- 14 พ.ค. 2559
ติดตามข่าวสารที่ www.tnews.co.th
นับถอยหลังการทำประชามติคืออีกประมาณ 2 เดือนกว่า วันที่ 7 สิงหาคมนี้ ประเทศไทยก็จะทำการลงประชามติรับหรือไม่รับร่าง ขณะที่บรรยากาศทางการเมือง ยังมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่ และเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า มีความพยายามที่จะแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ย้ำผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ว่าอยากจะให้ประชาชนศึกษาร่างรัฐธรรมนูญก่อนลงประชามติ
อย่างที่ได้ฟังไป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดกว้างที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย พร้อมทั้งได้ออกมาย้ำหลายต่อหลายครั้งว่า สิ่งที่ทำทั้งหมดทำเพื่อประเทศไทย
ไม่เพียงเท่านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้ฝากขอบคุณ ทุกท่านที่ให้กำลังใจในการบริหารประเทศ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝากขอบคุณที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้ให้กำลังใจรัฐบาลในการทำหน้าที่ รวมถึงให้ข้อเสนอต่อการบริหารบ้านเมือง ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี และนายทหารรุ่นพี่ ทั้งนี้ เชื่อว่า หากภายในประเทศ มีความสามัคคี เชื่อใจ ให้กำลังใจ และร่วมมือกัน อย่างจริงใจ จะทำให้นานาชาติเพิ่มความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศโดยรวม
ขณะเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ ระบุว่า นายกรัฐมนตรี รับฟังทุกความคิดเห็นที่หวังดีต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะหากเป็นความเห็นจากนายทหารรุ่นพี่ และอดีตผู้บัญชาบัญชา ซึ่งให้เกียรติและนับถือด้วยความจริงใจ อย่างไรก็ตาม ฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ต้องมีบทบาทในฐานะผู้นำและต้องปกป้องศักดิ์ศรีรัฐบาล ซึ่งหากมีการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ทำให้เข้าใจรัฐบาลผิด ก็จำเป็นต้องชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมของประเทศ
ระยะเวลาจากนี้จะถึงวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เหลืออีก 2 เดือน ตอนนี้หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติต่างเริ่มที่จะลงพื้นที่ ชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะกรรมการการเลือกตั้ง
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่ทราบว่าจะไปชี้แจงกันที่ไหน แต่รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยก็ช่วยอยู่แล้วในขณะนี้ ทั้งระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ซึ่งการลงพื้นที่ชี้แจงถ้าไปชี้นำ ก็จะมีความผิดด้วย ทุกคนจึงต้องระวัง
เมื่อถามว่านับระยะเวลาจากนี้จะถึงวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เหลืออีก 2 เดือน ถือว่าเพียงพอต่อการชี้แจงหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อาจจะช้าไป เพราะเราใช้เวลาก่อนหน้านี้ไปกับการเตรียมเอกสารและการพูด ทำให้เสียเวลา แต่ตนเชื่อว่าถ้าจะทำจริง ก็น่าจะเสร็จทัน เพราะการชี้แจงไม่จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา เมื่อชี้แจงแล้วเข้าใจก็รู้แล้วว่าจะเอาหรือไม่เอา
นอกจากนี้ กรณีที่นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์อดีตคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เตรียมเสนอแนวทางปรองดองต่อสังคมว่า รัฐบาลมีแนวทางสร้างความปรองดองของตัวเองอยู่แล้ว โดยพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา พูดถึงแนวทางดังกล่าวมานานว่าผู้ทำความผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ ซึ่งวิธีนี้มีความเป็นธรรมและไม่เหลื่อมล้ำ ตนยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ปิดกั้น ถ้าหลายฝ่ายจะเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองเข้ามา และพล.อ.ประยุทธ์หวังว่าสปท.จะคิดวิธีที่ดีเพื่อเสนอมายังรัฐบาล
เมื่อถามถึงการที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปท. เสนอให้ออกกฎหมายรอการลงโทษ เพื่อสร้างความปรองดอง นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นแนวทางที่ไม่ผิด เป็นการสนองนโยบายรัฐบาลแต่อาจไม่เหมาะสมเพราะยังไม่ตกผลึก แต่กลับนำออกมาพูด จึงถูกวิจารณ์ ทำให้ขยับต่อไปลำบากแม้จะไม่ได้ตั้งใจทำอย่างที่พูดทั้งหมด แต่ก็เสียไปหมดทั้งรูปแล้ว การที่นายเสรีระบุว่าให้ผู้มีคดีทางการเมืองรับสารภาพผิด ตนเห็นว่าถ้าอีกฝ่ายเห็นว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด เขาก็ต้องปฏิเสธการไปศาลเพื่อสารภาพซึ่งตนขอถามว่ากลุ่มคนเสื้อแดงต้องการการปรองดองหรือไม่ เขาก็ต้องการแต่ถ้าบอกว่าให้เขามาสารภาพแล้วรอการลงโทษ เขาคงจะยืนยันว่าไม่ผิด
เมื่อถามต่อว่าการสร้างความปรองดองต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่นายวิษณุ กล่าวว่า การปรองดองมีหลายวิธี ไม่จำเป็นที่จบด้วยการนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษ จึงอย่านำเรื่องนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษมาบวกกับปรองดอง
ขณะที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่ 1 กล่าวภายหลัง การเป็นประธานแจกทุนการศึกษาแก่บุตรธิดาชมรมช่างภาพการเมือง ถึง การอบรมบรรดาอาสมัครของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)การลงพื้นที่ชี้แจงคำถามพ่วง ว่า สปท.พร้อมให้ความร่วมมือ ซึ่งขณะนี้ได้จัดส่งอาสาสมัครไปร่วมกิจกรรมของสนช.ในการชี้แจงคำถามพ่วงประชามติแล้วซึ่งจะยึดหลักกรอบกฎหมาย ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยจะไม่มีการชี้นำให้ขัดต่อกฎหมายตามที่ กกต.กำหนด ในส่วนของการชี้แจงส่วนคำพ่วงตนไม่มีความเป็นห่วง เพราะเป็นคำถามง่ายๆสามารถทำความเข้าใจได้ จึงไม่มีความกังวล
เรื่องการชี้แจงคำถามที่ ที่ประกอบไปด้วย 9 กลุ่มจังหวัด และ กทม.ที่ สปท.กำหนดนั้น คือการชี้แจงคำถาม ซึ่งจะง่ายกว่าการชี้แจงตัวร่างรัฐธรรมนูญ เพราะร่างรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ยังหนักใจอยู่ ว่า เวลาลงพื้นไปทำความเข้าใจกับประชาชนทราบ ทำอย่างไรจะให้ประชาชนเข้าใจสาระสำคัญ และเหตุผลความจำเป็นของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เช่น หมวดการปฏิรูป และยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งยังไม่เคยปรากฏมาก่อนในร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้กำชับอาสาสมัครที่ออกไปชี้แจง เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของสปท.อย่างไรก็ตามหากตนต้องเข้าร่วมใน 9 กลุ่มไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด ก็ยินดี พร้อมออกช่วยสปท.ชี้แจง ในหมวดการปฏิรูป และยุทธศาสตร์
ด้าน นายจาตุนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงกรณี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กล่าวตอนหนึ่ง ในการสัมมนา เรื่อง "เตรียมความพร้อมเพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ประเด็นคำถามเพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ" จัดโดยคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า
"ตอนนี้มันแก้อะไรไม่ได้ ก็คงต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ถ้ามันเกิดขาดตกบกพร่องอะไร วันข้างหน้าคนข้างหน้าก็คงไปแก้ไขกันเอง" ว่า คำพูดของนายมีชัย สื่อทุกแขนงสรุปเหมือนกันว่า ให้รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง ซึ่งมองได้ว่า ยอมรับเองว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ส่วนที่บอกให้แก้ทีหลังเป็นมุกเก่า ๆ เขาเข็ดกันหมดแล้ว จึงไม่แน่ใจว่า นายมีชัยกำลังชี้นำให้คนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญกันแน่
เช่นเดียวกับ ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง "การปรองดองของคนไทยทำไมจึงยาก" พบว่า สาเหตุที่ทำให้การปรองดองเกิดยาก มาจากเกิดจากทิฐิ อคติ ไม่รับฟังความเห็นผู้อื่น
"สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง "การปรองดองของคนไทยทำไมจึงยาก" พบว่า
ร้อยละ 45.52 เชื่อว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นยากในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ดีขึ้น มีการทะเลาะเบาะแว้ง ใส่ร้าย โจมตี ไม่เปิดใจยอมรับ
ร้อยละ 33.21 ที่เชื่อว่าจะสำเร็จ เพราะประชาชนตื่นตัว ให้ความร่วมมือมากขึ้น อยากเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในสังคม เพื่อความเจริญก้าวหน้า และความสงบสุขของบ้านเมือง
ทั้งนี้ ประชาชน
ร้อยละ 85.06 มองว่าสาเหตุที่ทำให้การปรองดองเกิดยาก มาจากเกิดจากทิฐิ อคติ ไม่รับฟังความเห็นผู้อื่น
ร้อยละ 77.15 คนเห็นแก่ตัวมุ่งหวังแต่อำนาจและผลประโยชน์
ร้อยละ 71.65 ได้รับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ไม่รู้ข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 79.35 เห็นว่า การแก้ไขความขัดแย้งแตกแยกเพื่อให้เกิดความปรองดอง ต้องรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ให้อภัย ลดทิฐิ เห็นแก่บ้านเมือง
ร้อยละ 68.37 บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจริงจัง กฎหมายต้องเป็นธรรม มีมาตรฐานเดียวกัน
ร้อยละ 67.40 ต้องปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับคนไทย จัดกิจกรรมเสริมสร้างความปรองดอง
