- 23 ส.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th
รายการ "ยุคลถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณยุคล วิเศษสังข์ (หนึ่ง) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ทีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สนธิญาณ : คุยกันต่อเนื่องจากเมื่อคืนหน่อยนะครับ เพื่อจะได้รายงานสถานการณ์ความคืบหน้าให้กับท่านผู้ชมแฟนข่าวทีนิวส์ได้รับทราบกันต่อเนื่องที่เป็นประเด็นถกเถียงกันว่า วุฒิสมาชิกฯอยากจะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ผมก็ต้องกลับมาเรียนอย่างนี้นะครับว่า บรรดาคนที่จะเอาอกเอาใจหงายเงิบกันไปเป็นแถวเมื่อบรรดาผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้ออกมาพูดจา และสื่อสารออกไปสู่สาธารณชน ผมก็ได้เรียนท่านผู้ชมว่า เป็นคนหนึ่งในประเทศไทยที่เชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่การที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายของรัฐธรรมนูญ และย้ำว่าจะสง่างามเป็นอย่างยิ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาชน ของ ส.ส. ในสภาด้วย ดังนั้นอยากจะเรียนทำความเข้าใจว่าการเสนอชื่อไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะเสนอชื่อไป ถ้า ส.ส. ในสภาไม่เอาด้วยก็ไม่มีความหมาย เราไล่เรียงได้เลยครับว่า บรรดารัฐสภา 750 คน บอกเลยว่า 250 เป็น ส.ว. นี่คือกระบวนการเลือกนายก เพราะจะเสนอไม่ใช่เป็นประเด็นหลัก ประเด็นอยู่ที่ใครมีอำนาจเลือกและประเด็นถัดมาก็คือหลังจากเป็นนายกรัฐมนตรีไปแล้วจะอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร นั่นเป็นประเด็นสำคัญต่างหาก เพราะฉะนั้นในข้อเท็จจริง สมาชิกรัฐสภา 750 คนที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีมีวุฒิสมาชิก 250 คน ต้องมีพรรคเพื่อไทย 180 - 200 คน มีพรรคประชาธิปัตย์ 150 - 180 คน รวมกันแล้ว 2 พรรคคือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยรวมแล้วเสียงเกินครึ่งนะครับ วุฒิสมาชิกไม่มีความหมายอะไรเลย วุฒสมาชิกโหวตเลือกใคร แต่ถ้า 2 พรรคนี้เขาโหวตอีกคนชนะวุฒิสมาชิก มาดูชื่อ บอกให้วุฒเสนอได้ คุณจะเสนอใคร สมมติไปเขียนรายละเอียดเนื้อหาเสนอคนนอกรายชื่อ 3 คนของพรรคการเมืองได้ เสนอกันเสร็จ 25 พรรคเขาไม่โหวตก็ไม่ได้อยู่ดีครับ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามแต่ นี่ประเด็นแรกนะครับ ประเด็นถัดมาคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่ออยู่ในตำแหน่งแล้ว จะหลุดรอดหรือจะสูญสิ้นความเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีเมื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่ไหมครับ คุณไปหาเสียงไหนมาได้ แต่พอถึงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมยกตัวอย่างนะครับว่า สมมติว่า พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย เขาได้ต่ำกว่า 350 เสียง โหวตไปแพ้ พรรคเล็กรวมวุฒิสมาชิกมาเลือกรัฐมนตรีคนนอก แต่พออยู่ในสภาฐานะของนายกรัฐมนตรีอยู่ได้หรือไม่อยู่ที่การไม่ไว้วางใจของ ส.ส. คุณต้องลบ 250 เสียงของวุฒิสมาชิกไป ทางฝั่งนู้นเขามี 350 เสียง รัฐบาลเขามี 150 เสียง ตอนโหวต 400 จริง แต่มี ส.ส. ที่โหวต 250 เสียง กับวุฒิสมาชิก 150 เสียงได้ 400 เสียง ก็ชนะอีกฝั่งหนึ่งแต่อยู่ไม่ไ ด้
ฉะนั้นโดยข้อเท็จจริงจะดิ้นรนอย่างไรก็ตามแต่ จะต้องผ่านกระบวนการทางการเมืองที่ลึกซึ้งและละเอียดมากกว่านั้น คือ นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนนอกจะต้องเป็นคนที่พรรคการเมืองโดยเสียงส่วนใหญ่ให้การยอมรับ พูดง่าย ๆ นั่นหมายความว่าไม่พรรคใดพรรคหนึ่งจะต้องสนับสนุนโดยทั่วไป ถ้าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนอยู่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ผมว่าไม่แน่ ถ้าหัวหน้าพรรคชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็อาจจะยึดถือหลักการประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่เอาแล้วไม่หนุน แต่ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์ มีหัวหน้าพรรคที่มาจากการสนับสนุนของ ส.ส. สายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ของสายที่รับร่างรัฐธรรมนูญ เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ส.ส.สายที่รับร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าอิงกับประชาชน ประชาชนเขาบอกว่าเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ ฉะนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แบบนี้ก็เป็นได้ ชัดเจนครับเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะมีความแข็งแกร่งเพราะมีเสียงส่วนใหญ่ในสภา ซึ่งคนที่ไม่ได้อยู่ในเสียงส่วนใหญ่ในสภาไม่กี่วันก็ตกม้าตายครับ อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครจะประจบประแจง ใครจะดึงดันอะไร สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเสนอชื่อ แต่อยู่ที่กระบวนการความเป็นจริงทางการเมืองที่ทำให้นักการเมืองยอมรับต่างหาก ถึงทำให้การเมืองเดินต่อไปข้างหน้า และมีการผสมผสานกันแบบไทย ๆ นี่ส่วนของ คสช. ซึ่งมีแผนปฏิบัติการ แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี มีแผนปฏิรูปที่ทำไว้แล้ว มาผสมผสานกับฝ่ายการเมืองร่วมผนึกกัน ตอนนี้ คสช. เดินอยู่ฝ่ายเดียวสายเดียว มาลองคิดดีไซน์กระบวนการการมีส่วนร่วมกันระหว่าง ส.ส. และ คสช. เดินไปอีก 4 - 5 ปี ให้บ้านเมืองเดินไปสู่ความเข้มแข็ง ให้บ้านเมืองรุกไปข้างหน้าอย่างมีแผนยุทธศาสตร์ ลดทอนความขัดแย้งระหว่างกัน เพราะน่านั่นจะเป็นทิศทางที่น่าสนใจที่จะเดินไปมากกว่านะครับ
