ไม่ถอดใจ !! "เสรี" เดินหน้า "กฎหมายรอการกำหนดโทษ" หวังปฏิรูปด้านการเมือง - รักษาความสงบในปท. !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประชาชนตื่นตัวในเรื่องการเมืองมากยิ่งขึ้น เพราะตลอดระยะเวลานั้น มีการเลือกฝักฝ่ายและขั้วทางการเมือง และอีกหนึ่งแนวทางที่พยายามนำเสนอมาโดยตลอดนั่นคือการนิรโทษกรรม ซึ่งแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะนำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา

 


ที่ ประชุมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง โดยก่อนการประชุม

 


นายเสรีเปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือเชิญนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แต่นายวิษณุได้ส่งตัวแทนจากสำนักนายกรัฐมนตรีมาร่วมประชุมแทน โดยจะหารือเกี่ยวกับแนวทางนโยบายของรัฐบาลและแนวทางที่เคยศึกษาในการจัดการปัญหา ทิศทางการแก้ปัญหา และการเยียวยาความเสียหาย

 

นายเสรี ยังกล่าวถึงออกกฎหมายรอการกำหนดโทษ ที่หลายฝ่ายออกมาคัดค้านว่า ไม่ได้รู้สึกถอดใจ ยืนยันว่าเป็นหนึ่งในแนวทางการทำงานปฏิรูปด้านการเมือง ที่มีการรวบรวมข้อมูลเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ใกล้เคียงกับสิ่งที่คณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มีนายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ได้ศึกษามา

 


นายเสรี  ยังระบุว่า แนวทางการรอการกำหนดโทษเป็นไปตามแนวทางในกฎหมาย ที่ให้สารภาพและรอการลงโทษหรือพิพากษาคดีแต่ไม่รวมถึงคดีอาญาร้ายแรง คดีทุจริต และคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมีความกังวลเรื่องเงื่อนไขที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการตัดสิทธิ์ทางการเมืองหรือการห้ามชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ก็เป็นเรื่องที่สามารถคุยกันได้ อาจจะเป็นการตั้งระยะเวลาไว้ช่วงหนึ่ง ซึ่งหลักการนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความสงบในบ้านเมือง พร้อมมองว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยพยายามสร้างประเด็นทางการเมืองเพื่อให้เกิดปัญหา

ซึ่งจะเดินหน้าผลักดันแนวทางต่อไป ผ่านกระบวนการกรรมาธิการฯ ตามขั้นตอน ซึ่งสุดท้ายแล้วฝ่ายที่จะตัดสินใจเห็นชอบหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและคสช. ส่วนกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยนั้น คงเป็นการแสดงความเป็นห่วงว่าอะไรทำให้เกิดความขัดแย้งก็ไม่ควรทำ แต่คงไม่ได้มีเจตนาห้ามทั้งหมด

 


ขณะเดียวกัน กับกรณีดังกล่าวก็มีฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น  กับข้อเสนอให้ผลักดันกฎหมายรอการกำหนดโทษ ของนายเสรี สุวรรณภานนท์  

 


นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35  กล่าวว่า ขอชื่นชมนายเสรีว่า มีความกล้าหาญมากที่ออกมาเสนอเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม ตนสนับสนุนการสร้างความปรองดองเหมือนที่คนในสังคมอยากเห็น แต่ขอคัดค้านวิธีการพักโทษ ที่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลการศึกษาที่ชุดนายอเนกทำไว้ เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ ประชาชนที่ออกไปชุมนุมใช้สิทธิเสรีภาพออกไปเรียกร้องทางการเมือง ซึ่งผิดหรือถูก ไม่มีใครรู้ แต่กลับให้ไปสารภาพผิดต่อศาล

 


อีกทั้งการตัดสิทธิห้ามเลือกตั้ง ก็ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอของนายเสรี จะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับโทษเล็กน้อย ฐานผิดกฎหมายความมั่นคง ที่มีอยู่กว่าพันคน ซึ่งขณะนี้ก็พ้นโทษไปจนเกือบหมดแล้ว เหลือเพียง 60-70 คนที่โดนคดีลักษณะกลางซอยพ่วงด้วย ตนไม่ได้บอกว่า ข้อเสนอนี้ผิดหรือถูก แต่มันถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศชาติจะต้องสร้างความปรองดอง การนำเรื่องความมั่นคงมาเป็นข้ออ้าง จะกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในที่สุด โดยคนที่จะผลักดันให้เกิดการปรองดองขึ้นได้ ก็ไม่ใช่แค่รัฐบาล หรือฝ่ายการเมืองอย่างเดียว ต้องให้ญาติผู้สูญเสียมีส่วนร่วมด้วย

 


ด้านพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมลเกด อัคฮาด พยาบาลอาสา ที่เสียชีวิตที่วัดปทุมวนาราม กล่าวว่า ข้อเสนอนายเสรีเหมือนหักด้ามพร้าด้วยเข่า คดีเกี่ยวกับผู้สูญเสียหลายคดียังคงดำเนินอยู่ อย่างคดี น.ส.กลมเกด ลูกสาว ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ก็ชี้แล้วว่า เสียชีวิตจากกระสุนที่มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่บนรางรถไฟฟ้า หน้าวัดปทุมฯ แนวทางของนายเสรี คือการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แกนนำจากทุกสีทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ แต่ญาติผู้เสียชีวิตไม่ได้อะไรเลย เชื่อว่าจะไม่สำเร็จ และถูกต่อต้านอย่างแน่นอน หากรัฐบาลนี้อยากจะผลักดันเรื่องความปรองดอง ดิฉันก็ไม่คัดค้าน แต่วิธีการจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ เช่น คดียึดสนามบินจะได้รับการพักโทษ แต่กลับไม่ครอบคลุมคดีเผา

 


ขณะที่ นายภูมิ มูลศิลป์ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.อัสสัมชัญ  กล่าวถึงความคืบหน้าในการเสนอกฎหมายอำนวยความยุติธรรมเพื่อสร้างสังคมสันติสุขตามเนื้อหาที่คณะกรรมการฯ ชุดนายเอนกเสนอมา ว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาหลักการ ร่วมกับทาง สนช.

 


ในส่วนของความผิดเกี่ยวกับผู้ชุมนุมจะมีการจำแนกคือ ประชาชน และแกนนำ ซึ่งในส่วนของประชาชนจะพิจารณาความผิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่ละเมิดสิทธิ เช่น การฆ่า การลักทรัพย์ ส่วนการเผาจะต้องดูที่เจตนารมณ์ว่ามีแรงจูงใจในทางที่ผิดทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่หากถูกว่าจ้างให้มาเผาโดยตรงก็จะไม่เข้าข่าย

 


ขณะที่ นายนภดล ปัทมะ กล่าวถึงข้อเสนอออกกฎหมายเพื่อนำไปสู่การปรองดองว่า ทุกฝ่ายมีสิทธิเสนอและคงมีเจตนาดี เห็นว่าการปรองดองในชาติเป็นเรื่องยาก แต่จำเป็นต้องทำและต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ขอเสนอบันได 5 ขั้นเพื่อนำไปสู่การปรองดองหรือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของคนไทยเพื่อนำประเทศเดินหน้าให้ได้คือ

1.เริ่มสร้างบรรยากาศปรองดอง โดยลดเลิกละวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง และหลีกเลี่ยงการกล่าวหากันทางการเมือง

 2.ควรมองคนเห็นต่างทางการเมืองเป็นเพื่อนร่วมชาติ อย่างไรก็ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ อย่ามองเป็นศัตรู ควรเลิกคิดว่าฝ่ายตนทำอะไรถูกหมด ฝ่ายตรงข้ามทำอะไรผิดหมด

3. ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ตามหลักนิติธรรมและเมตตาธรรม

4. เปิดพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้คนในชาติเพื่อให้มีการระดมความคิดสร้างสรรค์จากทุกฝ่าย

5. นำประเทศกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยโดยเร็ว