"สนธิญาณ" สงสัย! "ม็อบจีวร" จบง่ายๆ ตาม"พระเมธีฯ" อ้างไม่มีอะไรแล้ว หรือแค่ลับ-ลวง-พราง-ถอยตั้งหลัก ฝ่ายรัฐฯ ไม่ควรประมาทเรื่องนี้

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2559  ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย)  กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ทีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
 

สถาพร : เมื่อวานวันนี้น่าจะชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับพระเมธีธรรมาจารย์ ที่มีการยื่นข้อเสนอเอาไว้ 5 เรื่อง 5 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นสำคัญก็คือว่านายกรัฐมนตรีต้องทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนภายใน 7 วัน และถ้ายังไม่ชัดเจนก็จะเกิดม็อบพระเกิดขึ้น เรื่องนี้เป็นอย่างไรครับ

 

สนธิญาณ : ต้องเรียนทวนอีกครั้งนะครับ 5 ข้อ จริง ๆ ข้อสำคัญคือ ข้อ 5 ในข้อแรกพระเมธีธรรมาจารย์ท่านออกมาบอกว่าอนุโมทนาต่อจิตกุศลคณะกรรมการกฤษฎีกา นี่ล่ะครับที่ผมได้เรียนว่าคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นออกมา และเลขาธิการคณะกรรมกฤษฎีกาบอกว่าเรื่องนี้จะเป็นทางออกของสังคม ผมก็ได้แย้งไปแล้วตั้งแต่วันนั้นว่าไม่ได้เป็นทางออก

 

สถาพร : จะเป็นปมใหม่

 

สนธิญาณ : เป็นปมที่นำพาไปสู่ประเด็นปัญหาที่ลุกลามไปเป็นปัญหาทางการเมืองด้วย ไม่ว่าจะออกมามุมไหนเพราะว่าเรื่องนี้เป็นปมอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่ากฤษฎีกาจะออกมาตามใจใคร แต่การที่ท่านเลขากฤษฎีกาออกมาก่อนยิ่งทำให้เข้าทาง นี่พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร) ท่านก็เลยออกมาอนุโมทนา ข้อ2 เขาข้อให้นายกฯเสนอนามพระราชาคณะตามมติ มส. อันถูกต้อง เราไม่ต้องแปลความเป็นอย่างอื่น คือให้เสนอชื่อสมเด็จช่วงนั้นเอง ซึ่งโดยฐานะเป็นราชาคณะที่มีความอาวุโส ข้อ3 เขาให้ฟังความเห็นอย่างรอบด้านรอบคอบจะเกิดความสุขเรียบร้อยทันทีในหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชน คือหมายความว่าให้ฟังความอย่าไปฟังความข้างเดียว ก็คงจะเน้นไปทางความเคลื่อนไหวของอีกฝั่งอีกกลุ่ม คือ พระพุทธะอิสระและคุณไพบูลย์ ข้อ5 ก็ชัดเจนองค์กรพุทธพร้อมภาคเครือข่ายจะรอดูท่าทีของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดภายในหนึ่งสัปดาห์ในการกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหว เท่านั้นล่ะครับเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาทันที เพราะว่า พล.อ.ประยุทธ์ออกมาให้ความเห็นที่แสดงถึงท่าทีอันชัดเจนของรัฐบาลว่า ถ้าพระมีการเคลื่อนไหวแล้วผิดกฎหมายก็จับทันทีเหมือนกัน นี่ก็เป็นท่าทีที่ชัดเจน

 

สถาพร : นายกบอกว่าจับวันนี้ไม่ได้ก็จับวันหน้า จับพรุ่งนี้

 

สนธิญาณ : ก็เหมือนกับที่เตรียมการจะจับพระธัมมชโยเหมือนกัน ทีนี้ท่าทีของนายกที่ออกมา ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา หมายความว่าพระนุ่งเหลืองห่มเหลืองออกมา ผู้คนก็จะเกรงใจ แต่เนื่องจากว่าวงการสงฆ์ได้ถูกลากเข้ามายุ่งกับการเมืองตั้งแต่ช่วงความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระยะที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่าย แต่คงเริ่มต้นจากฟากฝั่งคนเสื้อแดงที่ก่อนหน้านี้พระเมธีธรรมาจารย์ เป็นพระรูปหนึ่งที่ออกมาสนับสนุนระบอบทักษิณอย่างเปิดเผย และเข้าร่วมเคลื่อนไหว นอกจากนั้นในการชุมนุมเสื้อแดงมีพระสงฆ์ออกมาร่วมเคลื่อนไหว ส่วนจะเป็นพระจริงหรือพระปลอมเรียกว่าก็ออกมาอย่างมากมาย และสุดท้ายก็คือเรื่องของพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ซึ่งควรจะมอบตัวและดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ก็ไม่ยอมในการที่จะกระทำการปฏิบัติตามกฎหมาย ก็เท่ากับฝ่าฝืนและขัดขืน เหตุผลก็ไม่ต้องอธิบายเป็นอย่างอื่น เขาคิดว่ามวลชน ลูกศิษย์ มีพระที่ได้ดำเนินการสร้างเป็นเครือข่ายพวกพ้องอยู่จำนวนมาก ดังนั้นจึงสามารถที่จะฝ่าฝืนได้ เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอ พนักงานอัยการ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปดำเนินการก็เกิดกระบวนการการขัดขวาง และมิหนำซ้ำยังไปใช้ศัพท์แสงไปในทำนองเดียวกับคนเสื้อแดงว่า กรณีแบบนี้ต้องรอให้เป็นประชาธิปไตยก่อน สถานการณ์เชื่อมโยงไปสู่การเป็นไป ว่าแบบนี้พยายามลากดึงการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ภาพรวมทำให้สายตาของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ หน้าที่เกี่ยวข้องมองพระไปอีกรูปแบบหนึ่งไม่ใช่รูปแบบเดิม ๆ แบบที่เมื่อก่อนเห็นเป็นผ้าเหลืองก็กราบไหว้ ทำให้ท่าทีของนายกมองได้แบบนั้นเหมือนกันว่า เมื่อพระเข้ามาเกี่ยวพันกับการเมืองก็ต้องอยู่ในกรอบกติกาที่เดียวกับฆราวาส การประกาศดำเนินการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดของท่านนายกที่ประกาศไป ก็ทำให้พระเมธีธรรมาจารย์ก็คงจะอึ้งเหมือนกัน ออกมาพูดว่าไม่ได้มีปัญหาใด ๆ ที่พูดยื่นข้อเสนอไป 5 ข้อ ก็เป็นการยื่นไปเฉย ๆ จะได้ไม่ได้ก็จะมาประชุมกันอีกครั้ง แค่กำหนดท่าที ผมก็ไม่อยากให้ฝ่ายรัฐบาลรู้สึกว่าจบแล้ว พระเมธีธรรมาจารย์คงหยุดแล้ว เพราะจากท่าทีที่เปิดเผยออกมาว่าไม่ได้อะไรดูเหมือนจะถอยแล้ว ถ้าสื่อต่าง ๆ ไปเดินแนวนั้นผมก็จะเรียนว่าก็อาจจะประมาทไปสักนิดหนึ่ง เพราะจริง ๆ แล้วกระบวนการการเคลื่อนไหวทั้งเรื่องสงฆ์และเรื่องการเมืองในตอนนี้เป็นการเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว อยู่ภายใต้มือของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและชำนาญการทางการเมืองในการเคลื่อนไหว มีประสบการการเคลื่อนไหว

 

สถาพร : พี่ต้อยกำลังบอกว่าเรื่องนี้มีกุนซืออยู่ข้างหลัง

 

สนธิญาณ : ก็มีตั้งแต่ต้นครับ ตั้งแต่การชุมนุมที่ผ่านมาของวัดพระธรรมกาย การที่มีคนเสื้อแดงไปปรากฏตัว มีการจัดทัพตั้งกลไกต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ว่าเป็นประเด็นปัญหา  ดังนั้นผมบอกว่าเรื่องนี้ประมาทไม่ได้ คือถอยไปง่าย ๆ ต้องทำให้สังเกตไว้ก่อน ดังนั้นต้องมาดูว่าพระเมธีธรรมาจารย์ท่านก็ไม่ธรรมดานะครับ อายุเพิ่ง 42 ปี แต่เป็นเจ้าคุณ จะธรรมดาได้อย่างไร ครูบาอาจารย์ของผมบวชมาเพิ่งทำบุญถวายท่านไป หลวงตาสมหมาย เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา ท่านเกิดวันที่ 7 ก.ค. อายุครบ 60 ปี บวชพระมา 42 พรรษา บวกบวชเณรด้วยก็ 55 พรรษา ยังเป็นแค่พระครูเลยครับ นี่อายุ 42 ปี บวชพระก็ถือว่าสูงสุดก็ 22 ปี เป็นท่านเจ้าคุณมาตั้งแต่อายุ 20 ปี  คือตำแหน่งของพระจะเป็นแบบนี้ เลื่อนมาตั้งแต่พระครู ก็มาพระเฉย ๆ แล้วหลังจากนั้นเป็นพระราช พระเทพ พระธรรม พระพรหม ถึงได้บอกว่าไม่ธรรมดา ร่ำเรียนก็จบปริญญาหลายฉบับ เป็นอาจารย์เป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นั่นคือประวัติท่าน หมายความว่านั่นเป็นท่าทีที่แหลมคมและไม่ได้หมายความว่าที่ยอมอะไรง่าย ๆ ถึงแม้จะบวชเป็นพระ ท่านก็มีความมุ่งมั่นของท่าน ผมเรียนว่าต้องติดตามอย่าได้คิดว่าจบแล้วไม่มีอะไร งานนี้ไม่จบหรอกครับ ก็เคลื่อนกันต่อเพียงแต่ว่าจะเคลื่อนแบบนั้น ภาษาชาวบ้านก็ต้องมาวัดกันดูว่าใครเป็นคนจริง ระหว่างท่านเจ้าคุณประสารกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา