"สนธิญาณ" ถาม!! เถียงเรื่อง "ส.ว." เสนอชื่อนายกฯทำไม? แค่ความเห็นส่วนตัว "วันชัย" สนช.กับ กรธ.เจ้าของเรื่องยังไม่ชี้เลย จะตีตนไปก่อนไข้ทำไม ยังไงต้องเดินตามข้อกฎหมาย !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 22 สิงหาคม 2559  ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย)  กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ทีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

สถาพร : ดูเหมือนจะมีปมขัดแย้งเกิดขึ้นใหม่ในสังคม สำหรับเรื่องของคำถามพ่วงที่ได้มีการทำประชามติกันไปเรียบร้อย แต่ล่าสุดบรรดานักการเมือง สนช. สปท. หรือว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างต่อเนื่องว่า ท้ายที่สุดว่า ส.ว. จะสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอกได้หรือไม่

 

สนธิญาณ : ตอนนี้อยากให้ทีมงานเอาคำถามพ่วงทุกตัวอักษรให้ถาได้อ่าน ให้ท่านผู้ชมได้ฟังกันอย่างละเอียด ตอนนี้ผมจะเรียนแบบนี้ก่อนนะครับว่า การเมืองในยามที่เป็นเรื่องเป็นราวจะมีประเด็นอยู่เสมอที่ทำให้เกิดปัญหาอยู่เรื่อย ประเด็นแรกก็คือจะมีคนต้องการเอาใจผู้มีอำนาจจนเกินเหตุ หมายความว่า ขั้วหนึ่งเอียงไปขั้วหนึ่ง ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็จะมีคนที่คัดค้าน อะไรโผล่ออกมาก็คัดค้านก่อนแล้ว ไม่ทันได้พิจารณา ไม่ทันได้ดูรายละเอียดว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นเหตุแบบนี้เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง ต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ยิ่งบางคนจุดประเด็นค้านไปถึงวา จะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ รอบ2 ก็เป็นได้ ก็เรียกว่าบิ้วอารมณ์หรือนำพาอารมณ์ของสังคมต้องการพาไปให้ถึงจุดนั้น หรืออาจจะเป็นคำเตือนด้วยความจริงใจก็แล้วแต่กรณีไป นี่เกิดขึ้นจากกรณีที่มีการเปิดประเด็นถกเถียงกันว่า จะให้ ส.ว. ซึ่งโดยคำถามพ่วงถือว่าได้มีส่วนเข้ามาแล้วในเรื่องของการเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่เปิดประเด็นนี้ขึ้นมา ที่หยิบยกเอาประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคือคุณวันชัย สอนสิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง หรือ สมาชิก สปช. นั่นเอง คุณวันชัยก็บอกว่าโดยคำถามพ่วงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนที่ให้ ส.ว.สามารถที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ในขณะที่รัฐธรรมนูญได้เขียนแยกเอาไว้ชัดเจนว่าที่มาของนายกรัฐมนตรีนั้นต้องเสนอโดยพรรคการเมือง 3 ชื่อ และพรรคการเมืองที่เสนอก่อนการเลือกตั้งหลังจากนั้นแล้ว จะต้องมีขั้นตอนอย่างไร มีลำดับไว้ผ่านการรับรองผ่าน ส.ส. กี่คน เขาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ถาอ่านคำถามพ่วงเต็ม ๆ ให้ท่านผู้ชมได้รับทราบเลยครับ

 

สถาพร : คำถามเขียนว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี"

 

สนธิญาณ : เขาบอกว่าพิจารณาร่วมกันเพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เราก็มาดูกันว่ามีสิทธิ์จะเสนอหรือไม่ คนที่ได้เสนอเปิดประเด็นนี้มา คือคุณวันชัย สอนศิริ ซึ่งเป็นเพียงความเห็น ไม่ได้มีหน้าที่ในการที่จะพิจารณาตัดสิน องค์กรที่จะพิจารณาตัดสินมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน 1. สนช. ซึ่งเป็นผู้ตั้งคำถามพ่วง ยังไม่ได้ออกมาพูดอะไรเลย เมื่อวานคุณสมชายได้ออกมาก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ สนช. ต้องพิจารณาและกรรมาธิการชุดนี้ ต้องกลับมาพิจารณา แต่โดยหลักการแล้วคุณสมชายเขาเห็นว่า น่าจะเป็นการพิจารณาผ่านการเห็นชอบโดยรัฐสภา ไม่ใช่เสนอ ทีนี้พอทันทีที่คุณวันชัยเปิดประเด็นขึ้นมา ทางพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ผมเรียนเลยคุณองอาจก็ได้ออกมาแสดงความเห็น หมวดเจี๊ยบ เจ้านายสั่งมาก็ออกมาทันที คุณสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คนที่เรียกว่ากู่เลย ว่าทำแบบนี้อาจจะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬรอบ2 ได้ ผมเรียนว่าเป็น 2 ประเด็นว่าไม่มีการเกิดหรอกครับ ถ้าเกิดก็เกิดสงครามการเมืองครับ ซึ่งคำว่าพฤษภาทมิฬนั่นเกิดจากประชาชนทั้งประเทศรวมหัวกันต่อต้านเผด็จการทหารเพราะเขาทนไม่ไหว แต่กรณีนี้ไปดูโพลที่ออกมา ทั้งกรุงเทพโพลและนิด้าโพล ผู้คนยังสนับสนุนและเชื่อมั่นต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และนายกรัฐมนตรีอย่างมากมายมหาศาล เป็นความฝันลม ๆ แล้ง ๆ เป็นความเห็นที่ปราศจากข้อมูล แต่ถ้าอีกฝั่งบอกว่าจะมีมวลชนออกมา ฝั่งนี้ก็มีมวลชนออกมาสนับสนุน นี่เป็นสิ่งที่ควรจะเข้าใจก่อน ทีนี้ผมก็กลับมาดูว่า เรื่องของเรื่องยังไม่เป็นเรื่องเลย หน่วยงานที่รับผิดชอบหน้าที่โดยตรงเขายังไม่ได้พูดเลย ว่าอะไรจะเป็นอย่างไร

 

สถาพร : คือ สนช. และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขายังไม่ได้คุยกันเลย

 

สนธิญาณ : ยังไม่ได้ดำเนินการในการพิจารณาขั้นตอนเลย แล้ว สปท. ไม่ได้เกี่ยวอะไร คุณวันชัยก็ไม่ได้เกี่ยว เขาออกมาแสดงความเห็นของเขา ผมจะเรียนแบบนั้น เพราะฉะนั้นจึงนำพาสถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติก่อนว่า อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ว่าทิศทางเป็นแบบนั้น และเอาแค่การเลือกนายกรัฐมนตรี ผมก็เรียนว่าสิ่งที่ขณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและแม่น้ำ 4 สายที่พอใจในจุดนี้ ก็คิดว่ามีความพอใจอยู่แล้วตามหลักการ ถ้ารัฐสภาเลือกในชื่อที่พรรคเสนอมาไม่ได้ก็ต้องเลือกกันต่อไป ทีนี้ก็ต้องมาพิจารณาว่าถ้าพรรคเสนอมาแล้วแต่เลือกไม่ได้ก็เป็นประเด็นทางกฎหมายว่าต้องให้บ้านเมืองเดินต่อไป ในแง่ของกฎหมายในแง่ขั้นตอนการปฏิบัติ นี่เลือกไม่ได้ก็เสนอกันอยู่นั่น เลือกไม่ได้ก็ต้องเสนอกันไป เพื่อนำพามาสู่นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนกลาง ถ้า ส.ส. ได้เสนอชื่อมาให้ที่รัฐสภาเลือก เพราะเขาเขียนว่าให้รัฐสภาเลือก ให้ ส.ว. เลือกร่วมกับ ส.ส. ถ้าเลือกคนที่พรรคเสนอมาไม่ได้ก็ต้องดำเนินการต่อไปเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนกลาง ใครอยากจะเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เชียร์กันไป แต่ขั้นตอนกฎหมายก็เดินไปให้รัดกุม ให้ชัดเจนว่า เป็นแบบนี้ไม่ให้เป็นเรื่องที่ต้องมาทะเลาะต่อเถียง ต่อว่าต่อขานและเป็นประเด็นที่ไม่ควรจะเป็นประเด็นในทางการเมือง