"สนธิญาณ" ชี้! ศาลสั่ง คุก"เบญจา" มาจาก "มหกรรมโกงชาติของทักษิณ" ต่อเนื่องจากคดีซุกหุ้น

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2559  ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย)  กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ทีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

 

สนธิญาณ :  เมื่อวานนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่ง หลังจากที่ศาลได้อ่านคำพิพากษาในส่วนที่คดีที่ ปปช. ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังและบรรดาข้าราชการที่มีส่วนช่วยเหลือให้โอนหุ้นเกิดการจ่ายภาษีน้อยกว่าปกติ

 

สนธิญาณ : ต้องย้อนรอยไปไกลมาก ต้องเรียนว่า เรื่องศาลจำคุกคุณเบญจา หลุยเจริญต้องถือว่าเป็นเรื่องปลายเหตุเรื่องหนึ่งของมหากรรมการโกงชาติ ผมคิดว่าใช้คำแบบนั้นก็ไม่น่าจะผิดนัก ความหมายคือของคุณทักษิณ ชินวัตร และผู้คนในเครือข่าย ผู้คนในตระกูล ต้นเรื่องนั้นมาจากเรื่องคุณทักษิณอยากเข้ามาเล่นการเมืองก็มาเล่นการเมือง ทรัพย์สมบัติก็ต้องแจกแจงมีการโยกย้ายทรัพย์สมบัติไป จนสุดท้ายก็คือการตัดสินใจในการที่จะขายหุ้นให้กับบริษัทหุ้นเทมาเส็กของสิงคโปร์ ในหุ้นของบริษัทชินคอร์ป ถ้าขายกันไปปกติธรรมดา คุณทักษิณก็ต้องจ่ายภาษีไปประมาณ 20,000 ล้านบาท วิธีคิดของคุณทักษิณเป็นวิธีที่ไม่เคยคิดจะให้อะไรกับบ้านเมือง ทั้ง ๆ ที่บ้านเมืองให้ความร่ำรวยกับคุณทักษิณมา ทรัพยากรบ้านเมืองให้ความร่ำรวย ความสามารถของตัวเองในการทำธุรกิจที่ว่า ไม่ใช่เป็นทักษะความสามารถค้าขายปกติ จากกลไกการตลาด แต่เป็นความสามารถในการไปแสวงหาจากทรัพยากร แล้วมาสร้างธุรกรรมการเงินในตลาดหลักทรัพย์จนร่ำรวย ท้ายที่สุด อยากจะขายธุรกิจออกไป จากธุรกิจมือถือ 2G ปกติธรรมดาจะเปลี่ยนเป็น 3G คุณทักษิณก็มองว่า ถ้าขืนลงทุนอีกมากมาย อีก 70,000 ล้านบาทก็ไม่คุ้มจึงขายบริษัทดีกว่า เอาเงินสดมาเก็บไว้แล้วเดินหน้าทางการเมือง เพราะอำนาจทางการเมืองมีอยู่อย่างเต็มที่ และตอนที่จะขายหุ้นนั้นก็ต้องวางแผนให้ซับซ้อน ก็จัดการเอาหุ้นที่ตัวเองมีอยู่ไปขายให้กับบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสเมนท์ จำกัด ซึ่งบริษัทนี้จดทะเบียนอยู่ในเกาะบริติช เวอร์จิ้น ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าบริษัทไหนไปจดไว้ที่นี่ก็เพื่อหลบเลี่ยงภาษี ปกปิดเป็นความลับเป็นการทำธุรกรรมอันไม่ปกติทางการเงิน แล้วบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสเมนท์ มีผู้ถือหุ้นคือ นายพานแท้ทอง, นางสาวพินทองทา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็ทำการขายหุ้นกันต่อเป็นทอด แต่เพื่อให้เกิดช่องทางกฎหมายมากขึ้น บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสเมนท์ จำกัด ก็มาขายหุ้นต่อให้กับลูกของตัวเอง ที่นี้การขายที่ต่อมาเป็นทอดๆ ก็ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไร เพราะในขณะนั้นมีอำนาจจะทำอย่างไรก็ทำได้ จะสั่งการไปที่หน่วยราชการไหน ใครในประเทศนี้ก็ทำได้ทั้งนั้น นี่ชัดเจนนะครับตอกย้ำให้เห็นว่า ทำไมผู้คนในประเทศถึงออกมาต่อต้าน คุณทักษิณและตระกูลชินวัตรในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เพราะเห็นได้ชัดว่า ระหว่างการทำธุรกรรมแบบปกติ กับการทำธุรกรรมแบบไม่ปกตินั้นแตกต่างกัน การทำอะไรแบบซ่อนเร้นเพื่อหวังผลประโยชน์ให้กับตัวเอง กับการที่ทำอะไรแบบเปิดเผยตรงไปตรงมาประชาชนเขารู้เขาคิดได้ อย่างกรณี พล.อ.ประยุทธ์เป็นต้น มาเป็นนายกรัฐมนตรี 2 ปีแล้ว กระแสเสียงก็ได้แต่สร้างกระแสเรื่องความหมั่นไส้ เรื่องการเป็นเผด็จการ เรื่องการพูดจาไม่ควบคุมอารมณ์ แต่เราจะมีข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นแทรกเข้ามาไหมก็ไม่มี ก็เพราะไม่ได้เข้าไปมีส่วนในการเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในประโยชน์อันหนึ่งอันใด แต่เมื่อคุณทักษิณทำธุรกิจอย่างมากมาย จากสัมปทานของรัฐก็กระโดดเข้ามาเล่นการเมือง ไม่อยากจะเสียประโยชน์ที่ควรจะเสียให้กับรัฐก็สร้างกลไกดังกล่าวขึ้นมา เงินนับจำนวน 10,000 ล้านบาท ที่โอนกันไป-มา ถึงเวลาก็ได้มีการเรียกประเมินภาษี เพราะหลังจากนั้นมีการรัฐประหาร คณะรัฐประหารชุดนั้น คมช. ก็ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมา ก็ได้ติดตามไล่เรียงหาข้อมูลกันไป ท้ายที่สุดก็เห็นว่าการโอนหุ้นของคุณทักษิณนั้นไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องของการสร้างนอมินี ทั้งบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสเมนท์ จำกัด และการโอนต่อไปยังพานทองแท้หรือพิณทองทา  เป็นเรื่องที่ไม่ถูกจึงนำพามาสู่คดีการยึดทรัพย์ของทักษิณทั้งหมด นั่นคือชะตากรรมที่เกิดขึ้น พอยึดทรัพย์ไปแล้ว คดีที่เกี่ยวข้องที่ว่าโอนหุ้นให้กับพานทองแท้และพิณทองทานั้นถูกหยิบมาต่อสู้ว่า ยึดไปแล้วบอกไปแล้วว่า หุ้นนี้โอนกับนอมินีแล้วทำไมถึงยังมาเรียกภาษีพานทองแท้และพิณทองทา และคุณเบญจา หลุยเจริญซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ตรวจราชการ เป็นคนที่จัดการดูแลปฏิบัติงานแทนอธิบดีกรมสรรพากร ก็ไม่น่าจะมีความผิด เพราะว่าถูกยึดไปแล้ว ปรากฏศาลบอกว่าคนละเรื่องกันในพฤติกรรมในคดี คือเรื่องนี้ได้ถูกเอามาขยายความเรื่องสองมาตรฐาน แต่ศาลบอกว่าพฤติกรรมแห่งคดีนั้นเป็นคนละประเด็นกัน การตัดสินวินิจฉันดูจากข้อเท็จริง จากพฤติกรรม จากเจตนาจึงเป็นที่มาให้จำคุกคุณเบญจา คดีนี้ขั้นตอนยาวนานอยู่ใน ปปช. 10 ปี มาฟ้องศาลไปเมื่อปี พงศ. 2558 ก็ใช้เวลาเดินทางมา 1 ปี ศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว ผมก็เรียนแบบนี้ว่า ถ้าเราลองพิจารณาสถานการณ์บ้านเมืองกันดู ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา กรรมกำลังไล่ล่าและตามสนองบรรดาข้าราชการประจำทั้งหลาย ที่กระโดดไปรับใช้การเมืองอันไม่สุจริต นักการเมืองที่ขี้โกง แต่เขาจะโกงไม่ได้ถ้าไม่มีข้าราชการประจำเป็นมือไม้ในการดำเนินการ คดีแบบนี้ถ้าคุณทักษิณยังมีอำนาจมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 มาจนถึงปัจจุบัน ถ่ายทอดมาเรื่อย ๆ 10 ปีถัดมาลองดูสิครับว่าบ้านเมืองจะเป้นอย่างไร

 

สนธิญาณ :  จะเสียหายขนาดไหน

 

สนธิญาณ : นี่ขนาดมีอำนาจรัฐประหารตัดตอน ตัดขั้วไป กลับมามีอำนาจใหม่ เอาเฉพาะจำนำข้าวนั้นเสียหายไปกี่แสนล้าน นี่ยกตัวอย่างนะครับ นั่นก็คือการที่ไม่แคร์ อ้างกลไกและกฎเกณฑ์ประชาธิปไตย และไม่แคร์ว่าประเทศจะคิดอะไรอย่างไร เดินหน้าในการแสวงหาประโยชน์และการใช้อำนาจของตัวเอง บรรดาข้าราชการประจำทั้งหลายก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะรับใช้ เพราะตัวเองก็จะได้อำนาจจะได้ผลประโยชน์ จะได้ตำแหน่งหน้าที่เป็นสิ่งตอบแทน และคิดว่าไม่มีใครจะทำอะไรได้ เพราะว่าคนสั่งการมีอำนาจทางการเมืองอยู่ และการสั่งการ เพราะคุมพื้นที่เลือกตั้งได้ พรรคคู่ต่อสู้อีกฝั่งหนึ่งไม่เคยไปทำงานอย่างจริงจังในพื้นที่ที่ควรต่อสู้ เหมือนกับการเมืองล็อกตัวของมันเองอยู่แล้วที่เป็นอยู่แบบนี้ ฉะนั้นความคิดความหมายที่ต้องมีใครสักคนมาปฏิรูป จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยรออยู่ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์มาจึงมีเสียงแห่แหนกระหึ่มขึ้น ฉะนั้นคดีนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ให้คิดและพิจารณา และดูต่อกันไปได้ว่า 7 สิงหาคม นี้ ประชาชนคนไทยจะดันให้ พล.อ.ประยุทธ์เดินหน้าปฏิรูปต่อไปหรือไม่ หรือว่า ยอมจำนนต่อนักเลือกตั้ง นักการเมืองทั้งหลาย ก็จับตาดูกันครับ