"สนธิญาณ" ชี้! ผลปชม.ฟ้องชัดคนไทยเลือก "เผด็จการคุณธรรม"มากกว่า "นักการเมืองฉ้อฉล" แนะจับตาท่าที "อภิสิทธิ์" ต่อจากนี้ พร้อมดักคอ "พท." อย่าแถให้วุ่นวายอีก

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 8 สิงหาคม 2559  ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย)  กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ทีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้


สถาพร : การลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงคำถามพ่วงนั้นก็เสร็จสิ้นลงไปเรียบร้อย ตอนนี้รอผลนับคะแนนอย่างเป็นทางการจากทาง กกต. เบื้องต้นล่าสุดนับไปแล้ว 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เรียกว่ารับร่างรัฐธรรมนูญพร้อมด้วยคำถามพ่วงครับ

 

สนธิญาณ : ไม่มีพลิกล็อคไปไหนนะครับ ก็อย่างแรกก็ผมคิดว่าต้องขอบคุณประชาชนคนไทยทุกคน ที่ได้ออกไปลงประชามติกันเมื่อวานและทำให้สหรัฐอเมริกาได้เห็นและประจักษ์ว่าคนไทยไม่ได้เป็นเหมือนที่สหรัฐอเมริกาคิด ทำให้โลกทั้งโลกได้เห็นและประจักษ์ถึง นิสัยจริง ๆ ใช้คำว่าสันดานของสหรัฐอเมริกาเลยก็ว่าได้ว่า ความพยายามในการที่จะใส่ร้ายป้ายสีประเทศไทยต้องการสร้างสถานการณ์จะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในแง่คำเตือนว่า ประเทศไทยจะเกิดเหตุวุ่นวายจากการลงประชามติ นั่นเอาเรื่องต่างประเทศก่อนให้ได้เห็นกัน เรื่องภายในประเทศ ผมคิดว่าวันนี้ชัดเจนแล้วนะครับ ความหมายของใครก็ตามแต่ที่ชอบอ้างประชาธิปไตย อย่าแถ อย่าดึงดันไปข้างโน้นนี้ วันนี้นี่คือเสียงส่วนใหญ่ที่ชัดเจนแล้วในการที่จะได้ชี้ทิศทางและอนาคตของประเทศว่า เขาต้องการประชาธิปไตยครึ่งใบ ต้องการเผด็จการทหารที่มีคุณธรรมมากกว่าประชาธิปไตยแห่งการฉ้อฉล เสียงประชาชนทั่วประเทศได้ชี้ออกมาแล้ว แต่สำหรับตัวเลขต่าง ๆ ผมอยากจะแยกแยะให้เห็นว่า ภายใต้เสียงการลงประชามติที่ออกมาภาคที่น่าสนใจมีอยู่ 2 ภาค ที่เรียกว่าเกินคาดหรือพลิกล็อค ภาคแรกคือภาคใต้ ถ้าฟังผู้คนทั่วไปออกมาให้ความเห็นก็จะบอกว่าทะลุทะลวงอยู่แล้วภาคใต้ เห็นชอบถึง 2.7 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 0.8 ล้านเสียง ขาดกันกระเจิดกระเจิง ผมเรียนนะครับภาคใต้ เห็นชอบกับไม่เห็นชอบครั้งนี้แย่กว่าประชามติเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2550 ซึ่งเมื่อปีนั้นภาคใต้เห็นชอบ 3.2 ล้านเสียง คิดเป็น 88 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นชอบ 0.4 ล้านเสียง คิดเป็น 11.70 เปอร์เซ็นต์ ผู้มีใช้สิทธิ์ทั้งหมดรวมได้ 3.7 ล้านเสียง แต่เที่ยวนี้มาใช้สิทธิ์น้อยกว่า ทั้ง ๆ ที่จำนวนผู้มีสิทธิ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น ผู้ไม่เห็นชอบเพิ่มขึ้นจาก 0.4 ล้านเสียง เป็น 0.8 ล้านเสียง คือเพิ่มเป็นเท่าตัว ทางฟังผู้เห็นชอบก็แน่นอนว่า 0.4 ล้านเสียงนั้นก็ลดลง ผมกำลังจะบอกว่า เฉพาะภาคใต้ตัวแปรที่แปรอยู่ 0.4 ล้านเสียง ก็จะได้เห็นเลขแปลก ๆ คือไปโป่งที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน ก็คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา แน่นอนครับ 3 จังหวัดนี้ผู้ไม่เห็นชอบรวมกันแล้ว 0.4 ล้านเสียงพอดี เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนเมื่อประมาณได้ 0.2 ล้านเสียง แล้วอีก 0.2 ล้านเสียงที่เพิ่มขึ้นมาคือเสียงที่ชอบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และหรือฝ่ายผู้คนในพรรคประชาธิปัตย์ที่บอกว่า รับร่างรัฐธรรมนูญ คนใต้ได้แสดงให้เห็น แสดงให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าใจและรู้สึกได้ ให้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือคุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ซึ่งถือว่าขัดแข็งอยู่กับคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งคุณนิพิฏฐ์ เป็นอดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จ.พัทลุง ซึ่ง จ. พัทลุงรับไป 0.2 ล้านเสียง ไม่รับ 0.037 ล้านเสียง เพราะฉะนั้นภาคใต้ต้องรู้สึกกันได้เลยว่า ความรู้สึกที่มีต่อคุณอภิสิทธิ์ประมาณ 0.2 ล้านเสียงได้ เป็นแบบนั้นจริง ๆ นะครับ ความจริงอาจจะมีเสียงของคุณชวน หลีกภัย ซึ่งสนับสนุนคุณอภิสิทธิ์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เสียงหลัก ก็มาดูกันว่านี่คือสิ่งที่ได้สะท้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์นะครับ เพราะคนในพรรคประชาธิปัตย์อีกส่วนหนึ่งก็ประกาศรับ ผมถึงบอกว่านี่คือเสียงของพวกรับคือฝั่งคุณอภิสิทธิ์ให้ดูให้ได้พิจารณา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็น่าสนใจ ดูกันก็แพ้ จะมาประมาณนี้ ก็คือเห็นชอบ 3.99 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 4.2 ล้านเสียง ผมเรียนนะครับเป็นตัวเลขที่ผิดความคาดหมายเป็นอย่างยิ่ง ผู้มีใช้สิทธิ์ 8.5 ล้านเสียง ซึ่งมากกว่าครั้งก่อน ความแปลกอยู่ตรงที่ครั้งก่อนเห็นชอบ 3 ล้าน ไม่เห็นชอบ 5.1 ล้านเสียง ต่างกัน 2 ล้านะครับ แต่เที่ยวนี้ต้องนับเหมือนกับว่าเสมอกันเลยนะครับ พลิกกลับตัวเลขรวม เท่ากับ 4 ล้านเสียง ต่อ 4 ล้านเสียง ซึ่งมีแรงเหวี่ยงในการรับอีก 1 ล้าน ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจ

 

สถาพร : ถ้าไปดูรายจังหวัดในภาคอีสาน 5 จังหวัดที่รับร่างรัฐธรรมนูญ

 

สนธิญาณ : ใน 5 จังหวัดที่ชนะ ถ้าไปดูจังหวัดที่ทำให้คะแนนเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่ง คือ นครราชสีมา ชนะกันครึ่งต่อครึ่ง ชนะครึ่งคือ 0.3 ล้านกว่าเสียง ก็ไม่น่าแปลกใจนะครับ ในแง่ของคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ไม่มีทางที่จะไปชี้อย่างอื่นเพราะว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมว่าพรรคขนาดกลางได้เปรียบ และผมคิดว่าจังหวัดที่น่าสนใจคือ จ.อุบลราชธานี ที่พลิกมาชนะฝ่ายไม่รับ น่าสนใจเหมือนกันครับ ก็คือให้เห็นถึงกระแสของ กปปส. จริง ๆ เพราะที่ จ.อุบลราชธานีคือ คุณอิสสระ สมชัย ผมคิดว่าภาคอีสานก็มีจุดเปลี่ยน ปรากกว่าอีสานกับใต้กลับข้างกัน กับประชามติเมื่อปี 2550 ส่วนภาคเหนือทุกครั้งชนะอยู่ในจุดที่สูสีกับภาคกลาง ครั้งก่อนก็เหมือนกันในปี 2550 ภาคเหนือเห็นชอบ 2.7 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 2 ล้านเสียง ชนะกัน 7- 8 หมื่นเสียง ไม่เห็นชอบ 2.2 ล้านเสียง

 

สถาพร : สิ่งที่น่าสนใจผมว่า ภาคเหนืออยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เพราะตัวเลขเห็นชอบและไม่เห็นชอบคราวนี้สูสีกันมาก

 

สนธิญาณ : ภาคเหนือทุกคนจินตนาการความคิดได้ ต้องมาทางฟากฝั่งไม่รับ แต่จริง ๆ เวลาเรานับเราต้องมาดูภาคเหนือตอนล่างด้วย เสียงหลักในภาคเหนืออยู่ที่ จ.กำแพงเพชร จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.นครสวรรค์ จ.พิษณุโลก จ.เพชรบูรณ์ จังหวัดพวกนี้คือจังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์ระดับ 0.5 ล้านเสียงขึ้นไป ฉะนั้นเชียงใหม่ออกมาห่างกัน 50,000 - 60,000 เสียง แต่เราจะเห็นว่านครสวรรค์ ระหว่าง 2.8 แสนเสียง กับ 2.3 แสนเสียง พิษณุโลกระหว่าง 2.4 แสนเสียง กับ 1 แสนเสียง เพชรบูรณ์ ระหว่าง 2.6 แสนเสียง กับ 1.1 แสนเสียง

 

สถาพร : เห็นชัดอีกจังหวัดคือกำแพงเพชรครับพี่ต้อย

 

สนธิญาณ : กำแพงเพชร ระหว่าง 2 แสนเสียง กับ 8 หมื่นเสียง ก็จังหวัดเหล่านี้ นครสวรรค์เขานับเป็นภาคกลาง มาใช้สิทธิ์ เวลาพูดถึงภาคเหนือจะเห็นภาพแบบนี้ นี่ว่าเป็นภาค ๆ คือ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย ถือว่ายังอยู่ในฝ่ายไม่รับนำอยู่แบบเฉียดฉิว ยังพอเห็นกระแสทิศทาง ส่วนภาคกลางไม่ต้องพูดเลย ภาคกลางท่วมท้น ฉะนั้นวันนี้ผมก็ต้องเรียนแบบนี้ว่าสิ่งที่กำลังเป็นไป ก็จับตากันต่อไป ผมคิดว่าคนที่จะต้องจับตาก็มีอยู่สองกลุ่มคือ ฟากฝั่งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะวางตำแหน่งทิศทางการเมืองอย่างไรต่อไป เมื่อคืนก็ออกเฟซบุ๊กดูเหมือนว่าจะเดินหน้าการเมืองต่อ แต่ผมคิดว่าถ้าเป็นนักประชาธิปไตยทั่วไปก็ต้องมาคิดใคร่ครวญแล้วว่าเป็นการคิดสวนทางกับคนส่วนใหญ่ มานำพรรคคนเขาจะคิดอย่างไร ส่วนฟากฝั่งพรรคเพื่อไทย นปช. นี่ก็ต้องดูว่าจะแถกันอย่างไรต่อไป มาแถมายอมรับกันง่าย ๆ ไม่ได้หรอกครับ ก็ต้องเรียนแบบนั้น และจะสามารถจุดกระแสขึ้นมาได้หรือไม่ แต่ผมก็เชื่อไปตามที่คุณฟองสนานเขาว่าไว้นะครับว่า บ้านเมืองจะเดินไปสู่ยุคที่ดี ไม่ใช่เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นเป็นแบบนี้ ประชาธิปไตยได้ชี้ขาดไปแล้วว่า จะเอาประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีคุณธรรม