"สนธิญาณ" ชี้! พวกตะแบงไม่รับผล "ประชามติ" อ้างคนมาใช้สิทธิ์ไม่เข้าใจเพราะไม่ให้รณรงค์ พวกนี้ดูถูก ปชช. เพราะคือคนกลุ่มเดียวกันที่มาหย่อนบัตรเลือกตั้งให้นักการเมือง !

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 9 สิงหาคม 2559  ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย)  กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ทีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

สถาพร : เป็นที่น่าสนใจบรรดานักการเมืองโดยเฉพาะคนที่ไม่เห็นด้วยรัฐธรรมนูญต่างบอกว่าเคารพประชาธิปไตยฟังเสียงประชาชน แต่เมื่อประชาชนตัดสินแล้วกลับยังเอาสีข้างเขาไถจนถลอกว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ถูกต้อง ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ยุติธรรม เกิดอะไรขึ้นครับ

 

สนธิญาณ : ก็ต้องเรียนว่าขณะนี้ความเห็นแบ่งคนออกได้เป็น 2 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกก็คือกลุ่มที่เรียกว่าไม่ยอมรับ ก็จะประกอบด้วย กลุ่มนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย สองคือกลุ่มการนำ นปช. เหตุผลที่บุคคลที่เหล่านี้ก็คือคนออกมาใช้สิทธิ์น้อย ไม่ทั่วถึงเพราะได้มีการออกกฎหมายห้ามไม่ให้มีการรณรงค์ การเข้าถึงจึงเป็นเรื่องยาก ผสมกับองค์กรระหว่างประเทศที่อยู่ในแผนโลกล้อมประเทศไทย กลับมาดูข้อเท็จจริงที่จะแจกแจงให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้เข้าใจกัน คืออาจจะเข้าใจแล้วแต่ว่า ยังไม่ยอมรับหรือแกล้งไม่เข้าใจ ก็จะได้ลำดับความให้ฟัง ผมก็ต้องกลับไปที่ตัวเลข เพราะตัวเลขเป็นคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ความจริงที่พิสูจน์กันได้ ผมจะให้ดูตัวเลข 3 ครั้งด้วยกัน เป็นการลงประชามติ 2 ครั้ง และเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ พ.ศ. 2554 อีกครั้งหนึ่ง การลงประชามติเมื่อปี พ.ศ.2550  ลงรับ 14 ล้านเสียง ไม่รับ 11 ล้านเสียง ห่างกัน 3 กว่าล้านเสียง แยกให้ฟังอีกเป็นภาคเลย ภาคกลางฝ่ายรับชนะไป 2.7 ล้านเสียง ภาคอีสานฝ่ายไม่รับชนะ 2 ล้านเสียง ภาคใต้ฝ่ายรับชนะ 3 ล้านเสียง ส่วนฝ่ายไม่รับ 0.4 ล้านเสียง ก็ภาคเหนือมาออกเสียง 5 ล้านเสียง แต่รับและไม่รับเท่ากัน อาจจะต่างกัน  แสน-2แสน เป็นอย่างนั้น ทำให้ปี พ.ศ. 2550 อยู่ในระหว่าง 14 ล้านกว่าเสียง กับ 11 ล้านเสียง ในปี พ.ศ. 2559 ฝ่ายรับชนะ 16 ล้านเสียง ฝ่ายไม่รับ 10 ล้านเสียง คนออกมาใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้น นี่ยังนับกันไม่หมดนะครับ อาจจะถึง 30 ล้านเสียง ประมาณวันพุธตัวเลขก็คงจะออกมาครบ สัดส่วนผู้มารับนั้นเพิ่มขึ้น ถ้าบอกว่ารณรงค์ไม่ถึง ประชาสัมพันธ์ไม่ถึง คนไม่เข้าใจ ทำไมคนออกมาใช้สิทธิ์เพิ่ม ถ้าวัดโดยสัดส่วนก็อาจจะสูสีหรือมากกว่านิดหน่อย สัดส่วนคือปี 2550 ผู้ใช้สิทธิ์มา 45 ล้าน แต่ปี 2559 ผู้ใช้สิทธิ์ 50 ล้านเสียง ก็ถืออยู่ในอัตราที่เพิ่มขึ้นไม่มากไม่น้อยกว่ากัน เพิ่มขึ้นย้ำนะครับ แต่เสียงชนะ 2 ล้านเสียง มาจากตัวเลขเดิม พลิกข้างกันที่ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย คุณจาตุรนต์ ฉายแสง, คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคุณจตุพร พรหมพันธุ์ จาก 5 ล้านเสียง กับ 3 ล้านเสียง กลับกลายมาเป็น 4 ล้านเสียง กับ 4 ล้านเสียง ซึ่งเหวี่ยงมา 1 ล้าน ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งชนะเพิ่มมาเป็น 2 ล้านเสียงนะครับ

 

สถาพร : คือบวกลบก็เท่ากับ 2 ล้านเสียง

 

สนธิญาณ : ถูกต้องครับ ซึ่งในความเป็นจริงที่ภาคใต้นั้นลดลง ฝ่ายรับนะครับ เพราะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แผลงอิทธิฤทธิ์ขึ้นมา เพิ่มอีก 3-4 แสนเสียง จากครั้งปี 2550 เป็นแบบนั้นครับ นี่คือตัวเลข 2 ครั้ง เอาฐานตัวเลขเดิม คือผลประชามติปี 2550 กับ ปี 2559 หลักก็เหมือนเดิมครับ คือฝ่ายที่เอาทักษิณกับไม่เอาทักษิณ ตัวเลขง่าย ๆ แบบนี้ครับ ทิศทางเห็นได้ชัดว่าฝ่ายเอาทักษิณลดลง นี่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้รับกันที่เนื้อหารัฐธรรมนูญละเอียดถี่ยิบ ไม่ใช่ไม่มีเลย ก็มีครับ แต่ประชาชนใช้ความคิดอันนี้ที่ไร้ความคิดไร้สติปัญญาหรือครับก็ไม่ใช่ คิดไปที่ปัญหาหลักของประเทศว่าจะแก้ไขปัญหากันอย่างไร ครั้งที่แล้วเสียงกระหึ่มออกมาว่า คมช. ไม่เอาให้ถึงที่สุด ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เดินแล้วไม่เสร็จไม่สุด เพราะครั้งนี้รัฐธรรมนูญออกมา บทเฉพาะกาลเดินไปให้สุด คนถึงอยากให้เดินไปจัดการกับระบบทักษิณ ระบบคอร์รัปชั่น ที่ชั่วร้ายให้หมด แต่เผอิญเที่ยวนี้คุณอภิสิทธิ์มาแถลงไม่รับด้วย ทำให้เกิดกระบวนการเหมือนเป็นการต้อนฝ่ายเลือกตั้งออกไป คุณอภิสิทธิ์ทำให้คำจำกัดความของที่เคยจำกัดอยู่เดิมว่าเป็นระบบทักษิณ กลายเป็นพวกเลือกตั้งไป เพราะถ้าฝั่งประชาธิปัตย์เอาทางฝั่งนี้ พวกเลือกตั้งก็จะไม่ถูกใช้ศัพท์นี้ นี่คือกลุ่มแรกครับ มาดูตัวเลขของกลุ่มแรก การเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์ได้ 11 ล้านเสียง พรรคเพื่อไทยได้ 15 ล้านเสียง เป็น 26 ล้านเสียง เท่ากับประชามติปี 2550 สำหรับ 2 พรรคนี้ ถ้านับเอาคนที่เลือกตั้งเอาคน 2 พรรคนี้มารวมกัน ฝ่ายไม่รับประชามติ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญต้องแพ้อยู่วันยันค่ำ ใครไปในอยู่หลายที่บอกว่า ถ้า 2 พรรคนี้ไม่เอาแล้วแพ้ ผมถึงบอกแล้วว่าอ้วนพี เพราะไปรับพนันไว้หลายโต๊ะจีน จากการวิเคราะห์แบบตรรกะตัวเลขพื้น ๆ แบบไม่ได้เข้าใจทิศทางการเมือง แค่เอาตัวเลขมาดูก็แพ้อยู่แล้ว ทีนี้ขยายความให้ฟังว่า คนที่มาใช้สิทธิ์ตอนเลือกตั้งคือ 35 ล้านเสียง เพิ่มจากตอนลงประชามติไป 9 ล้านเสียง ถามว่าคนที่มาลงประชามติก็คือคนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่

 

สถาพร : ก็ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว

 

สนธิญาณ : มี 10 ล้านเสียงที่ไม่มาออก จะอยู่ไหนก็ตามแต่เขาไม่มาออก แต่ถามว่า 26 ล้านเสียง ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ครับถา เสียงทั้ง 28 ล้านเสียงที่มาลงประชามติในครั้งนี้ เป็นเสียงที่เคยเลือกพรรคการเมืองมาทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ก็คือเลือกพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย

 

สถาพร : สองพรรคใหญ่นี่แหละ

 

สนธิญาณ : รวมพรรคเล็ก ๆ ด้วย 28 ล้านเสียงคือคนที่ออกมาใช้สิทธิ์ แต่วันนี้เขาได้แสดงให้เห็นชัดว่า เขาไม่เอากับฝ่ายเลือกตั้ง คุณจะเอาเหตุผลอะไรมาอ้าง คนที่คุณบอกเขาไม่รู้ไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญ เขาเคยเลือกคุณมาทั้งสิ้น

 

สถาพร : วันที่คุณได้ประโยชน์คุณก็อ้างเสียงของเขา

 

สนธิญาณ : ถูกครับ คุณดูถูกเขาวันนี้ว่า เขาไม่รู้จักคิด วันหนึ่งเขาเคยเลือกคุณมา ภาษาชาวบ้านที่เขาเรียกว่า สันดานนักการเมือง ไม่ได้พูดหยาบคายนะครับ ความจริงเป็นแบบนี้พูดกันแบบนี้ เอากันให้ชัด ตัวเลขแบบนี้คำอธิบายแบบนี้ ถึงจะทำให้หยุดแถกัน กลุ่มที่2 เป็นกลุ่มที่ยอมรับ พวกนี้ก็จะบอกว่า ประชาธิปไตยยังไม่หมดความหวัง กลุ่มเด็กนักศึกษา กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มนักอุดมคติทั้งหลาย ประชาธิปไตยต้องเป็นคำตอบที่ประชาชนใฝ่หาปรารถนา คำถามง่าย ๆ คนส่วนใหญ่เขาไปลงประชามติเป็นแบบนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหนครับ

 

สถาพร : ไหนประชาธิปไตยของพวกคุณก็คือต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ นี่เสียงส่วนใหญ่เขาก็ไปทำหน้าที่

 

สนธิญาณ : และที่บอกว่ายังไม่หมดความหวัง อาจจะบอกว่าต่อไปประชาชนจะเห็นความจริง ผมเรียนเลยว่าประชาชนที่เขาเห็นแบบนี้เพราะเขารู้เห็นความจริงแบบนี้ คือ 1.ความจริงที่เห็นว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เป็นต้นมา บ้านเมืองอยู่ในมือนักการเมืองโกงกันทุจริตคอร์รัปชันกันจนบ้านเมืองเสียหาย จนมาถึงยุคปี 2544 ที่พรรคไทยรักไทยเกิดขึ้นในประเทศนี้ การทุจริตคอร์รัปชันเชิงนโยบายเกิดขึ้น ไม่ต้องหลบเลี่ยงว่าสวาปามกันอย่างเชิดหน้าชูตาอ้างมอบให้กับประชาชน ชัดเจนครับ นักวิชาการหรือน้อง ๆ เด็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวบอกว่าไม่หมดความหวัง ผมจะเรียนว่า การเคลื่อนไหวการพูดด้วยประชาธิปไตยไม่ได้มีมิติเดียวแต่เลือกการเลือกตั้ง คือประชาธิปไตยแบบตะวันตก มิติที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจว่าประชาชนเขาคิดอะไรและเขาไม่ได้โง่ คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้โง่ เขาก็หวังทิศทางเหมือนพวกคุณนั่นแหละ แต่ทำไมคนส่วนใหญ่เขาถึงมาคิดตรงกัน  ผมไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนส่วนน้อยและคิดผิดนะครับ แต่มุมที่คิดต่างออกไป เพราะคุณไร้ประสบการณ์ ไร้ความคิด อัตตาที่ยึดอยู่ ประเทศมีความหวังที่มาจากคนส่วนใหญ่ที่คิดเป็นให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทุจริตคอร์รัปชันลุแก่อำนาจดูสิ คุณคิดว่าคนเหล่านี้เขาจะไม่ออกมาไล่ ไม่ออกมาสู้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์หรอครับ ก็แบบเดียวกับคนที่ลงประชามตินั่นแหละครับ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองทั้งหลายมาเลือกลงประชามติ ผมจะเรียนว่าคนที่สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สนับสนุน คสช. อยู่ในปัจจุบัน ก็คือคนที่เคยไล่เผด็จการเมื่อปี 2535 มาทั้งสิ้น ขอได้โปรดเข้าใจและเรียนรู้อย่าจมอยู่กับความคิด กับอัตตา ความหลง น่าเสียดายความบริสุทธิ์ใจความตั้งใจที่ดี แต่ถูกครอบงำด้วยโมหะคติ และมายาคติของประชาธิปไตยที่เป็นตะวันตกและเป็นฝรั่ง ฝากเรียนไปทั้งสองกลุ่มครับ