"สนธิญาณ" ชี้! "ไพบูลย์" ตั้งพรรคไม่เสียหาย เพราะรธน.ใหม่เปิดกว้าง ติง!!แต่การประกาศหนุน "บิ๊กตู่" นั่งนายกฯทำให้มีปัญหาและทำงานยากขึ้น

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2559  ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย)  กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ทีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

 

สถาพร : ออกมาประกาศชัดเจนคุณไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ทาง คสช. นั้นเปิดโอกาสทางการเมืองให้ทำกิจกรรมทางการเมืองและกฎหมายลูกเกี่ยวกับการตั้งพรรคการเมืองนั้นเรียบร้อยจะไปตั้งพรรคการเมือง และมีบอกเรียบร้อยจะใช้ชื่อพรรคประชาชนปฏิรูปและชัดเจนบอกว่า จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เรื่องนี้พี่ต้อยมีความคิดเห็นอย่างไรครับ

 

สนธิญาณ : คงต้องแยกเป็นสองประเด็นนะครับ ประเด็นแรกความคิดในการจัดตั้งพรรคการเมือง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนและพรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กมีโอกาสที่จะมีที่นั่งในสภา ภายใต้ระบบการเลือกตั้งที่เรียกว่า จัดสรรปันส่วนผสม เพราะว่า หากว่าพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในการส่งสมัครรับเลือกตั้งได้ หากได้เสียงประมาณ 70,000- 80,000 คน ก็โอกาสจะได้ ส.ส. มีที่นั่ง

 

สถาพร : มีคนสนับสนุนลงให้กาให้ 70,000 - 80,000 เสียง

 

สนธิญาณ : ก็ทั่วประเทศ เวลาเขาคิดคำนวณเขาคิดจากเสียงปาร์ตี้ลิสต์มาคำนวณให้ และก็ปาร์ตี้ลิสต์จะได้เท่าไหร่ก็ไปหักลบกับที่นั่งปกติ หมายถึงเขตเลือกตั้งทั่วไป ฉะนั้นพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กจะเกิดขึ้น ถ้าพรรคเกิดขึ้นถือว่าเป็นของประชาชน เป็นทิศทางการเมืองทิศทางหนึ่ง เพราะว่า ที่ผ่านมาเรามีพรรคการเมืองใหญ่อยู่ 2 พรรคคือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย อีกด้านหนึ่งเขาจะแยกได้ว่า พรรคการเมืองที่ผ่านมาเป็นพรรคกลุ่มคณะครอบครัว คือของตระกูล กับพรรคที่มีลักษณะมีฐานเป็นพรรคของประชาชน ก็คือพรรคของประชาธิปัตย์ แต่ผมเรียกว่าเป็นฐานอยู่บ้าง เพราะว่าพอลงลึกเข้าไปในแต่ละกลุ่มเล็ก ๆ ก็เหมือนที่คุณไพบูลย์ว่า

 

สถาพร : ก็เหมือนกับมีการสืบทอดกันอยู่

 

สนธิญาณ : แต่อีกประเภทหนึ่งคือพรรคที่ควบคุมโดยตระกูล ไม่ว่าจะ พรรคเพื่อไทยก็ตระกูลชินวัตร พรรคชาติไทยก็ตระกูลศิลปะอาชา พรรคแยกย่อยลงไปแต่ละพรรค ไม่มีพรรคที่มีลักษณะพื้นฐานของประชาชน มีพรรคที่เกิดขึ้นโดยมีลักษณะพื้นฐานของประชาชนอีกพรรคหนึ่งคือพรรคพลังธรรม แต่ก็ขึ้นอยู่กับบารมีของผู้จัดตั้งในขณะนั้นคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พอท่านเลิกขนาดยกให้คุณทักษิณเป็นหัวหน้าพรรค ก็ไม่สามารถเติบโตมาเป็นพรรคการเมืองเป็นพรรคใหญ่ได้ คุณทักษิณต้องทิ้งพรรคพลังธรรมมาตั้งพรรคไทยรักไทยเอง ฉะนั้นความคิดความฝันของคุณไพบูลย์ มาตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป เป็นหลักคิดทางการเมืองที่ถูกต้อง ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ แต่อย่าไปหวังคาดหวังว่าจะกลายมาเป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนการเลือกตั้งจนมีนัยยะ เพราะอย่างไรก็ตามแต่ การลงคะแนนเสียงประชามติกับการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งฐานความคิดไม่เหมือนกัน ผมเรียนว่าก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ พยายามจะบอกว่าเมื่อพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ไม่เอา 2 พรรค

 

สถาพร : ประชามติไม่ผ่านแน่

 

สนธิญาณ : ก็แล้ว 2 พรรคเสียงเยอะแยะ แต่การลงมาประชามติเป็นอีกเรื่อง เป็นฐานเสียงบริสุทธิ์ฐานเสียงที่ต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์จริง ๆ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญไม่ดี จะอุดมการณ์ นี่ก็หาว่าเผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตย อีกหนึ่งก็อยากจะหนุนทหารหนุนประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นฐานเสียงที่บริสุทธิ์ แต่เวลาเลือกตั้งจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

 

สถาพร : จะมีบรรดาหัวคะแนน มีเรื่องของการจัดตั้ง

 

สนธิญาณ : และมีใช้กลไกทางการเงินมหาศาลในการที่จะขับเคลื่อนหัวคะแนน หรือขับเคลื่อนกลไก

 

สถาพร : คือมีเรื่องผลประโยชน์ขึ้นมา

 

สนธิญาณ : พอคุณไพบูลย์ตั้ง อาจจะมีคนศรัทธาสัก 700,000 เสียง ส.ส. สัก 10 คนแบบนี้ แต่ว่าตั้งขึ้นมาแล้วจะให้คนไปลงคะแนนให้เยอะ ๆ ก็จะต้องเกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่ ซึ่งมีระบบอุปถัมภ์อยู่ จะมีแง่คิดในเรื่องของเครือข่ายพี่น้อง หรือคนที่ลงพื้นที่บ่อย ๆ ในภาคใต้ในการลงประชามติ คนไม่เอาตามคุณอภิสิทธิ์เหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เวลาเลือกตั้งเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะอดีตคนในพรรคประชาธิปัตย์คนยังเลือกอยู่ ในอีสานเสียงลงประชามติระหว่างรับกับไม่รับนั่นก้ำกุ่งอยู่

 
 
สถาพร : แต่เวลาเลือกตั้งก็เป็นฐานเสียงของเพื่อไทยอีกนั่นแหละ

 

สนธิญาณ : การเลือกตั้งเขตเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยยังได้เยอะเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้คะแนนของคนแพ้ไม่ได้ถูกทิ้งเปล่า แต่ถูกนำมาคำนวณรวมคิดกับปาร์ตี้ลิสต์ ทีนี้ผมกำลังเรียนว่า คุณไพบูลย์ก็เติบโตทางการเมืองมาในโลกของ ส.ว. ความคิดที่จะมาตั้งพรรคก็ดีแล้ว จะได้ลดคำครหาที่ว่าที่เคลื่อนไหวเพราะอยากจะเป็น ส.ว. แต่ผมคิดว่ามีเรื่องเดียวที่ไม่เหมาะสมหรือโดยยุทธศาสตร์ไม่ควรจะพูด คือ การหนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี คุณไพบูลย์อาจจะบอกว่าก็พูดให้ชัดกันตั้งแต่ตอนนี้เลย พูดกันให้ชัด โดยหลักการถือว่าเป็นความโปร่งใสแต่ไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะยอมมาเป็นหรือไม่ คุณไพบูลย์อาจจะบอกว่าคุณตั้งพรรค คุณไพบูลย์ถึงจะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีล่วงหน้าได้ 3 คน แต่กฎหมายก็ต้องกำหนดว่าจะต้องมี ส.ว. กี่คน 25 เปอร์เซ็นต์ 50 คน เขาก็จะบอกอีกว่า ต้องทำให้ได้อย่างน้อย 50 คน ได้เสนอชื่อนายก ผมคิดว่าในทิศทางกำลังขับเคลื่อนกันอยู่ การรีบร้อนไปพูดเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยนะครับที่จะให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายก แต่ผมอยากให้แยกกันออกเรื่องการขับเคลื่อนที่ คสช. ขับเคลื่อนอยู่ กับสิ่งที่การเมือง การตั้งพรรคปฏิรูปก็มีนโยบายที่จะทำงานระยะยาวอะไรให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ของ คสช. อะไรก็ว่ากันไป แต่พอทันทีที่บอกว่าจะหนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายก ซึ่งเป็นคนสิบล้านคนที่ว่าได้ แต่ก็มีคนอีกหลายสิบล้านคน อยากจะไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่เปิดกระแสมาแบบนี้ อาจจะเป็นผลดีกับพรรคการเมืองพรรคนี้ แต่ไม่เป็นผลดีในจุดอื่น ๆ และจะทำให้เหนื่อยในการที่จะทำงานอะไรต่อไปในวันข้างหน้า

 

สถาพร : เพราะว่าเดี๋ยวคนกลุ่มหนึ่งจะบอกว่า นายกทำไปเพื่อจะหวังผลทางการเมือง

 

สนธิญาณ : และจะเกิดการเปิดกระแสในการโจมตี ซึ่งไม่น่ากลัวแต่จะก่อกระแสและสร้างกระแส

 

สถาพร : ไม่น่ากลัว แต่ทำให้เป็นเรื่องจุกจิกที่ทำให้วุ่นวายใจ

 

สนธิญาณ : จะทำให้เกิดการทำงานลำบากขึ้น ซึ่งทำให้คุณ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานลำบากในการที่จะขับเคลื่อนตาม Road Map ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผมก็พูดไปแล้วและท้วงติงว่า เดี๋ยว พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นผลดีกับพรรคการเมืองที่จะตั้ง แต่ไม่เป็นผลดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ผมคิดว่าปล่อยให้ท่านทำงานไปแล้วพรรคที่จะตั้งก็ว่าไป จะสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปจะทำอะไรก็ว่าไป ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับการสนับสนุนแนวทางของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะสนับสนุนแนวทาง 20 ปี แผนปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ทันทีที่ประกาศว่าสนับสนุนตัวบุคคล

 

สถาพร : ไม่น่าจะถึงเวลาตรงนั้นอยู่

 

สนธิญาณ : ทำให้มีแต่เสีย ซึ่งคุณไพบูลย์ไม่เสีย แต่พล.อ.ประยุทธ์เสียครับ