"ดอน" คุย "ทูตมะกัน"  ทำความเข้าใจประเด็นสิทธิมนุษยชน-ที่ต่างชาติกล่าวหา

ติดตามข่าวสารที่ www.tnews.co.th

กรณีนายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เข้าหารือกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมแถลงตอกย้ำว่าสหรัฐห่วงกังวลกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและการไม่เคารพเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างบรรยากาศของการข่มขู่ เรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่าง ๆ ดูจะถูกวิจารณ์หนัก

 

โดยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับนายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย โดยหลังการหารือ ทั้งคู่ได้แถลงข่าวร่วมกัน
ซึ่งทางด้านนายเดวีส์กล่าวว่า สหรัฐห่วงกังวลอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น และย้ำจุดยืนที่ได้พูดไปโดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐแล้วว่าสหรัฐห่วงกังวลกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและเห็นว่าควรต้องมีการเปิดพื้นที่ทางการเมือง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นขัดต่อพันธกรณีของไทยตามหลักสากล ผู้สื่อข่าวถามว่า ความสัมพันธ์สหรัฐ-ไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร นายเดวีส์กล่าวว่า ความสัมพันธ์สองประเทศยังแข็งแกร่ง เพราะไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ของสหรัฐและยังมีความร่วมมือระหว่างกันในหลายมิติ

 

ส่วนนายดอนให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งที่นายเดวีส์ย้ำเป็นการแสดงความห่วงใย แต่ไม่มีการประณามไทยตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ระหว่างการหารือไม่มีการพูดถึงประเด็นเหล่านี้ ตรงกันข้ามสหรัฐเป็นฝ่ายรับฟังด้วยซ้ำว่าเรื่องที่เป็นประเด็นในขณะนี้คืออะไรบ้าง ซึ่งตนก็ได้พูดถึงเรื่องการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยต่อคณะทำงานยูพีอาร์ที่เจนีวา ซึ่งก็มีเสียงชื่นชมไทยในหลายประเด็น


นายดอนกล่าวต่อว่า ในเรื่องสิทธิพลเมืองก็พูดให้สหรัฐฟังว่าไทยก็เหมือนสหรัฐที่เมื่อมีเรื่องที่สร้างความวุ่นวายในสังคมก็ต้องหาทางไม่ให้เกิดความปั่นป่วน สังคมก็ต้องหาทางดูแลปัญหาเหล่านั้นเช่นกัน ที่ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดเพราะเป็นที่เข้าใจว่าทุกประเทศก็มีปัญหาเหล่านี้เช่นกัน ขณะที่ในรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั้งที่สหรัฐและอังกฤษเพิ่งเผยแพร่ออกมา ประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นเป้า ซึ่งไม่ใช่ว่าไทยไม่มีปัญหา ถ้าจะมีก็เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นเป้าเท่านั้น

 

ขณะที่เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมนายสตัฟฟาน แฮร์สเตริม เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

 

ทั้งนี้ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงสรุปสาระสำคัญ ผลการหารือว่า นายกฯกล่าวแสดงความยินดีที่เอกอัครราชทูตฯ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทย รัฐบาลไทยยินดีที่จะร่วมมือในการสานต่อและสนับสนุนความร่วมมือกับสวีเดนต่อไป พร้อมเน้นย้ำความสัมพันธ์ไทยกับสวีเดนที่มีความแน่นแฟ้นและมีความร่วมมือใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับพระราชวงศ์ ความสัมพันธ์ระดับประชาชน รวมทั้งเรื่องการค้า การลงทุน   


"ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองไทย สวีเดนมีความห่วงใยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายกฯชี้แจงว่า รัฐบาลเข้ามา บริหารประเทศไทยเพื่อให้เกิดความสงบสุข และได้วางรากฐานประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มีเสถียรภาพ โดยดำเนินการตามโรดแมป มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำผิดโดยยึดหลักกฎหมายและปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน นายกฯ ได้เน้นย้ำให้สวีเดนมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ประสงค์ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ หากแต่มีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

 

หลังจากนั้นสถานทูตสวีเดนได้เผยแพร่ถ้อยแถลงการพบปะกันเป็นภาษาอังกฤษ ระบุว่าทูตสวีเดนได้แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในไทย โดยเฉพาะในประเด็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะในช่วงของการทำประชามติ และเพื่อกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย

 

ขณะที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า แอมเนสตี้ฯเสนอกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิ มนุษยชน (ยูพีอาร์) เรียกร้องไทยผ่าน พ.ร.บ.ป้องกันทรมาน-อุ้มหาย ปรับปรุงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ ผ่านกระบวนการของยูเอ็น สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยต่อกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยยชน ตามวาระของยูเอ็น ซึ่งเกิดขึ้นทุกๆ 4 ปีครึ่ง

 

โดยระบุว่า การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในไทยอ่อนแอลงจากกระบวนการยูพีอาร์ เมื่อปี 2554 โดยเฉพาะประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก การลอยนวลพ้นผิดผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้อพยพ ให้ผ่านร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ที่ได้มาตรฐานระหว่างประเทศ ยกเลิกมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ และคำสั่งที่ให้อำนาจศาลทหารในการไต่สวนคดีของพลเรือน


แอมเนสตี้เรียกร้องให้ยกเลิกพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้ตัดข้อบทที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนออกไป โดยเฉพาะข้อบทที่ให้อำนาจกองทัพในการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ และเปิดโอกาสให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนลอยนวลพ้นผิด ประกันว่าผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนสามารถติดต่อกับครอบครัว ทนายความ และแพทย์ที่เป็นอิสระและมีการติดตามอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบังคับใช้หลักประกันสิทธิ

 


นอกจากนี้ยังเรียกร้องยุติการจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการ ยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขที่ผู้ถูกควบคุมตัวต้องยอมรับหากต้องการได้รับการปล่อยตัวจาก 'การปรับทัศนคติ' และให้นำผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนไปปรากฏตัวต่อศาลพลเรือนที่เป็นอิสระโดยทันที และให้ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวหรือถูกจำคุกเนื่องจากใช้สิทธิโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไขและขอให้ยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญา และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด ซึ่งแรงกดดันของ คสช.นั้นก็ไม่ได้มีเพียงจากต่างชาติเท่านั้นเพราะในประเทศไทยเองก็ยังมีกลุ่มคนเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามาดูแล

 

เมื่อวันที่13 พ.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการ มองไกล ว่า ขณะนี้เกิดเหตุการณ์ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ได้สะท้อนถึงรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เริ่มเข้าสู่อำนาจขาลง จึงแสดงพฤติกรรมการใช้อำนาจโดยไม่หวั่นวิตกกับเสียงเตือนของต่างประเทศกรณีการละเมิดสิทธิ์มนุษยชน ขณะนี้ ประเทศไทยกลายเป็นดินแดนกระสุนตกอย่างชัดเจน โดยเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา การประชุมทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ(ยูพีอาร์) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตซ์เซอร์แลนด์ ไทยถูกนานาชาติรุมตำหนิและเป็นกังวลมากต่อการใช้อำนาจคุกคามสิทธิ์ของประชาชน โดยใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112และมาตรา 116 มาข่มขู่ จึงย่อมแสดงให้เห็นชัดว่าโลกล้อมไทยเริ่มเข้มข้นขึ้น

 

นอกจากนี้ นายเกลน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ยังยืนยันแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯที่กังวลต่อปัญหาละเมิดสิทธิของประชาชน และการจับน.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มารดาของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ในข้อหาทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีเช่นนี้สหรัฐฯ ไม่ได้สนใจรัฐบาลไทยและ คสช. จึงกล้าแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าสื่อมวลชน

 

เกี่ยวกับประเด็นของเรื่องสิทธิมนุษยชนและการใช้มาตรา 112 นั้นทางฝ่ายรัฐบาลของไทยก็ออกมาเน้นย้ำตลอดว่า เป็นการนำกฎหมายมาใช้ในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่ใช้เพื่อละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่ประการใด ล่าสุด (11 พ.ค.59) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมด็ให้สัมภาษณ์ต่อข้อถามกรณีสื่อต่างชาตินำเสนอเรื่องประเทศไทยดำเนินคดีกับประชาชนในความผิดมาตรา 112

 

ขณะที่ฝ่ายนักวิชาการก็ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเช่น ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด และแกนนำ กปปส. โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ดร.เสรี วงษ์มณฑา' ถึง กรณีนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า เป็นคนไทยต้องซาบซึ้งความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และการดำรงอยู่ของประเทศไทยตลอดประวัติศาสตร์กว่า 700 ปี

 

ดร.เสรี โพสต์ต่อว่า เป็นคนไทยต้องจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ที่มีพระมหากรุณาธิคุณในการทรงพระราชกรณียกิจในการทำนุบำรุงประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองและมั่นคง เป็นคนไทยต้องไม่ยอมให้ฝรั่งมาครอบงำความคิดและทัศนคติที่พวกเราจะมีต่อมาตรา 112 เพราะพวกเขาไม่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์องค์ใดเพราะพวกเขาไม่เคยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม เขาเคยเจอแต่นักการเมืองที่ห่วงแหนอำนาจและผลประโยชน์ เป็นคนไทยต้องไม่ยอมรับพวกที่ทำผิดมาตรา 112 ที่ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ที่มักจะอ้างเรื่องเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนอย่างไม่มีขอบเขตของนิติธรรมและความชอบธรรม

 

"เป็นคนไทยต้องไม่อายที่ประเทศไทยเรามีมาตรา 112 เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าฝรั่งจะแสดงทัศนะตำหนิเราอย่างไรก็ตาม เพราะการใช้กฎหมายจัดการกับพวกทำผิดมาตรา112 คือกาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมีความชอบธรรม ไม่ได้เป็นการกำจัดเสรีภาพหรือลิดรอนสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด"