตามให้ตัวการผู้กระทำความผิดคือนายศุภชัยและพวกให้คืนเงินให้กับสหกรณ์ฯ โดยวิธีการทางเเพ่ง ส่วนการดำเนินการเอาผิดทางอาญา เช่นข้อกล่าวหาฟอกเงินหรือรับของโจรนั้น จำเป็นต้องมีหลักฐานพยานที่ชัดเจนและซับซ้อนเกินกว่าความสามารถของ สหกรณ์ฯ จะดำเนินการได้เอง และเล็งเห็นว่า ดีเอสไอ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง มีหน้าที่โดยตรงในการสืบสวนสอบสวนได้ดำเนินการอยู่แล้ว ตามกระบวนการยุติธรรมจะเป็นการเหมาะสมกว่า
3. ในส่วนความเสียหายที่เกิดแก่พระเทพญาณมหามุนี จากการถูกกล่าวหา โดยนายธรรมนูญฯ นั้น สหกรณ์ฯ ตระหนักดีถึงความสะเทือนใจเสียใจของผู้ถูกกล่าวหาและคณะศิษย์ และเห็นว่าผู้เสียหายย่อมเรียกร้องความเป็นธรรมและชดใช้ความเสียหายได้ทั้งในทางเเพ่งและอาญา สหกรณ์ฯ เพียงสามารถให้ความกระจ่างแก่สังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์และสมาชิกของสหกรณ์ฯ เพื่อความเข้าใจอันดีและถูกต้องรวมทั้งประโยนช์ที่ทางกองทุนฯ รวมทั้งพระเทพญาณมหามุนีได้มอบให้แก่สมาชิกสหกรณ์ฯ ซึ่งสะท้อนถึงเจตนาและภาพลักษณ์ที่ดีให้สังคมได้รับทราบ
4.สหกรณ์ฯ ขอเรียนให้สมาชิกสหกรณ์ฯ ทุกท่านและสังคมทุกภาคส่วน ทราบถึงสถานภาพความจำเป็นขณะนี้ ว่าการฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์ฯ ให้ดำรงอยู่ได้นั้นต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในเรื่องการระดมเงินจำนวนมากมาพยุงฐานะการเงินและการทำธุรกิจหารายได้มาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย เช่นเงินที่ภาครัฐจะพิจารณาหาแหล่งเงินทุนให้ หรือเงินจากการติดตามทรัพย์สินในคดีต่างๆ ซึ่ง ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในกระบวนการขั้นตอนดำเนินคดีการอีกระยะหนึ่ง
ขณะที่สหกรณ์ฯ มีภาระที่ต้องต้องคืนหนี้แก้เจ้าหนี้ในกลางปีและสิ้นปีนี้ให้ได้ตามแผนฟื้นฟูฯ กำหนดไว้ โดยเงินจำนวนดังกล่าวมาจากการได้รับเยียวยาจากกองทุนเฉพาะกิจศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นส่วนใหญ่ สหกรณ์ฯ จึงขอขอบคุณในความเมตตาที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายได้ให้การสนับสนุนบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์ฯ ไว้ในโอกาสนี้
อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าการดำเนินการใดๆ ก็ตามจะเป็นไปเพื่อเรียกร้องสิทธิในการติดตามเงินที่สหกรณ์ฯ สูญเสียไปกลับคืนมาให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ในการฟื้นฟูกิจการเป็นสำคัญ มิได้เอนเอียงไปเพื่อผลประโยนช์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง
และภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางอ่านคำพิพากษา คดี ฟ.20/2557 เห็นชอบกับแผนฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น โดยระบุให้ยึดหลักการบริหารตามแนวทางของ พ.ร.บ.สหกรณ์ฯ หลังจากเคยมีคำสั่งช่วงต้นปี 2558 ให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย รวมทั้งแต่งตั้งสมาชิกสหกรณ์จำนวนหนึ่งให้ร่างแผนฟื้นฟูฯ และได้รับการรับรองจากที่ประชุมเจ้าหนี้ไปเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558
นายประกิต พิลังกาสา ประธานคณะผู้ทำแผนฟื้นฟูสหกรณ์ฯ คลองจั่น เปิดเผยว่า คณะกรรมการและสมาชิกดีใจกับคำตัดสิน โดยศาลเห็นชอบกับแผนทุกข้อ ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการจะเริ่มบังคับใช้ทันที มีระยะเวลาบังคับใช้ 5 ปี ต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี หลังจากนั้นจะกลับมาบริหารภายใต้ พ.ร.บ.สหกรณ์ โดยจะมีคณะผู้บริหารตามแผนฟื้นฟูที่ศาลได้แต่งตั้งตามที่ร้องขอจำนวน 5 คน และจะเริ่มปรับโครงสร้างบริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นให้มีประสิทธิภาพขึ้นในทันที ส่วนแผนการชำระหนี้ซึ่งวางไว้นานสุดที่ 26 ปี ยืนยันว่าจะเริ่มชำระคืนเจ้าหนี้งวดแรก คือ เดือนมิถุนายน 2559 และงวดที่สอง เดือนธันวาคม 2559 คิดเป็นเงินกว่า 1,200 ล้านบาท ได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ในส่วนของการหารายได้ตามแผนฟื้นฟู คณะผู้บริหารแผนเตรียมโครงการขอการสนับสนุนสินเชื่อภาครัฐวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณา โดยโครงการจะนำเงินส่วนนี้ปล่อยกู้ต่อสหกรณ์อื่นๆ และสมาชิกของสหกรณ์ฯ คลองจั่น ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์จำนวน 19 แห่งติดต่อขอกู้เงินส่วนนี้เกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทแล้ว และเพื่อความชัดเจนจึงเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) กับทั้ง 19 สหกรณ์ เช่น ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น เป็นต้น
ส่วนของคดีความ เตรียมขอหลักฐานเช็คบริจาคที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ นำไปบริจาคกับวัดพระธรรมกายเพิ่มเติม จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยการหารือเบื้องต้นพบว่ามีเงินบริจาคเพิ่มจากเดิมราว 300 ล้านบาท ซึ่งขั้นตอนจะดำเนินการเหมือนครั้งก่อน ที่ได้รับเงินคืนจากการลงขันของกลุ่มลูกศิษย์วัด 684 ล้านบาทมาแล้ว เริ่มจากส่งหนังสือไปที่วัดเพื่อเจรจาขอเงินคืน แต่หากไม่สำเร็จก็จำเป็นต้องใช้วิธีการทางกฎหมายและจบที่การไกล่เกลี่ยในชั้นศาล
ซึ่งหากย้อนกลับไป 10 พฤษภาคม 2559 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ร่วมกับเครือข่ายสตรีปกป้องพระพุทธศาสนา และตัวแทนกลุ่มสมาชิกผู้เสียหายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ เพื่อดำเนินคดีอาญาให้ถึงที่สุดต่อพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานร่วมกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น ผู้ต้องหาฉ้อโกงเงินฝากของประชาชน
